playlists faocebook CODINew icon_tw Intranet mail
ภาษาไทย english หน้าหลัก

การจัดการกองทุนชุมชนและธนาคารที่ดิน
กรณีบ้านโป่ง  ต.แม่แฝก  อ.สันทราย จ.เชียงใหม่

ศราวุฒิ    วงษ์ณิกร  :  เขียน
เจษฎาภรณ์  สุดแดน และ นภาพร  สุวรรณศักดิ์ : เรียบเรียง

 ความเป็นมา
1.ประวัติชุมชนและแนวคิดสำคัญคิด
      บ้านโป่ง ตั้งอยู่ที่ หมู่ที่ 2  ต.แม่แฝก  อ.สันทราย  จ.เชียงใหม่  ชื่อบ้านโป่งมาจากที่บริเวณในหมู่บ้าน เคยมีโป่ง เป็นลักษณะดินที่มีน้ำซึม ดินบริเวณนั้น วัวควาย จะเข้าไปกิน เนื่องจากมีกรดเกลือหรือแร่ธาตุอยู่มาก  โป่งในหมู่บ้านจะมีอยู่สองแห่ง แห่งแรกอยู่บริเวณ ทุ่งนาด้านทิศตะวันออกของหมู่บ้าน ใกล้กับโรงงานผลิตสุรากลั่นชุมชนในปัจจุบัน และอีกแห่งคือบริเวณที่ตั้งวัดบ้านโป่งในปัจจุบัน   เดิมที่ตั้งบ้านโป่ง  เป็นที่รกร้างว่างเปล่า เป็นที่ดินเนินสูงพอประมาณ มีโป่งหลวง เป็นที่ชุมนุมของสัตว์นานาชนิด เข้าใจว่าสัตว์เหล่านั้นมากินดินโป่ง ต่อมามีชาวบ้านมาพำนักเพราะเห็นว่าดินแถวนี้มีความอุดมสมบูรณ์เหมาะแก่การทำการเกษตร  จึงพากันมาปักหลักอยู่ในที่ดินผืนนี้  เมื่อมีสมาชิกประมาณ 20-30 ครอบครัว ชาวบ้านเป็นชาวพุทธ เมื่อมีหมู่บ้านก็ตั้งที่พักสงฆ์ เป็นศูนย์รวมจิตใจ จึงได้รวมกันสร้างกุฏิหลังเล็กขึ้น 1 หลัง ศาลาบำเพ็ญบุญ 1 หลัง และได้กราบนิมนต์ พระสุริยะ  สิริวิชโย  วัดป่าแง ต.ขี้เหล็ก อ.แม่ริม มาจำพรรษา เป็นท่านแรกเมื่อ พ.ศ. 2421 สร้างวัดขึ้นเมื่อวันที่ 15 มีนาคม 2421 รับพระราชทานวิสุงคามสีมา 23 มิถุนายน 2475 และมีพิธีผูกพัทธสีมาฝังลูกนิมิตรเมื่อ 20 พฤษภาคม 2477 (ประวัติบ้านโป่ง ที่ทางวัดบ้านโป่งจัดทำไว้)

    ชาวบ้านส่วนใหญ่สืบเชื้อสายมาจากบรรพบุรุษชาวลั๊วะ ย้ายข้ามแม่น้ำปิงมาจากบ้านป่าแง อำเภอแม่แตง เมื่อช่วงปีพ.ศ. 2340 บ้านโป่งตั้งอยู่หมู่ที่ 2 ต.แม่แฝก อ.สันทราย ปัจจุบันมีสมาชิกทั้งสิ้น 329 ครัวเรือน เป็นชุมชนขาดแคลนที่ดินทำกินมาตั้งแต่อดีตเนื่องจากเป็นชุมชนที่อพยพมาตั้งถิ่นฐานภายหลังชุมชนใกล้เคียง ที่ดินทำกินถูกจับจองจากชุมชนอื่นที่อยู่โดยรอบ เหลือเพียงที่ดินซึ่งเรียกว่า”ดินโป่ง” ซึ่งไม่เหมาะสมสำหรับการทำเกษตรและคำว่าโป่ง จึงเป็นที่มาของชื่อหมู่บ้านจนถึงปัจจุบัน

    เนื่องจากเป็นชุมชนที่อพยพมาอยู่ภายหลัง ขนาดการถือครองที่ดินของชาวบ้านโป่งจึงอยู่ระหว่าง 0.5-4 ไร่ต่อตระกูล ซึ่งส่วนหนึ่งยังคงถือครองและทำประโยชน์ร่วมกันระหว่างครอบครัวของพี่น้องเนื่องจากที่ดินมีขนาดเล็กไม่พอเพียงจะแบ่งสรรกัน โดยประชากรมากกว่า 50% ไม่มีที่ดินทำกินเป็นของตนเอง มีเพียงที่อยู่อาศัยซึ่งอยู่กันอย่างแออัด บางครอบครัวต้องเช่าที่ดินเพื่อทำนา  ปลูกผักขาย หรือทำงานรับจ้างโรงงานอุตสาหกรรมบริเวณรอบชุมชน  กล่าวได้ว่าชุมชนมีพัฒนาการปรับเปลี่ยนระบบการผลิต วิถีชีวิต ประเพณีวิถีปฏิบัติและการจัดการทรัพยากรในชุมชนทั้งดิน น้ำ ป่า บนฐานของการผลิตเพื่อให้ครัวเรือนสามารถดำรงอยู่ได้  พัฒนาการของชุมชนยังได้ปรับเปลี่ยนไปตามบริบททางเศรษฐกิจ การเมือง อันทำให้ชุมชนต้องปรับเปลี่ยนความสัมพันธ์กับรัฐและเศรษฐกิจจากภายนอกมากขึ้นจนถึงปัจจุบัน        

     การประกอบอาชีพส่วนใหญ่คนในชุมชนมีอาชีพเกษตรกรรม เช่น ทำนา,ทำสวนพืชผักและสวนลำไย,เลี้ยงสัตว์  แต่รายได้หลักมาจากการปลูกชะอมปีละประมาณ 30,000 – 50,000 บาท โดยมีพ่อค้า/แม่ค้าส่ง ที่รับซื้อสินค้าทางการเกษตรในชุมชนสู่ตลาดในเมืองมีจำนวน  12  ราย ส่วนการทำนาปลูกข้าวมีเพียงประมาณร้อยละ 45 เท่านั้นที่ทำนาสำหรับการบริโภคในครัวเรือน รองลงมาเป็นอาชีพรับจ้างในโรงงานอุตสาหกรรม(สำหรับประชากร อายุ  18 – 30 ปี) ค่าแรงงานประมาณ153  บาท/วัน ทั้งชาย/หญิง บริเวณใกล้ชุมชน มีโรงงานอุตสาหกรรมแช่แข็งหลายแห่ง เป็นแหล่งรองรับแรงงานจากชุมชน
ส่วนการเข้าทำประโยชน์ในพื้นที่ปฏิรูปที่บ้านโป่ง หรือที่ชาวบ้านเรียกว่าที่ดอย เริ่มแรกมีทั้งหมด 118 ครอบครัว  ปัจจุบันมีสมาชิกที่เข้ามาปฏิรูปที่ดินทั้งหมด 76 ครอบครัว  ส่วนใหญ่เป็นเป็นเกษตรกรที่ไม่มีที่ดินทำกินต้องเช่าจากคนในชุมชน หรือมีที่ดินเพียงเล็กน้อยไม่เพียงพอต่อการหาเลี้ยงครอบครัว      

     สมาชิกทั้งหมดมาจากหมู่บ้านเดียวกันและส่วนใหญ่มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดทางเครือญาติทำให้กลุ่มมีความสามัคคีในการเข้าร่วมกิจกรรมต่างๆ อาทิเช่น กิจกรรมการทำข้าวโพดแปลงรวม  การทอดผ้าป่า  การเลี้ยงผีฝาย รวมถึงกิจกรรมทางศาสนาภายในชุมชน

2.ปัญหาด้านที่ดินทำกินและพัฒนาการปฏิรูปที่ดินโดยชุมชน
ระยะแรกที่เข้ามาตั้งถิ่นฐานชุมชน  มีการบุกเบิกที่นาเพื่อปลูกข้าวเหนียว  แต่ก็ทำได้น้อยรายเนื่องจากที่ดินรอบข้างมีเจ้าของที่เป็นชุมชนรอบๆ จับจองไว้แล้ว  ทำให้ชาวบ้านต้องบุกเบิกป่าแพะ

 ( พื้นที่ปฏิรูปปัจจุบัน) เพื่อปลูกข้าวไร่ในบางปีที่ทำนาข้าวไม่ได้ผล  หรือไม่พอกิน  นอกจากนี้ยังมีการปลูกพืชผักสวนครัว  เช่น  ถั่ว  พริก  แฟง  แตง  ไว้สำหรับบริโภคภายในครัวเรือนด้วย

ประมาณปี 2503 – 2526  ระบบการเกษตรแบบยังชีพเริ่มมีการเปลี่ยนแปลงไป เนื่องจากมีการตั้งโรงงานผลิตน้ำตาลขึ้นใกล้ๆ  หมู่บ้าน  ทำให้ชาวบ้านส่วนใหญ่หันมาปลูกอ้อยกันมากขึ้นเรื่อยๆ  โดยเน้นการปลูกมากๆ เพื่อขายส่งโรงงาน  ต่อมาราคาผลผลิตจากการขายอ้อยมีราคาตกต่ำ  ชาวบ้าเริ่มหันมาปลูกถั่วเหลือง  งา ขายสู่ท้องตลาดระบบการเกษตรในช่วงนี้ยังไม่เน้นการใช้สารเคมี  ต่อมาในปี 2508  มีการตั้งโรงบ่มยาสูบของบริษัทเทพวงศ์ ชาวบ้านเริ่มหันมาปลูกยาสูบกันมากขึ้นเพื่อส่งขายให้กับโรงบ่มยาสูบและทำเป็นรายได้หลักของครอบครัว  เริ่มมีการใช้สารเคมีกันมากขึ้น  ในช่วงปี 2512  มีการตั้งสหกรณ์สันทรายขึ้นทำให้ชาวบ้านโป่งสามารถเข้าหาแหล่งทุนได้ง่ายขึ้น จึงพากันกู้เงินจากสหกรณ์มาลงทุนปลูกยาสูบ  กระเทียม  แต่รายได้ไม่พอใช้หนี้ทำให้ชาวบ้านต้องกู้เงินเพิ่มและมีฐานะยากจนขึ้นเรื่อยๆ เนื่องจากมีหนี้สินมาก 

ช่วงปี  2527-2533  การเจริญเติบโตของธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ทำให้ที่ดินมีราคาแพง  ประกอบกับพื้นที่บ้านโป่งตั้งอยู่ไม่ห่างจากตัวเมืองเชียงใหม่มากนัก  มีนายหน้าค้าที่ดินเข้ามาติดต่อขอซื้อที่ดินชาวบ้านบริเวณป่าแพะที่ชาวบ้านทำกินอยู่นั้น  ชาวบ้านส่วนใหญ่ต้องขายที่ดินให้กับเหล่านายทุนเนื่องจากต้องการเงินมาใช้หนี้สหกรณ์  ชาวบ้านบางส่วนจำใจต้องขายเพราะนายทุนกว้านซื้อที่ดินปิดทางเข้า-ออก  ทำให้ที่ดินผืนใหญ่บริเวณป่าแพะตกเป็นของนายทุนทั้งหมด  และที่ดินทั้งหมดที่เป็นของนายทุนถูกเปลี่ยนให้เป็นโฉนดอย่างรวดเร็ว  และถูกนำไปจำนองกับธนาคารพาณิชย์ต่างๆ เป็นมูลค่ากว่า 300 บาท  และพยายามสร้างรีสอร์ท  มีการปรับเกรดพื้นที่  ทำถนน และต่อไฟฟ้า เข้าพื้นที่ในช่วงปีแรกแล้วมีการปล่อยที่ดินให้รกร้างว่างเปล่า 

ช่วงปี 2537-2544   เนื่องจากที่ดินดังกล่าวเป็นที่รกร้าง จึงมีคนในเมืองลักลอบเอาขยะมาทิ้งบ่อยครั้ง โดยชาวบ้านชาวบ้านเคยรวมตัวกันทำการขับไล่ และพบว่าเป็นขยะที่ขนมาจากเทศบาลนครเชียงใหม่  คาดว่าได้มีการตกลงกับเจ้าของที่ดินแล้วว่าจะนำขยะไปทิ้งบริเวณดังกล่าว มีรถขนขยะเตรียมมาทิ้ง 10 คัน เป็นรถบรรทุกขนาดสิบล้อ   ขนมาทิ้งบริเวณที่ดินที่นายทุนซื้อไว้ ซึ่งมีหลุมขนาดใหญ่ที่นายทุนได้ขุดดินลูกรังขายไป จะใช้หลุมดังกล่าวทำหลุมฝังกลบขยะ แต่ชาวบ้านไม่เห็นด้วย  นายทุน อ้างว่าที่ดินดังกล่าวตนเองได้ซื้อไว้แล้วจะสามารถทำอะไรก็ได้ ต่อมาก็ได้เสนอโครงการเตาเผาขยะอีก แต่ชาวบ้านก็คัดค้าน  เพราะกลัวเรื่องกลิ่นเหม็นที่จะรบกวนหมู่บ้าน ,และน้ำเสียจากขยะที่จะมีผลกระทบต่อแหล่งน้ำดื่ม น้ำใช้  และน้ำสำหรับทำการเกษตร

ช่วงปี 2545 - ปัจจุบัน ปัญหาเรื่องการขาดแคลนและไม่มีที่ดินทำกินของชาวบ้าน  ประมาณ 125 ครัวเรือน ประมาณ ปี 2545 ชาวบ้านที่ขาดแคลนที่ดินทำกินในหมู่บ้านได้ประชุมกันที่จะเข้าทำกินในพื้นที่ป่าเสื่อมโทรมที่อยู่ทางทิศตะวันออกของหมู่บ้าน ซึ่งพื้นที่ที่นายทุนกว้านซื้อเพื่อสร้างรีสอร์ทและปล่อยทิ้งรกร้างว่างเปล่ามาหลายสิบปี และบริเวณนี้เดิมปู่ย่าตายายของชาวบ้านเคยเข้าไปปลูกพืช เช่น ฝ้าย พริก จากการประชุมกันทำให้ชาวบ้านประมาณ 100  ครัวเรือนที่จะเข้าทำกินในพื้นที่ 400 กว่าไร่โดยถือเป็นมติของชุมชนไม่มีผู้ใดขัดขวาง  และได้มีการจัดสรรแบ่งปันที่ดินกันคนละ ประมาณ 2 ไร่ 2 งาน  และคัดสรรสมาชิกให้เป็นคณะกรรมการบริหารจัดการที่ดิน โดยเรียกตัวเองว่ากลุ่มปฏิรูปที่ดินโดยชุมชนบ้านโป่ง หรือที่คนอื่นเรียกว่ากลุ่มแม่แฝก โดยภายในกลุ่ม ได้มีกิจกรรมต่างๆเช่น มีการเร่งรัดให้ทำประโยชน์ในพื้นที่ โดยแบ่งพื้นที่ออกเป็นพื้นที่สำหรับทำกิน พื้นที่สำหรับที่อยู่อาศัยรวม 79 แปลง และแปลงสาธารณะประโยชน์ ใช้สำหรับ ปลูกพืช ขุดบ่อเลี้ยงปลา ที่จะหารายได้เข้ามาในการสนับสนุนการเคลื่อนไหวในเชิงนโยบายของกลุ่มและเครือข่ายที่เกี่ยวข้อง  โดยมีการจัดทำโฉนดชุมชน การตั้งธนาคารที่ดิน และกลุ่มออมทรัพย์ของกลุ่มปฏิรูปที่ดิน ขึ้นเพื่อสนับสนุนให้มีการทำประโยชน์ในพื้นที่และใช้พื้นที่ซึ่งเดิมเป็นป่าเสื่อมโทรมให้เกิดประโยชน์สูงสุด

3.สภาพที่ดินในปัจจุบัน
สถานภาพการถือครองที่ดินตามกฎหมาย
ที่ดินในเขตพื้นที่ปฏิรูปที่ดินโดยชุมชนบ้านโป่ง ส่วนใหญ่เป็นที่ของเอกชน ทิ้งรกร้างว่างเปล่า ไม่มีการใช้ประโยชน์ใดเกินกว่าสิบปีมาแล้ว  ซึ่งจากการตรวจสอบข้อมูลสารบบที่ดิน ที่ชาวบ้านได้เข้าทำประโยชน์ ซึ่งมีสภาพเป็นป่ารก นั้นกลับพบว่าได้มีนายทุนเป็นเจ้าของที่ดินดังกล่าวแล้ว รวมจำนวน3กลุ่มหลัก
กลุ่มนายทุนได้นำที่ดินไปจำนองกับ สถาบันการเงินต่างๆ ดังนี้

  •  ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน)
  • บริษัทเงินทุน สินวัฒนา จำกัด
  • บริษัทเงินทุน จี ซี เอ็น จำกัด
  • บริษัท บริพัตรบ้านและที่ดิน จำกัด
  • สหกรณ์การเกษตรสันทราย

ปัจจุบันที่ดินส่วนหนึ่งที่ชาวบ้านทำกินอยู่ในระหว่างการขายทอดตลาดของกรมบังคับคดี
และบางส่วนได้มีธนาคารธนชาติซื้อไว้แล้วประมาณ 10 ไร่

กระบวนการทำงานของชุมชน
1.การจัดการที่ดินของกลุ่ม
พื้นที่แปลงปฏิรูปที่ดินโดยชุมชนบ้านโป่ง  ปัจจุบันมีเนื้อที่ทั้งหมดประมาณ 476 ไร่ โดยมีการจัดสรรการใช้ประโยชน์ในที่ดินของสมาชิกกลุ่มฯ ดังตารางต่อไปนี้

ประเภทการใช้ที่ดิน

ลักษณะการใช้ประโยชน์

พื้นที่
( ไร่ )

แปลงสำหรับการทำการเกษตร

-  ปลูกผักสวนครัว เช่น  พริก มะเขือ  ถั่ว ฟักทอง ผักพื้นบ้าน พืชผักตามฤดูกาล
-  ปลูกชะอม
-  ปลูกไม้ผล เช่น มะม่วง / ลำไย / ส้ม/กล้วย
-  ปศุสัตว์ เช่น เลี้ยงหมู / ไก่ /ปลา

277

แปลงที่อยู่อาศัย

- ปลูกบ้าน
- โรงเรือนเลี้ยงไก่

138

แปลงที่สาธารณะ

-  เรือนรับรอง
-  แปลงรวม
-  ศาลาประชุม
-  ร้านค้าชุมชน
-  ถนน / อ่างเก็บน้ำ / บ่อลูกรัง / ลำห้วย

60

รวม

 

475

2.การบริหารจัดการที่ดิน
            ในด้านการบริหารจัดการมีการจัดตั้งกลไกคณะกรรมการฝ่ายต่างๆเข้าดูแลงานและกิจกรรมด้านต่างๆของกลุ่ม ได้แก่ คณะกรรมการด้านที่ดิน คณะกรรมการดูแลเรื่องน้ำสำหรับการเกษตร คณะกรรมการดูแลงบประมาณไฟฟ้า  คณะกรรมการดูแลกองทุนธนาคารที่ดิน คณะกรรมการออมทรัพย์ และใช้เครื่องมือต่างๆเพื่อกำกับดูแลการบริหารจัดการที่ดิน อันได้แก่ การจัดตั้งกฎระเบียบ  การจัดการที่ดินในรูปแบบโฉนดชุมชน  และการตั้งกองทุนธนาคารที่ดินเมื่อสมาชิกต้องการเปลี่ยนมือที่ดิน เพื่อป้องกันที่ดินหลุดมือไปสู่คนภายนอกชุมชน  โดยโครงสร้างกลไกคณะกรรมการที่ดิน จะประกอบไปด้วยประธานกลุ่ม  ดูแลกิจกรรมโดยรวมของกลุ่ม ประสานงานกับเครือข่ายระดับภาค ,รองประธานกลุ่ม  ดูแลกิจกรรมภายในกลุ่ม  และหัวหมวด 5 หมวด ดูแลและประสานงานกับสมาชิกภายในหมวด

คณะกรรมการดังกล่าวมีอำนาจหน้าที่หลัก คือ เป็นผู้ประสานงานกับสมาชิกในชุมชน บุคคลภายนอก หน่วยงานต่างๆเมื่อมีการจัดกิจกรรมภายในพื้นที่ปฏิรูป  รวมทั้งควบคุม ตรวจสอบให้การดำเนินกิจกรรมของกลุ่มเป็นไปตามกฎระเบียบและข้อตกลงของสมาชิกในกลุ่ม หากมีข้อขัดแย้งหรือสิ่งที่ต้องพิจารณาเกี่ยวกับที่ดิน เช่น การซื้อขายเปลี่ยนมือ การมีข้อโต้แย้งเรื่องขอบเขตที่ดินของสมาชิก  จะต้องมีการพิจารณาร่วมของสมาชิกทุกคนโดยมติของกลุ่มถือเป็นที่สุด ซึ่งจะมีวาระการประชุมของสมาชิกทุกๆวันที่ 20 ของทุกเดือน

กฎระเบียบการจัดการที่ดิน
กฎระเบียบเกิดขึ้นจากข้อตกลงร่วมกันของกลุ่มเพื่อให้เกิดการมีส่วนร่วมและความเท่าเทียมในการจัดการและใช้ประโยชน์ที่ดิน ซึ่งได้มีพัฒนาการมาตั้งแต่เริ่มแรกที่เข้าปฏิรูปที่ดิน โดยมีการปรับเปลี่ยนกฎระเบียบไปบ้างตามสถานการณ์ที่เกิดขึ้น

  • สมาชิกต้องใช้ประโยชน์ในที่ดินที่ได้รับการจัดสรรอย่างจริงจัง ห้ามปล่อยทิ้งร้างว่างเปล่า
  • หากสมาชิกรายใดมีความจำเป็นต้องเปลี่ยนมือที่ดิน ต้องแจ้งให้คณะกรรมการที่ดินฯทราบเพื่อนำเข้าสู่การพิจารณาของสมาชิก และห้ามขายที่ดินให้คนนอกกลุ่มโดยเด็ดขาด
  • หากมีการเปลี่ยนมือที่ดินจะหักส่วนแบ่งรายได้เข้ากองกลางและสบทบกองทุนธนาคารที่ดินตามอัตรา ที่กำหนดร่วมกันเพื่อนำเงินไปใช้ในกิจกรรมการจัดการที่ดิน ปัจจุบันราคาที่ดินกำหนดตายตัวแปลงละ 30,000 บาท เจ้าของที่ดินได้ 10,000 บาท เข้ากองกลางของกลุ่ม 4,000 บาท และสมทบเข้ากองทุนธนาคารที่ดินจำนวน 16,000 บาท
  • สมาชิกต้องให้ความร่วมมือกับกลุ่ม เช่น ร่วมประชุม ร่วมระดมเงินการติดตามการแก้ไขปัญหา ช่วยเหลือผู้ถูกจับกุมดำเนินคดี ฯลฯ กรณีที่มีการเปลี่ยนมือที่ดิน เจ้าของแปลงที่ดินคนเดิมหรือผู้ซื้อที่ดินคนใหม่จะต้องตกลงให้ผู้รับผิดชอบร่วมมือกับกลุ่มต่อไป
  • ผู้ละเมิดข้อตกลงจะถูกยึดที่ดินคืนสู่ชุมชนไม่อนุญาตให้ทำกินในที่ดินผืนนั้นอีกต่อไป และ คณะกรรมการอาจจัดสรรให้ผู้อื่นเข้าใช้ต่อไป

3.“โฉนดชุมชน”
กลุ่มปฏิรูปที่ดินโดยชุมชนบ้านโป่งมีโฉนดชุมชนเป็นเครื่องมือการจัดการที่ดินตั้งแต่ปี 2545 โดยได้แรงบันดาลใจจากบ้านไร่ดง อ.ป่าซาง จ.ลำพูน ซึ่งเป็นชุมชนแรกที่มีการคิดค้นและใช้โฉนดชุมชน  โฉนดชุมชนจะมีลักษณะคล้ายกับโฉนดที่ดินโดยทั่วไป แต่ที่ต่างออกไปอย่างชัดเจนคือ การมีกฎระเบียบที่ใช้ควบคุมการเปลี่ยนมือ และมีกลไกบริหารจัดการโดยกลุ่มเพื่อเป็นการป้องกันมิให้เกิดการซื้อขายเปลี่ยนมือที่ดิน อันเป็นบทเรียนจากการสูญเสียที่ดินของชุมชนในอดีตที่ผ่านมา

หลักการสำคัญของโฉนดชุมชนคือ

  • สมาชิกทุกคนเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในที่ดินทุกแปลงร่วมกัน แต่สิทธิในการใช้ประโยชน์ที่ดินเป็นของสมาชิกแต่ละคน ตามขอบเขตที่ระบุในแผนที่และโฉนดชุมชน
  • แปลงที่ดินเป็นมรดกตกทอดถึงลูกหลานได้
  • ห้ามขายที่ดินแก่คนภายนอกชุมชนโดยเด็ดขาด
  • สมาชิกทุกคนต้องใช้ประโยชน์ในที่ดินอย่างต่อเนื่อง ไม่ปล่อยให้ทิ้งร้างว่างเปล่าเกิน 2 ปี
  • สามารถเปลี่ยนมือที่ดินให้แก่คนในกลุ่มได้โดยต้องผ่านความเห็นชอบของคณะกรรมการและที่ประชุมใหญ่ของสมาชิก

4.กองทุนธนาคารที่ดินชุมชน
กลุ่มปฏิรูปที่ดินโดยชุมชน มีการก่อตั้งธนาคารที่ดิน สมาชิกปัจจุบันมีทั้งหมด 75 ครอบครัว โดยกลุ่มจะมีการออมเงินร่วมกันทุกๆ วันที่ 20 ของเดือน (ซึ่งเป็นวันประชุมประจำเดือน)  กองทุนที่ดินจะมาจากการออมเงินจากสมาชิกทุกๆเดือน ครอบครัวละ 20 บาทเงินกองทุนจะถูกแบ่งเป็นสอง ส่วนแรกนำเข้าฝากเป็นธนาคารที่ดิน ส่วนที่สองนำมาใช้จ่ายในกิจกรรมต่างๆ เช่น เป็นค่าน้ำมันรถเดินทาง และร่วมกิจกรรมอื่นๆ   โดยจะมีสมุดออมทรัพย์ให้กับสมาชิกทุกคน   คณะกรรมการจะแบ่งประเภทการใช้จ่ายเงินกองทุน และที่มาของเงินกองทุนต่างๆ เช่น เงินออมจากสมาชิก, เงินสมทบจากแหล่งอื่นนอกชุมชน, เงินจากการขายผลผลิตแปลงรวมเป็นต้น แล้วนำมาจัดสรรเงินกองทุนเพื่อใช้ในการดำเนินกิจกรรมต่างๆ ปัจจุบันกองทุนธนาคารที่ดินมีเงินทั้งหมดประมาณ 72,000 บาท
กฎระเบียบข้อตกลง จะเรื่องห้ามซื้อขาย หากมีการซื้อขายต้องผ่านการประชุมสมาชิกทุกครั้ง และจะต้องขายให้สมาชิกกลุ่มปฏิรูปเท่านั้น หากสมาชิกครอบครัวใดต้องการขายกองกลางจะซื้อจากเจ้าของเดิม และ ขายต่อให้กับสมาชิกที่ต้องการซื้อที่ดินจากธนาคารที่ดินในราคาแปลงละ 30,000 บาท โดยมีการจัดสรรเงินดังนี้
-  คืนให้เจ้าของที่ดินเดิม                   10,000 บาท
-  เข้าธนาคารที่ดิน                16,000 บาท
-  เข้ากองทุนเพื่อใช้ในกิจกรรม  4,000 บาท
นอกจากนี้สมาชิกต้องเข้าร่วมกิจกรรมกับกลุ่มทุกครั้งหากขาดหายไปจะถูกตัดออกจากสมาชิกกลุ่ม   และห้ามปล่อยที่ดินรกร้างว่างเปล่า หากปล่อยไว้ไม่ทำประโยชน์จะทำการยึดคืนธนาคารที่ดิน
ความสำคัญของกองทุนธนาคารที่ดินในระดับชุมชน

  • เป็นกลไกสำหรับการควบคุมการเปลี่ยนมือที่ดินจากสมาชิกที่ต้องการเปลี่ยนมือ เพื่อป้องกันมิให้สมาชิกขายที่ดินให้แก่บุคคลภายนอกหรือผู้ที่มีที่ดินทำกินอยู่แล้ว
  • เป็นแหล่งเงินทุนให้เกษตรกรที่เป็นสมาชิกเพื่อการลงทุนทำการผลิตในแปลงที่ดิน
  • เป็นกองทุนสวัสดิการ โดยสามารถนำดอกผลที่ได้จากการบริหารจัดการของธนาคารที่ดิน มาจัดสวัสดิการให้แก่สมาชิกและชุมชน เช่น การสมทบงานฌาปนกิจศพ งานกิจกรรมส่งเสริมประเพณีวัฒนธรรมของชุมชนในเทศกาลต่างๆ เป็นต้น
  • เป็นกองทุนสำหรับการขับเคลื่อนกิจกรรมร่วมกับเครือข่ายผู้ประสบปัญหาที่ดินอื่นๆ ในการยื่นข้อเสนอแนวทางการปฏิรูปที่ดินโดยชุมชน รวมถึงการผลักดันข้อเสนอไปสู่การเปลี่ยนแปลงทางนโยบาย และกฎหมาย

นอกจากจะนำเงินจากกองทุนช่วยเหลือสมาชิกและกิจกรรมของกลุ่มแล้ว ยังมีเป้าหมายในอนาคตเพื่อเป็นแหล่งเงินทุนตั้งต้นสำหรับซื้อที่ดินจากผู้ถือกรรมสิทธิ์ที่ดิน สถาบันการเงินหรือจากการขายทอดตลาดที่ดิน NPLs

ขั้นตอนการทำงาน

  • จัดประชุมสมาชิกเป็นประจำทุกวันที่ 20 ของเดือน
  • ทำการผลิตในพื้นที่แปลงรวมของกลุ่ม เช่น ปลูกข้าวโพด นำรายได้เข้ากองทุนธนาคารที่ดิน และกองทุนขับเคลื่อน
  • จัดกิจกรรมด้านการอนุรักษ์ทรัพยากร เช่น บวชป่า  ปลูกต้นไม้  การทำฝายขนาดเล็ก
  • จัดกิจกรรมทางวัฒนธรรมและศาสนา เช่น การเลี้ยงผีฝาย  การทอดผ้าป่า
  • เข้าร่วมกิจกรรมร่วมกับเครือข่ายปฏิรูปที่ดินแห่งประเทศไทย
  • ยกระดับเป็นพื้นที่ศูนย์การเรียนรู้ด้านการจัดการที่ดินโดยชุมชนในรูปแบบโฉนดชุมชน โดยที่ผ่านมามีชุมชนและองค์กรพันธมิตรเข้าร่วมศึกษาดูงานในพื้นที่แล้วไม่น้อยกว่า 20 ครั้ง

ผลที่ได้รับจากเข้าปฏิรูปที่ดินโดยชุมชน

  • ที่ดินไม่หลุดมือไปจากเกษตรกร เนื่องจากมีการจัดการแบบกรรมสิทธิ์รวมหมู่ โดยมีโฉนดชุมชน และกฎระเบียบที่เป็นตัวกำกับการบริหารจัดการที่ดินของชุมชน  รวมทั้งมีกองทุนธนาคารที่ดินที่รองรับการเปลี่ยนมือที่ดินของสมาชิก
  • สร้างความมั่นคงทางด้านอาหารแก่ครอบครัว ลดการพึ่งพาปัจจัยภายนอกและค่าใช้จ่าย จากการปลูกพืชผักสวนครัวบริโภคในครัวเรือน และยังเป็นแหล่งรายได้ที่สำคัญสำหรับการหาเลี้ยงครอบครัว ซึ่งมีความมั่นคงและเป็นอิสระมากกว่าการทำงานรับจ้างทั่วไป  โดยจากการสำรวจรายได้จากการใช้ที่ดินในแปลงปฏิรูปบ้านโป่งมีรายได้เฉลี่ยปีละ 30,000 – 100,000 บาท ต่อครอบครัว
  • สมาชิกในกลุ่มมีความสามัคคี มีความร่วมมือร่วมใจในการทำกิจกรรมต่างๆ เช่น การทอดผ้าป่าพัฒนาระบบสาธารณูปโภคเพื่อการเกษตร  การประกอบพิธีเลี้ยงเจ้าที่บริเวณป่าไม้ใกล้ที่ปฏิรูป  รวมทั้งมีการสานสัมพันธ์กับเครือข่ายอื่นๆทั้งในระดับภาคและชาติ ในการแลกเปลี่ยนแนวทางและความคิดเห็นเรื่องการจัดการที่ดินโดยชุมชน
  • ระบบการบริหารจัดการโดยให้สมาชิกทุกคนมีส่วนร่วม ทำให้สมาชิกมีโอกาสในการแสดงความคิดเห็น  รวมถึงได้ติดตามตรวจสอบการดำเนินงานของคณะกรรมการ และเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นภายในชุมชนได้อย่างต่อเนื่อง 

ปัญหาและอุปสรรค

  • ชาวบ้านบางคนซึ่งเป็นส่วนน้อยยังต้องการเอกสารสิทธิในรูปแบบปัจเจก เนื่องจากเชื่อว่ามีความมั่นคงทางด้านสิทธิ และเป็นหลักป้องกันการถูกคุมคามและการจับกุมคุมขังได้ดีกว่าโฉนดชุมชน
  • ความเข้าใจของบุคคลภายนอกเรื่องการเข้าปฏิรูปที่ดินและการบริหารจัดการที่ดินของกลุ่ม 
  • ความไม่มั่นคงในเรื่องกรรมสิทธิ์ในที่ดิน การถูกคุกคามข่มขู่จากเจ้าของกรรมสิทธิ์ตามกฎหมาย

บทเรียนสำคัญ
ทางออกของชุมชนบ้านโป่งในการรักษาที่ดินอย่างยั่งยืน
จากสภาวะการขาดแคลนที่ดินของคนในชุมชน ท่ามกลางปัญหาเศรษฐกิจ  ราคาพืชผลทางการเกษตรที่ตกต่ำในทุกฤดูกาล และการกว้านซื้อที่ดินจากนายทุน ส่งผลให้มีที่ดินหลุดมือไปจากเกษตรกร  โดยการขายหรือหลุดจำนอง  ทำให้ต้องไปเช่าที่ดินเพื่อทำการผลิต  หรือปรับเปลี่ยนอาชีพไปรับจ้างรายวัน รายเดือน  ซึ่งไม่มีอิสระและขาดความมั่นคง จึงได้เริ่มตระหนักถึงคุณค่าของผืนดิน และมองว่าที่ดินมิใช่เพียงแค่ต้นทุนทำการผลิตเท่านั้น  จากการบอกเล่าของสมาชิกในกลุ่มปฏิรูปที่ดินบ้านโป่งกล่าวว่าที่ดินเปรียบเสมือนชีวิตของเกษตรกร หากขาดที่ดินก็เหมือนขาดชีวิต ที่ดินเป็นอาหารทั้งเพื่อกินและขายเพื่อการดำรงชีพซึ่งไม่ใช่แค่วันนี้ พรุ่งนี้เท่านั้นแต่ลูกหลานยังสามารถใช้ประโยชน์จากที่ดินในการดำรงชีวิตสืบทอดต่อไป
จากสภาวะปัญหาวิกฤตเศรษฐกิจในปี 2540 ทำให้ชาวบ้านบ้านโป่งที่ไร้ที่ดินทำกินมีความเป็นอยู่ที่ลำบากมากขึ้น  เนื่องจากการรับจ้างแรงงานได้น้อยลง นายจ้างเริ่มกดค่าแรงและมีความต้องการแรงงานน้อยลง จนกระทั่งถึงต้นปี 2545 ชาวบ้านที่ขาดแคลนที่ดินทำกินในหมู่บ้านจึงได้ประชุมปรึกษาหารือกันเพื่อเข้าทำประโยชน์ในพื้นที่รกร้างว่างเปล่าซึ่งมีสภาพเป็นป่าเสื่อมโทรมอยู่ทางทิศตะวันออกของหมู่บ้าน ซึ่งเป็นพื้นที่ที่นายทุนกว้านซื้อไว้เพื่อสร้างรีสอร์ทหรือสวนเกษตร ตั้งแต่ปี 2532 เมื่อประสบภาวะวิกฤตทางเศรษฐกิจโครงการไม่สามารถดำเนินการต่อไปได้ จึงถึงสถาบันการเงินยึดและปล่อยทิ้งรกร้างว่างเปล่ามานานหลายสิบปี
พื้นที่บริเวณดังกล่าว เดิมเป็นพื้นที่ซึ่งปู่ย่าตายายของชาวบ้านเคยเข้าไปปลูกพืชล้มลุก เช่น ฝ้าย พริก ถั่วเหลืองเฉพาะช่วงฤดูแล้ง เพราะเป็นพื้นที่ที่ระบบชลประทานเข้าไม่ถึง หลังจากการประชุมปรึกษาหารือกันหลายครั้งชาวบ้านได้มีมติที่จะรวมกลุ่มกันภายใต้ชื่อกลุ่มปฏิรูปที่ดินโดยชุมชนบ้านโป่ง   มีสมาชิกในขณะนั้นประมาณ 100 ครอบครัว และได้ร่วมกันทำปรับที่ดิน ในพื้นที่ประมาณ 400 ไร่ โดยได้มีการแบ่งพื้นที่ออกเป็นสามส่วน คือ 1) ที่สาธารณประโยชน์  2) ที่อยู่อาศัย แปลงละ 2 งาน และ 3) ที่ดินทำกินแปลงละประมาณ 2 ไร่ 2 งาน  

บทเรียนการสูญเสียที่ดินที่ผ่านมาของบรรพบุรุษและชุมชน ทำให้สมาชิกกลุ่มปฏิรูปที่ดินบ้านโป่งร่วมกันค้นหาแนวทางและได้นำแนวคิดการจัดการที่ดินโดยชุมชนซึ่งมีต้นแบบจากบ้านไร่ดง อำเภอป่าซาง จังหวัดลำพูนมาปรับใช้  โดยเน้นระบบกรรมสิทธิ์แบบรวมหมู่ของชุมชน ใช้กฎระเบียบกติกาชุมชนในบริหารจัดการ และมีโฉนดชุมชนและกองทุนธนาคารที่ดินเป็นเครื่องมือ รองรับการเปลี่ยนมือที่ดินภายในกลุ่มหรือชุมชน เพื่อเป็นการป้องกันที่ดินหลุดมือไปสู่คนภายนอก

องค์ประกอบการจัดการที่ดินโดยชุมชน
ในการจัดการที่ดินโดยชุมชนมีองค์ประกอบ 3 ส่วนที่ต้องมีการจัดการร่วมกันของชุมชน อันได้แก่ ด้านการบริหารจัดการ  ด้านการใช้ประโยชน์ และด้านการเข้าถึงสิทธิที่มั่นคง

   (1) ด้านการบริหารจัดการ  ประกอบไปด้วย กฎระเบียบที่สมาชิกทุกคนร่วมกันกำหนดซึ่งจะครอบคลุมเรื่องการกระจายที่ดินอย่างเป็นธรรม   การใช้ประโยชน์ที่ดินอย่างยั่งยืน  และการควบคุมดูแลการเปลี่ยนมือ   โดยมีกลไกคณะกรรมการที่ได้รับการคัดเลือกจากที่ประชุมสมาชิก  มีการพัฒนาเครื่องมือเพื่อใช้ในการจัดการที่ดิน ได้แก่ แผนที่ภาพถ่ายทางอากาศมาตราส่วน 1:4000 แสดงขอบเขตพื้นที่ส่วนรวมและที่ดินรายแปลง การจัดทำเอกสารแสดงสิทธิ์ หรือเรียกว่า “โฉนดชุมชน” ซึ่งกลุ่มมอบให้สมาชิก และการจัดตั้งกองทุนธนาคารที่ดินเพื่อรองรับการเปลี่ยนมือที่ดินของสมาชิก
(2) ด้านการใช้ประโยชน์  กลุ่มมีข้อตกลงในเรื่องของการใช้ประโยชน์ คือ ต้องมีการทำประโยชน์ในที่ดินที่ได้รับการจัดสรรอย่างเต็มประสิทธิภาพ ไม่ทิ้งร้างโดยไม่ทำประโยชน์ โดยเบื้องต้นมุ่งเน้นการผลิตเพื่อตอบสนองการบริโภคในครัวเรือน ลดรายจ่ายจากการซื้ออาหาร และเนื่องจากพื้นที่จัดสรรของกลุ่มมีขนาดเล็ก เพียงแปลงละ 2 ไร่ 2 งาน หากปลูกพืชยืนต้นจะได้กำไรไม่คุ้มทุน  สมาชิกกลุ่มปฏิรูปที่ดินฯบ้านโป่งส่วนใหญ่จึงเลือกปลูกพืชชะอมที่สามารถสร้างรายได้แก่สมาชิกตลอดทั้งปี  ส่วนการผลิตเน้นเรื่องการพึ่งพาปัจจัยการผลิตที่หาได้ในชุมชน เพื่อลดต้นทุนในการผลิต
(3) ด้านการเข้าถึงสิทธิอย่างมั่นคง สมาชิกกลุ่มปฏิรูปที่ดินโดยชุมชนบ้านโป่งไม่ต้องการเอกสารสิทธิ์แบบปัจเจก เนื่องจากได้มีการสรุปบทเรียนจากปัญหาการสูญเสียที่ดินของบรรพบุรุษที่มีเอกสารสิทธิ์เฉพาะบุคคล ทำให้ถูกกว้านซื้อจากนายทุน รวมถึงการใช้ที่ดินเป็นหลักทรัพย์ในการกู้ยืมเงินจากแหล่งเงินกู้ทั้งในและนอกระบบ จนที่ดินที่มีอยู่อย่างจำกัดต้องหลุดมือไปจากเกษตรกร 
ระบบกรรมสิทธิ์รวมหมู่ หรือโฉนดชุมชนจึงถูกคิดค้นและนำมาปรับประยุกต์ใช้เพื่อบริหารจัดการที่ดินทั้ง 79 แปลงของกลุ่ม โดยสมาชิกทุกคนจะมีสิทธิในการตัดสินใจเกี่ยวกับการบริหารจัดการที่ดินภายใต้กฎระเบียบและข้อตกลงร่วมกัน  ส่วนสิทธิการใช้ที่ดินของสมาชิกที่ได้รับการจัดสรรในแต่ละแปลงเป็นสิทธิที่กลุ่มมอบให้โดยสามารถใช้ประโยชน์และทำกินได้อย่างเต็มที่

การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น
            ภายในกลุ่ม

  • บ้านโป่ง จ.เชียงใหม่ : เป็นพื้นที่ที่ได้รับประโยชน์และตอบสนองทางเศรษฐกิจจากการใช้ที่ดินแปลงปฏิรูป การบังคับใช้กฎระเบียบการจัดการที่ดินของกลุ่มมีการใช้อย่างมีประสิทธิภาพ
  • พื้นที่ปฏิรูปที่ดินโดยชุมชนบ้านโป่ง  เป็นพื้นที่ที่สะท้อนถึงการประสิทธิภาพของการจัดการที่ดินของกลุ่มที่มีวิวัฒนาการขึ้นเป็นลำดับเป็นพื้นที่เดียวใน13 หมู่บ้านที่เริ่มต้นด้วยการมีผู้นำ 2 คน แบ่งหน้าที่กันทำอย่างมีประสิทธิภาพแม้ระยะหลังจะมีการปรับเปลี่ยนสถานะก็ตาม
  • พื้นที่ปฏิรูปที่ดินบ้านโป่งเป็นพื้นที่ที่สะท้อนให้เห็นวิวัฒนาการและการปรับบาทของหญิงชาย  ซึ่งเดิมผู้หญิงไม่สามารถที่จะมายืนเคียงข้างชายในกระบวนการกลุ่มได้  อำนาจการตัดสินใจส่วนใหญ่ยังให้ผู้ชายแต่บ้านนี้เป็นบ้านที่ผู้กล้าที่จะมาออกมายืนเคียงข้างผู้ชาย  ร่วมคิดร่วมตัดสินใจ และคิดค้นวิธี หาแนวทางร่วมกับชายในการยกระดับคุณภาพชีวิตของตนเองและครอบครัวให้ดีขึ้น
  • พื้นที่ปฏิรูปที่ดินบ้านโป่งเป็นภาพสะท้อนของการดิ้นรนและความพยายามในการพัฒนาพื้นที่ ซึ่งพื้นที่นี้ยังไม่มีไฟฟ้าใช้และไม่สามารถที่จะนำไฟฟ้าเข้าในพื้นที่ได้เพราะไม่มีสิทธิตามกฎหมายแต่ด้วยความตั้งใจจริงทำให้ตลอดระยะเวลา 5 ปี ที่เข้าปฏิรูปชาวบ้านได้พยายามหาแนวทางในการนำไฟฟ้าเข้า ติดต่อทั้งภาครัฐและเอกชนจนได้แนวทางในที่สุด
  • พื้นที่ปฏิรูปที่ดินบ้านโป่งเป็นพื้นที่มีรูปแบบการจัดการแบบกรรมสิทธิ์ร่วม โดยใช้โฉนดชุมชนเป็นเครื่องมือเป็นตัวกำกับดูแลการจัดการการเปลี่ยนมือที่ดินของสมาชิกในกลุ่ม

ในเชิงนโยบาย

  • พื้นที่ปฏิรูปที่ดินโดยชุมชนบ้านโป่งเป็นพื้นที่ที่สะท้อนให้เห็นการผูกขาดปัจจัยการผลิตไว้กับคนบางกลุ่มซึ่งไม่ได้ใช้ประโยชน์ในทางที่ก่อให้เกิดประโยชน์ต่อสาธารณะ และกฎหมายเองก็ไม่ได้เข้าไปช่วยแก้ไขปัญหา
  • พื้นที่ปฏิรูปที่ดินบ้านโป่งเป็นพื้นที่ที่สะท้อนให้เห็นถึงความพยายามในการสร้างบรรทัดฐานของการดูแลทรัพยากรร่วมกับการใช้ทรัพยากรหรือการจัดการทรัพยากรแม้จะเป็นสิทธิขาดของแต่ละคนแต่เมื่อการใช้นั้นกระทบต่อคนหมู่มากทุกคนมีสิทธิที่จะตรวจสอบและร่วมแก้ปัญหา

ข้อเสนอในเชิงนโยบาย
1.บทบาทของส่วนท้องถิ่น 
องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นถือเป็นหน่วยงานที่มีความสำคัญและใกล้ชิดกับชุมชนมาก ทั้งด้านการสนับสนุนงบประมาณพัฒนาชุมชน การออกข้อบัญญัติคุ้มครองและรักษาสิทธิประโยชน์ รวมถึงการส่งเสริมกิจกรรมด้านต่างๆของชุมชน  การแก้ไขปัญหาที่ดินในระยะยาวให้ได้ผลจำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือของหน่วยงานท้องถิ่นช่วยเหลือและสนับสนุนด้วย  อันได้แก่

  • สำรวจตรวจสอบที่ดินที่อยู่ภายในเขตความรับผิดชอบขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ว่ามีที่ดินใดบ้างที่ปล่อยให้ทิ้งรกร้างว่างเปล่าไม่ทำประโยชน์เกินกว่า 10 ปี เพื่อส่งเรื่องให้อธิบดีกรมที่ดินตรวจสอบและเพิกถอนกรรมสิทธิ์หรือสิทธิครอบครอง  และพิจารณานำที่ดินนั้นไปจัดสรรให้แก่ผู้ยากไร้ขาดแคลนที่ดินต่อไป
  • สนับสนุนงบประมาณในการสำรวจขอบเขตที่ดินของชุมชนที่มีข้อพิพาท เพื่อเป็นเครื่องมือ กลไกสำหรับการแก้ไขปัญหาร่วมกัน  เช่น งบประมาณการจัดหาแผนที่ 1:4000  การรังวัดสำรวจที่ดิน การจับพิกัด GPS

2.บทบาทของภาครัฐ
               ปรากฏการณ์ความขัดแย้งเรื่องสิทธิในที่ดินมิได้เกิดขึ้นเพียงจุดใดจุดหนึ่ง แต่มีผลกระทบไปทุกภูมิภาคทั่วประเทศไทย ไม่ว่าจะเป็นภาคเหนือ อีสาน กลาง ตะวันออก และใต้ ซึ่งมีคู่ขัดแย้งกับทั้งภาครัฐ และเอกชน สาเหตุหนึ่งอันเนื่องมาจากการแก้ปัญหาที่ไม่ได้มุ่งเน้นเรื่องการกระจายการถือครองที่ดินอย่างเป็นธรรม  คนร่ำรวยสามารถถือครองได้อย่างไม่จำกัด ในขณะที่คนที่มีทุนทรัพย์น้อยหมดโอกาสในการเป็นเจ้าของที่ดิน  ในด้านการแก้ปัญหาของภาครัฐที่ผ่านมาก็เน้นการรวมศูนย์อำนาจไว้ที่ส่วนกลาง ประชาชนขาดการมีส่วนร่วม ส่งผลให้เกิดการคอรัปชั่น ขาดการตรวจสอบและเกิดข้อพิพาทขัดแย้งในพื้นที่ต่างๆจำนวนมาก  ดั้งนั้นแล้วในการแก้ปัญหาด้านที่ดินของรัฐบาลควรคำนึงถึงประเด็นต่างๆต่อไปนี้

  • ที่ดินถือเป็นทรัพยากรของสังคมและฐานการผลิตที่สำคัญ ทว่ามีจำกัดไม่สามารถงอกเงยขึ้นใหม่ได้ สังคมจึงต้องมีการกระจายการถือครองที่ดินอย่างเป็นธรรม ให้เกษตรกรยากจนและผู้ด้อยโอกาสมีที่ดินเป็นของตนเองได้  เพื่อสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจ ด้านอาหาร และที่อยู่อาศัย ตามที่รัฐธรรมนูญมาตรา 85   บัญญัติว่า รัฐมีหน้าที่กระจายการถือครองอย่างเป็นธรรม และดำเนินการให้เกษตรกรมีกรรมสิทธิ์ในที่ดินเพื่อประกอบเกษตรกรรมอย่างทั่วถึงโดยการปฏิรูปที่ดินหรือวิธีอื่น
  •   กำหนดมาตรการทางกฎหมายเพื่อแก้ไขปัญหาในระยะยาว อาทิเช่น
  • การออกกฎหมายภาษีที่ดินอัตราก้าวหน้า โดยนำรายได้ส่วนหนึ่งจัดตั้งเป็นกองทุนธนาคารที่ดินเพื่อเป็นแหล่งเงินทุนสำหรับซื้อที่ดินให้แก่เกษตรกรขาดแคลนหรือยากไร้ที่ดินและยังเป็นการลดความเสี่ยงในการกักตุนที่ดินของกลุ่มนายทุนหรือผู้มีอำนาจทางเศรษฐกิจ
  • การบัญญัติกฎหมายเพื่อรับรองการจัดการที่ดินของชุมชนภายใต้หลักสิทธิชุมชนตามรัฐธรรมนูญ
  • กำหนดพื้นที่คุ้มครองเกษตรกรรมเพื่อป้องกันการเปลี่ยนสภาพที่ดินที่เหมาะสมสำหรับการเกษตรไปเป็นพื้นที่อื่น เช่น โรงงานอุตสาหกรรม บ้านจัดสรร ธุรกิจในเชิงพาณิชย์ ฯลฯ ซึ่งไม่เพียงจะกระทบถึงเกษตรกรรายย่อยแต่ยังอาจนำไปสู่ปัญหาความมั่นคงทางอาหารของประเทศในอนาคต
  • อุดหนุนช่วยเหลือเกษตรกรยากจนหลังจากการได้ที่ดิน  ได้แก่ โครงสร้างพื้นฐาน (แหล่งน้ำ / ไฟฟ้า), ทรัพยากรและปัจจัยทางการผลิต  การส่งเสริมการตลาดค้าที่เป็นธรรมกับเกษตรกรรายย่อย  เป็นต้น  
แบ่งปัน
Submit to FacebookSubmit to Google PlusSubmit to Twitter