playlists faocebook CODINew icon_tw Intranet mail
ภาษาไทย english หน้าหลัก

สรุปประเด็นสำคัญ

การอภิปรายร่าง พ.ร.บ. สภาองค์กรชุมชน พ.ศ. ...

จากการประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติ

เมื่อวันที่ 27 สิงหาคม 2550

นางมุกดา อินต๊ะสาร

เมื่อใดที่เราร่วมไม้ร่วมมือกัน โดยไม่มีใครเป็นเจ้าของใคร แต่เราลุกขึ้นมาร่วมกันจัดการ ก็จะทำให้เราได้แก้ไขวิกฤติหรือปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้นในสังคม พวกเราไม่ได้ปรารถนาหน่วยวงานใหม่ พวกเราไม่ปรารถนาตำแหน่ง ไม่ได้ปรารถนา ซี. แต่เราปรารถนาที่จะเห็นสังคมได้ทำคุณงามความดีร่วมกัน เราอยากจะเห็นกฎหมายฉบับนี้เป็นกฎหมายที่ส่งเสริม สนับสนุน คุ้มครอง และให้พื้นที่กับสังคม ได้มีเวทีแลกเปลี่ยน เรียนรู้ลุกขึ้นมาจัดการตัวเองเหมือนที่ทุกท่านพูดอยู่เสมอในสภาแห่งนี้ว่า "ชาวบ้านต้องลุกขึ้นมาอย่างมีศักดิ์ศรี" ลุกขึ้นมามีส่วนร่วม ไม่ใช่แบมืออย่างเดียว เราเจ้าของปัญหา ถ้าไม่ลุกขึ้นมาจัดการตัวเองแล้วอะไรจะเกิดขึ้นกับสังคม

ครูชบ ยอดแก้ว

ที่ผมสนับสนุนเนื่องจากว่าประการแรกร่าง พ.ร.บ.สภาองค์กรชุมชน เกิดจากแนวคิดคนฐานรากของประเทศไทย เกิดจากฐานรากของสังคม โดยผู้นำชุมชนของ 4 ภาค ซึ่งเป็นกฎหมายที่แปลก ไม่เหมือนกฎหมายทั่วไป กฎหมายทั่วไปออกจากข้างบน แล้วออกมาบังคับใช้ ใครทำผิดกฎหมาย ต้องมีโทษปรับหรือติดคุก ติดตะราง หรือทั้งจำทั้งปรับ แต่กฎหมายของผู้นำชุมชนที่เสนอนี้เป็นอีกรูปแบบหนึ่ง ที่เป็นการส่งเสริมตามความพร้อม ซึ่งเป็นนวัตกรรม.......พ.ร.บ.สภาองค์กรชุมชนนี้เป็นกฎหมายที่ให้คนได้ฝึกปฏิบัติประชาธิปไตยโดยแท้จริง เป็นวิถีชีวิตประชาธิปไตย ไม่ใช่ประชาธิปไตยเพราะเลือกตั้ง กาบัตรในเวลาไม่ถึงนาทีก็หมดสิทธิแล้ว มอบให้เพื่อนไปทำ แต่กฎหมายฉบับนี้จะสร้างให้คนได้เรียนรู้ประชาธิปไตยที่แท้จริงโดยการปฏิบัติจริง รู้หน้าที่ รู้สิทธิ รู้อะไรที่จำเป็นต้องรู้ในระบอบประชาธิปไตย

นายแพทย์อำพล จินดาวัฒนะ

การลงไปทำงานในพื้นที่ทำให้ผมเองได้เรียนรู้ ทุกวันนี้ภาคประชาชนในประเทศของเรามีความเติบโตเจริญงอกงามมากมาย แน่นอนครับ มีประชาชนและชุมชนอีกจำนวนมาก เช่นเดียวกันที่ยังไม่เข้มแข็ง ยังพึ่งตนเองไม่ได้ แต่ก็มีองค์กรชุมชน ประชาชน จำนวนไม่น้อยที่มีการพึ่งตนเอง มีศักยภาพในการพัฒนาอย่างเด่นชัด อันนี้เห็นชัดเจนเลยครับว่า ประเทศของเราจะเจริญก้าวหน้าได้ คงไม่ได้หมายถึงว่า ฝ่ายรัฐเป็นคนจัดบริการหรือใช้อำนาจในการบริหารประเทศเท่านั้น แต่ภาคประชาชนยังมีส่วนสำคัญอย่างมากในการเข้ามามีส่วนร่วมในกิจการทั้งปวง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องที่อยู่ใกล้ตัวเขา แล้วก็เชื่อมโยงกับภาครัฐ

ประเทศใดก็ตามหรือแม้แต่ในพื้นที่ที่มีความเข้มแข็งของภาคประชาสังคมสูง มีองค์กรชุมชนหนาแน่น มีการวิจัย อย่างเช่น ในประเทศอิตาลี ในภาคที่มีการเจริญเติบโตของภาคประชาสังคมเยอะ มีองค์การภาคเอกชนเติบโตเข้มแข็ง สังคมนั้นเจริญมากกว่าอีกด้านหนึ่งชัดเจน เพราะฉะนั้นตรงนี้เป็นการพิสูจน์ในทางวิทยาศาสตร์ที่มีข้อมูลเป็นเชิงประจักษ์

ยิ่งขณะนี้โลกทั้งโลกกำลังเจริญก้าวหน้าไปสู่ความยุ่งยากสลับซับซ้อน เป็นสังคมที่เรียกว่า "สังคมสลับซับซ้อน" หรือภาษาอังกฤษใช้ว่า "สังคมที่มีคอมเพล็กซ์ซิตี้" (Complex City) สูง การบริหารจัดการของรัฐโดยใช้อำนาจรัฐดำเนินการอย่างเดียวนั้น พิสูจน์ชัดเจนแล้วว่าได้ผลไม่มาก มีความจำเป็นที่จะต้องดูแลเรื่องการบริหารจัดการภาครัฐ ภาครัฐส่วนกลาง กระจายอำนาจสู่ท้องถิ่น อันนี้มีความจำเป็น แต่อย่างไรก็ตามในความสลับซับซ้อนของสังคม เป็นพหุลักษณ์ การดำเนินการต่างๆ ต้องเป็นลักษณะที่มีการดำเนินการที่หลากหลายมิติ จะไปมองมิติเดียวไม่ได้แล้ว

เพราะฉะนั้นโดยหลักการอย่างนี้ ร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้วางอยู่บนพื้นฐานของการมองสังคมที่เป็นลักษณะพหุลักษณ์ แล้วมองสังคมว่าเป็นสังคมที่มีความสลับซับซ้อน ดังนั้นการจัดกลไกต่างๆ ในสังคม การออกกฎหมายเพื่อให้สังคมอยู่ร่วมกันและทำงานร่วมกัน จึงจำเป็นต้องมีการออกแบบที่อาจจะแตกต่างกับกฎหมายทั่วไป ที่เป็นเครื่องมือให้กับรัฐ ซึ่งตั้งองค์กรหรือกำหนดกฎเกณฑ์เป็นเครื่องมือให้รัฐบริหาร แต่กฎหมายฉบับนี้เป็นกฎหมายที่ไม่ใช่เรื่องของการกำหนดเครื่องมือให้กับรัฐ แต่เป็นการตรากฎหมาย เพื่อให้ภาคประชาชนได้มีโอกาสรวมตัวกันตามสิทธิแห่งรัฐธรรมนูญ ซึ่งมีสิทธิรวมตัวกันได้อย่างอิสระและหลากหลายอยู่แล้ว แต่ พ.ร.บ. ฉบับนี้จะส่งเสริมการมีสิทธิในการเชื่อมโยงการทำงานร่วมกัน เป็นการสร้างโอกาสให้ประชาชนเอาความเข้มแข็งของกันและกัน มาเสริมพลังการทำงานด้วยกันบนพื้นฐานที่สมัยใหม่เขาเรียกว่า เป็นการเรียนรู้ร่วมกัน หรือมองอีกนัยหนึ่งก็คือ กฎหมายฉบับนี้จะสร้างเสริมความเข้มแข็งของประชาชน ภาษาอังกฤษเรียกว่า "เอ็มพาวเวอร์เมนท์ (Empowerment)" สร้างความเข้มแข็งให้กับประชาชน กฎหมายที่เปิดช่องทางให้กับประชาชนมาทำงานแบบประชาธิปไตยอยู่ตลอดเวลา ไม่ใช่หย่อนบัตรแล้วก็จบไป เป็นการเมืองที่เรียกว่า "การเมืองแบบมีส่วนร่วม" จะทำให้คนที่มีธุระต่อสาธารณะ คนที่มีจิตสาธารณะเข้ามาทำงานร่วมกัน แลกเปลี่ยนเรียนรู้ แล้วก็เสริมกำลังใจเสริมประสบการณ์เรียนรู้ ขยายทำให้เกิดความเข้มแข็งมากขึ้น

พลเอกสุรินทร์ พิกุลทอง

เราได้ไว้วางใจราชการมาพอสมควร แต่ถามว่าถ้าไม่มีราชการได้ไหม ไม่ได้ครับ ผมเรียนกับที่ประชุมครั้งนี้ด้วยว่า ข้าราชการต้องเป็นโครงสร้าง ประชาชนเป็นฐาน อย่างนี้ถึงจะสำเร็จนะครับ การแก้ปัญหาทุกแห่งต้องเป็นอย่างนั้นเสมอ เมื่อวานนี้คือวันอาทิตย์ และวันจันทร์ที่ผ่านมา ผมอยู่ที่แม่ฮ่องสอน อบจ. เทศบาล และ อบต. ร่วมกับกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ร่วมกันผู้นำชุมชนทั้งหมดของจังหวัดแม่ฮ่องสอน จัดการพิจารณาเรื่องการแก้ไขปัญหา หรือดูแลการแก้ปัญหาการอยู่อาศัยในที่ดินในที่สูงบนเขาในพื้นที่จังหวัดแม่ฮ่องสอน ประชาชนมากันมากครับใช้เวลา 2 วันเต็มๆ เห็นไหมครับ นี่คือผลจากประชาชนรวมกันขึ้นมา และ อบต. เข้าไปร่วมกับท้องถิ่นด้วย......

ถามในที่ประชุมที่แม่ฮ่องสอนซึ่งออกอากาศสถานีวิทยุแห่งประเทศไทยว่า ถ้าจะมีองค์กรสภาที่เขาเลือกเสนอขึ้นมานี่ เป็นผู้ช่วยกำนัน ผู้ช่วยผู้ใหญ่ ผู้ช่วย อบต. ดีไหม อบต.บอกถ้าอย่างนั้นผมสบายยิ่งขึ้น เพราะคิดตรงกัน คิดมาด้วยกัน เพราะทั้งหมดทั้ง อบต. ทั้งปกครองท้องถิ่นก็ทำเพื่อประชาชนทั้งนั้น ลูกค้าคนเดียวกันแท้ๆ แต่จะไม่ให้ลูกค้าเขาคิดเลยก็ดูกระไรอยู่......

การดำเนินงานในการพัฒนาท้องถิ่นทั้งหลายภาคประชาชนเป็นหลัก ประชาชนเป็นศูนย์กลาง พูดกันแล้วพูดกันอีก กระทั้งรัฐธรรมนูญก็ออกมาอย่างนี้ เพราะฉะนั้นเห็นด้วยอย่างยิ่งครับที่จะมีร่างพระราชบัญญติฉบับนี้ ซึ่งไม่มีอำนาจ ไม่มีหน้าที่ที่ไปก้าวก่าย ใครแต่เป็นการส่งเสริมหรือสนับสนุนเป็นกระจกสะท้อนให้เท่านั้น

นายประยงค์ รณรงค์

ผมเห็น พ.ร.บ.ที่ผ่านมา ส่วนใหญ่แล้วก็จะเป็นเครื่องมือให้หน่วยงานของรัฐเอาไปใช้ แต่ก็ไม่ค่อยมีมากนักที่จะเห็นว่า พ.ร.บ. จะเป็นเครื่องมือให้ประชาชนเอาไปใช้ประโยชน์ได้อย่าเต็มที่ มาวันนี้ก็คิดว่าน่าจะเป็น พ.ร.บ. ฉบับแรกที่จะให้โอกาสกับชุมชน สร้างที่ยืนให้กับชุมชนในการที่จะแสดงสะท้อนปัญหาต่างๆ ของเขาที่เกิดขึ้น ที่ผ่านมาผมคิดว่าที่ยืนของชุมชนก็มักจะอยู่หน้าทำเนียบฯ หน้าสภาเป็นหลัก แต่ถ้า พ.ร.บ.นี้ออกมาที่ยืนของชุมชนน่าจะอยู่ในพื้นที่ในการร่วมกันคิด ร่วมกันวิเคราะห์ปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้น แล้วหาข้อสรุปในการร่วมกันแก้ปัญหา น่าจะเป็นส่วนตรงนี้ที่จะเกิดประโยชน์สูงสุดในอนาคต ก็คิดว่ามาถึงระยะนี้ก็พบว่าใน พ.ร.บ. ฉบับนี้ที่ผมอ่านก็น่าจะยังมีข้อที่ต้องเพิ่มเติม เพื่อให้สมบูรณ์ยิ่งขึ้น ซึ่งถ้ามีการรับหลักการ ก็จะไปเพิ่มเติมให้สมบูรณ์ได้ เพื่อให้เกิดประโยชน์ได้อย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย

ผมไม่มีความรู้ในทางกฎหมาย แต่ผมมีประสบการณ์ในทางปฏิบติ ผมคิดว่า พ.ร.บ.ฉบับนี้หลายคนเป็นห่วงว่าจะเกิดการขัดแย้ง แต่ผมมั่นใจว่าจะไม่เกิดการขัดแย้ง แล้วก็จะเป็นเครื่องมือในการสลายความขัดแย้งในพื้นที่มากพอสมควร....ผมเห็นด้วยกับ พ.ร.บ.ฉบับนี้ ที่คิดว่าน่าจะเป็นเครื่องมือของชาวบ้าน ของชุมชน ในการเอามาใช้แก้ปัญหาความขัดแย้งที่เกิดขึ้นในพื้นที่ อันเนื่องมาจากการเลือกตั้ง....ผมคิดว่าถ้า พ.ร.บ.นี้ออกมา ก็จะทำให้องค์กรชุมชน เกิดความมั่นใจมากขึ้น ว่ามี พ.ร.บ.มารองรับแล้วเขาจะมีความมั่นคงในการที่จะทำให้เกิดการสร้างความเข้มแข็ง แล้วก็จะขยายผลเป็นตัวอย่างออกไปเรื่อยๆ เพราะฉะนั้นในการนี้ผมไม่ได้คิดว่าเป็นของใหม่แล้วจะลองดู แต่ผมมีความมั่นใจว่าจะไปสร้างความเข้มแข็งให้เกิดขึ้นในพื้นที่

พลตรีจำลอง ศรีเมือง

มีโอกาสคลุกคลีกับชาวบ้านต่อเนื่องกันมายาวนาน เห็นชัดเจนครับว่า ความเข้มแข็งของชุมชนนั้นมีความสำคัญมาก จนกำหนดไว้ว่าเป็นวัตถุประสงค์ประการหนึ่ง เพื่อการเป็นผู้นำ ว่าผู้นำต้องมีส่วนช่วยให้ชุมชนเข้มแข็ง เพื่อความมั่นคงของชาติ วันนี้บ้านเมืองเรามันไม่มั่นคง ลือกันว่าเมื่อไรจะมีการปฏิวัติรัฐประหารก็มีคนเชื่อ แต่ถ้าลือทำนองนี้กับนานาประเทศ ไม่ว่าจะเป็นประเทศใดก็ตาม เขาฟังแล้วเขาก็หัวร่อ เพราะว่าชุมชนเข้มแข็งองค์กรประชาชนเข้มแข็ง ดังนั้นเห็นชัดเจนนะครับว่า พระราชบัญญัติฉบับนี้ จะมีส่วนช่วยให้องค์กรชุมชนเข้มแข็งอย่างแน่นอน

พลเอกเพิ่มศักดิ์ พวงสาโรจน์

พูดถึงการพัฒนาประชาธิปไตย ผมมองเห็นว่า อันนี้เป็นกลไกหนึ่งที่จะทำให้การพัฒนประชาธิปไตยในระดับฐานรากเป็นจริง ทำให้ประชาชนในพื้นที่ทั้งในหมู่บ้านและตำบล เขามีเวทีในการแสดงออก เรื่องของประชาธิปไตย ในการที่จะมีส่วนร่วม อันนี้บางท่านอาจจะมองว่ามีข้อขัดแย้ง แต่ผมมองว่าเป็นการส่งเสริมซึ่งกันและกัน อย่างที่หลายท่านได้อภิปรายมาแล้ว โดยเฉพาะอย่างยิ่งจะเห็นว่าไม่ว่าจะเป็นระดับ อบต. ที่ประสบความสำเร็จก็ดี นั้นหมายความว่า ทุกคนทุกกลุ่ม ในหมู่บ้านในตำบลนั้นมีความรัก มีความสามัคคีกัน เขาทำได้จริงๆ แล้วก็มีความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน ในการที่จะช่วยกันพัฒนาช่วยกันแก้ปัญหาของระดับหมู่บ้าน

นายวิริยะ นามศิริพงศ์พันธุ์

ผมว่าการมีสภาองค์กรชุมชนขึ้นมานี้ ไม่ได้เป็นเรื่องที่น่ากลัว แต่เป็นเรื่องที่ช่วยลดแรงของผู้บริหารท้องถิ่น เพราะว่ามีชุมชนช่วยในระดับหนึ่ง เป็นการคิดกลไกให้ชุมชนต่างๆ ได้มาแลกเปลี่ยนเรียนรู้ รวมตัวผนึกกำลังคิดนวัตกรรมขึ้นมา สำหรับประเทศไทยเราไม่ใช่หรือ ผมเห็นด้วยเลยว่าชุมชนที่เข้มแข็งไม่มีคำว่า แพ้ ชนะ เหมือนในการเมือง แล้วผมคิดว่าชุมชนที่เข้มแข็งจะช่วยลดความขัดแย้งของการเมืองที่มีแพ้ ชนะ

นายโสภณ สุภาพงษ์

ผมเรียนรู้จากชุมชน แล้วก็เรียนรู้ร่วมกันกับชุมชนมาตลอดชีวิตครับ คือ กฎหมายฉบับนี้จะสร้างสังคมที่เข้มแข็งแล้วก็ประชาธิปไตยที่เข้มแข็งและยั่งยืนให้กับสังคมไทยได้ แต่ประชาธิปไตยหรือสังคมที่เข้มแข็งนี้จะเกิดขึ้นก็ต่อเมื่อมีการเรียนรู้และการพึ่งตนเองได้ การเรียนรู้เหล่านี้เป็นพื้นฐานสำคัญมาก สำหรับประชาธิปไตยทางตรง ซึ่งเราจะต้องเสริมเข้าไป ผมจะพูดถึงว่า กฎหมายฉบับนี้จะช่วยเรื่องการเรียนรู้ของสังคมไทย....การเรียนรู้จะเกิดขึ้นได้เฉพาะสังคมแนวราบเท่านั้น การเรียนรู้ไม่สามารถเกิดจากสังคมแนวดิ่ง ซึ่งเป็นสังคมที่ใช้อำนาจ ใช้คำสั่ง ใช้การพึ่งพา สภาองค์กรชุมชนหรือชุมชนที่เรียนรู้ด้วยการที่เท่าเทียมกัน ปรึกษาหารือกัน สภาพของการเรียนรู้ย่อมเกิดขึ้น เพราะฉะนั้นการเรียนรู้ในสภาพแนวราบนี้ จะเป็นการเรียนรู้ที่เป็นบ่อเกิดของคุณธรรม ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นที่สำคัญที่สุดของเศรษฐกิจพอเพียง โดยรวมแล้วในประเด็นแรก กฎหมายฉบับนี้จะทำให้เกิดการเรียนรู้พาสังคมไปสู่คุณธรรมและเศรษฐกิจพอเพียง.....ในพุทธศาสนาเราพูดถึงสิกขา สิกขาหรือศึกษา หรือการเรียนรู้นั่นเอง การเรียนรู้เกิดจากการปฏิบัติ เพราะฉะนั้นในพุทธศาสนาจะพูดเรื่องปฏิบัติ ปฏิเวท และปริยัติ องค์กรชุมชน ดำเนินการตามนี้ ถ้าให้โอกาสเริ่มจากการปฏิบัติแล้วก็เกิดปฏิเวท คือได้เรียนรู้จากสิ่งที่ปฏิบัติ แล้วก็เกิดปริยัติก็คือการได้บันทึกซึ่งเป็นเอ็กซ์พลิซิทโนเลจ

นายบวรศักดิ์ อุวรรโณ

ร่าง พ.ร.บ.นี้ ก่อให้เกิดความคิดเห็นที่แตกต่างกันมาก ทั้งในรัฐบาล สื่อมวลชน แม้กระทั่งในสภาแห่งนี้ แต่ถ้ารับฟังกันด้วยเหตุผล ดูทั้งจุดเด่นและจุดด้อยอย่างตรงไปตรงมา แล้วนำไปปรับปรุงแก้ไข ก็จะได้ประโยชน์กับบ้านเมือง เพราะร่าง พ.ร.บ. นี้คือการทำให้สิทธิชุมชนทั้งหลายที่อยู่ในรัฐธรรมนูญที่ยังปวดหัวกันอยู่ว่า เราจะให้คำนิยาม "ชุมชน" อย่างไรจึงจะเป็นจริงและบังคับใช้ได้... พ.ร.บ.ฉบับนี้ได้ตั้งเวทีให้ชุมชนและผู้แทนชุมชน ได้แสดงเจตนารมณ์ของชุมชน ออกมาอย่างชัดเจนและที่เป็นข้อดีที่ผมชื่นชมรัฐบาลคือ กฎหมายนี้ไม่ได้ก่อตั้งหน่วยงานราชการ รัฐวิสาหกิจ องค์การมหาชน ฯลฯ ขึ้น มาใหม่เลย

นายมีชัย ฤชุพันธ์

"ผมได้ฟังถึงที่มาของร่าง พ.ร.บ.สภาองค์กรชุมชน ผมคิดว่า สิ่งที่เขาต้องการ เขาไม่ได้ต้องการอำนาจ เขาไม่ได้ต้องการองค์กรใหม่ เขาไม่ได้ต้องการอะไรทั้งสิ้น แต่เขาไม่รู้จะเรียกมันว่าอย่างไร ผมฟังดูแล้ว ผมก็ถามว่า ทั้งหมดที่เล่ามานั้นดี แล้วจะดีอยู่ได้ต่อ เมื่อไม่เป็นองค์กรของทางราชการ มันจะดีอยู่ได้ต่อเมื่อมันเป็นธรรมชาติอยู่อย่างนี้ สิ่งที่ขาดตกบกพร่องก็คือการรับรู้ของกฎหมาย เพราะฉะนั้นถ้าจะอยากได้กฎหมาย ก็เขียนกฎหมายในเชิงรับรู้ แล้วอย่าไปมีอำนาจอะไร หน้าที่อะไรที่จะไปทำอะไรยุ่งเกี่ยวกับใครเขา เพราะฉะนั้นถ้าท่านจะดูก็จะเห็นว่าในกฎหมายนี้ สภาองค์กรชุมชนไม่มีอำนาจหน้าที่ มีแต่ภารกิจแล้วก็จะไม่ไปยุ่งกับใครเขา"

นายไพบูลย์ วัฒนศิริธรรม (รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์)

"พัฒนาการขององค์กรภาคประชาชนดำเนินงานมาจนกระทั่ง มีองค์กรชุมชนเกิดขึ้นนับหมื่นองค์กร จึงได้เกิดพัฒนาการต่อมาที่อยากจะรวมตัวกันเป็นเครือข่าย ที่เรียกตัวเองว่าสภา แล้วก็ได้เกิดขึ้นหลายแห่ง ทุกแห่งที่เกิดขึ้นก็มีความงดงาม มีประโยชน์ มีคุณค่า นอกจากมีความสรรค์ ช่วยกันพัฒนาแล้ว ก็สร้างความสมานฉันท์ในท้องถิ่นดีกว่ากรณีที่ไม่มีสภา เป็นกฎหมายรับรู้บทบาทขององค์กรภาคประชาชน"

 

แบ่งปัน
Submit to FacebookSubmit to Google PlusSubmit to Twitter