playlists faocebook CODINew icon_tw Intranet mail
ภาษาไทย english หน้าหลัก

IMG 8921 copy resizeช่วงนี้การไล่รื้อชุมชนแออัดมีมากขึ้น ไม่ต่างอะไรกับยุกที่เศรษฐกิจรุ่งเรืองราว ๆ พ.ศ.2525 – 2530 จะต่างกันที่ความรุนแรงในการไล่รื้อ ครั้งก่อนจะใช้กำลังในการไล่รื้อ แต่ปัจจุบันใช้เหตุผลอื่น เช่น เพราะสัญญาเช่าหมดอายุ แล้วให้ทนายมาดำเนินการแทน หรือไม่ก็บอกเลิกสัญญาเช่าแล้วจ่ายเงินค่ารื้อถอนเป็นต้น แต่จะด้วยเหตุผลใดก็ตามแต่ผู้เดือดร้อนก็คือคนยากจนที่อาศัยอยู่ในชุมชน เพราะปัจจุบันการหาที่อยู่ใหม่ไม่ใช่เรื่องง่าย

          จากข้อเท็จจริงชุมชนที่ถูกไล่ที่ บ้างก็อยู่ใกล้กับเส้นทางรถไฟฟ้าหรือไม่ก็ความเจริญเข้ามาถึงจนกลายเป็นย่านธุรกิจ ที่ดินมีราคาสูงขึ้น ทำให้เจ้าของที่ดินต้องการนำที่ดินไปทำประโยชน์ทางธุรกิจ นี่คงเป็นสาเหตุหลัก ๆ ของการไล่รื้อ ไม่ว่าจะยุคนี้หรือยุคไหน ๆ

          เมื่อไม่กี่วันมานี้ผมมีโอกาสลงพื้นที่ชุมชนแออัดที่จะถูกไล่ที่ 3 ชุมชน ซึ่งตัวแทนชุมชนร้องเรียนมายังสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (พอช.) ซึ่งรับผิดชอบโครงการบ้านมั่นคง อันเป็นการพัฒนาที่อยู่อาศัยให้กับคนจนในเมืองตามนโยบายของรัฐบาล พบข้อเท็จจริงที่น่าสนใจหลายประการทั้งที่บ่งบอกถึงความพยายามของคนจนที่ต้องมีที่อยู่อันมั่นคงให้กับลูกหลาน เป็นบ้านที่ไม่ต้องใหญ่โต มีความมั่นคงไม่ต้องถูกไล่ที่และนอนหลับได้ กับอีกมุมหนึ่งคือเจ้าของที่ดินต้องการนำที่ไปหาประโยชน์ทางธุรกิจเพิ่มพูลทรัพย์สินเงินทองให้มากขึ้น ซึ่งก็ไม่ผิดที่ทำในฐานะเจ้าของที่ดิน แต่นี่คือความแตกต่าง ความเหลื่อมล้ำที่เกิดขึ้นจริงและเห็นได้ชัดในสังคมไทย แต่ที่แปลกใจก็คือเจ้าของที่หลายแห่งเป็นวัดในพุทธศาสนา วัดกำลังพิพาทกับบ้าน ซึ่งมันต่างไปจากสังคมในอดีตที่วัดกับบ้านต้องอาศัยพึ่งพาซึ่งกันและกัน

          ชุมชนแรกที่ไปก็คือ ชุมชนวัดใต้ เขตอ่อนนุช ซึ่งชาวบ้านอาศัยอยู่บนที่ทางวัดใต้มาตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่ 2 แรก ๆก็เป็นแขกเนปาลที่มาเลี้ยงวัวนม แต่พอถึงปี 2505 จอมพลสฤษดิ์ ให้เลิกเลี้ยงวัวเพราะขี้วัวสกปรกเลอะเทอะ ต่อมามีคนล่องเรือตามลำคลองมาค้าขาย (ปัจจุบันคลองนี้ถูกถมจนไม่เห็นสภาพแล้ว) ก็จับจองพื้นที่วัดอยู่อาศัย ซึ่งเจ้าอาวาสก็มีเมตตาให้อยู่ฟรี ๆ โดยไม่คิดค่าเช่า ต่อมาก็มีการคิดค่าเช่าเป็นค่าบำรุงวัด ปัจจุบันมีอยู่ 89 หลัง อยู่กันอย่างแออัดร่วมกับสุสานฝังศพของวัดที่อยู่ใกล้กัน

          เมื่อความเจริญคืบคลานเข้ามา มีการเปลี่ยนเจ้าอาวาสก็มีการฟ้องร้องขับไล่ขึ้น โดยวัดบอกว่าต้องการใช้ที่ 5 ไร่เศษ ที่ชาวบ้านอาศัยอยู่มาปรับภูมิทัศน์ของวัดให้สวยงาม ส่วนสาเหตุที่แท้จริงไม่อาจทราบได้ ซึ่งชาวบ้านพยายามขอเจรจากับเจ้าอาวาส แต่ทางวัดก็ตั้งทนายมารับผิดชอบ ทำให้ไม่สามารถพูดคุยกับทางวัดได้เลย ชาวบ้านเล่าว่า เจ้าอาวาสคนใหม่ถูกย้ายมาทำงานย้ายชาวบ้านเป็นเรื่องหลัก เจ้าอาวาสจึงไม่ยอมคุยกับชาวบ้าน

          ในส่วนของชาวบ้านก็ได้มีการรวมตัวกันพัฒนาความเข้มแข็ง ตั้งกลุ่มออมทรัพย์เพื่อเข้าร่วมโครงการบ้านมั่นคงแต่โครงการไม่อาจเกิดขึ้นได้เลย ถ้าวัดไม่อนุญาติให้เช่าที่ ซึ่งชาวบ้านก็รวบรวมผู้สมัครใจเข้าร่วมโครงการได้ 49 ราย ขอเช่าที่ดินเดิม 5 ไร่ เหลือเพียง 2 ไร่เศษทางด้านหลังเพื่อทำโครงการบ้านมั่นคง (Land Sharing) ส่วนพื้นที่ 3 ไร่เศษ ด้านติดซอยเข้าวัดก็คืนวัดไป

          แต่ถึงวันนี้ชาวบ้านก็ไม่มีโอกาสได้เจรจาพูดคุยกับวัดเพื่อแจ้งความประสงค์ของพวกเขา เพราะเจ้าอาวาสไม่ยอมพูดคุยด้วย จึงร้องเรียนมายังรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ให้เป็นตัวกลางในการเจรจา

  IMG 8920 copy resize        อีกกรณีหนึ่งเกิดขึ้นที่ชุมชนบางปิ้ง อำเภอเมือง จังหวัดสมุทรปราการ เป็นชุมชนขนาดใหญ่ ตั้งอยู่บนที่ดินของเอกชน (ดำเนินการโดย บ.เคหะการ จำกัด) 35 ไร่ เดิมที่ดินเป็นของพระยาระพี เป็นที่ดินว่างเปล่า ก็อนุญาตให้ชาวบ้านเข้ามาอยู่อาศัยโดยการเก็บค่าเช่าต่อมาในเดือนกรกฏาคม พ.ศ.2557 ก็งดเก็บค่าเช่าพอถึงวันที่ 10 ธันวาคม 2557 ก็ติดป้ายแจ้งให้ชาวบ้านรื้อถอนและย้ายออกไป

          แรก ๆ ก็ให้ค่ารื้อถอนรายละ 3,000 บาท ขยับเป็น 5,000 บาท จนปัจจุบันจ่าย 15,000 บาท ก็มีผู้รื้อถอนออกไปแล้วกว่า 80 หลังคาเรือน ทั้ง ๆ ที่ยังไม่รู้ว่าจะไปอยู่ที่ไหน ชาวบ้านเล่าว่า บางหลังรื้อแล้วก็เอาของไปกองไว้ริมถนนสายตาเหม่อลอยอย่างไร้จุดหมาย บางรายก็กลายเป็นคนไร้บ้าน บางคนก็ไปเป็นขอทาน

  IMG 8926 resize        อยู่มาสักระยะหนึ่งก็มีพี่น้องชาวบ้านด้วยกันจากเครือข่ายสลัม  4 ภาค เข้ามาทำงานให้ข้อคิดเห็นว่า ถ้าพวกเราต่างคนต่างอยู่ก็ไม่มีพลังต่อรอง และต้องย้ายออกไปอย่างไร้จุดหมายเหมือนกับพวกที่ย้ายออกไปแล้ว ซึ่งก็ทำให้ชาวบ้านได้หยุดคิด จากที่ต่างคนต่างอยู่ก็ได้รวมกลุ่มกัน มีการชี้แจงให้ข้อมูลกับชาวบ้านว่า ถ้าเรารวมกลุ่มกัน มีการออมทรัพย์ร่วมกัน พูดคุยกันว่าอนาคตจะเอากันอย่างไร เพื่อเตรียมตัวเข้าสู่โครงการบ้านมั่นคงที่รับผิดชอบโดยสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (พอช.) ทำให้ชาวบ้านได้จัดตั้งกลุ่มออมทรัพย์เพื่อสมทบสร้างบ้านขึ้นมา ตอนนี้ออมได้ 5 เดือนแล้ว มีสามาชิกกว่า 100 ครอบครัว

         IMG 8927 resize ขณะที่ทำการออมทรัพย์ก็นัดพูดคุยกันเป็นระยะเพื่อออกแบบอนาคตร่วมกัน โดยตกลงกันว่า สมาชิกทุกคนจะไม่รับเงินค่ารื้อย้าย 15,000 บาท แต่ให้ไปหาดูที่ใหม่ที่ไม่ห่างไกลและราคาไม่สูงมากนัก เพื่อต่อรองกับเจ้าของที่ให้จัดซื้อที่ใหม่แลกกับที่เก่า แม้จะจ่ายให้เราไม่ได้ทั้งหมด ยังดีกว่าเรารับเงินค่ารื้อย้ายซึ่งใช้ไม่นานก็หมดแล้วก็ไม่รู้จะไปอยู่ที่ไหน

          ชาวบ้านคิดต่อไปว่า หากหาซื้อที่ได้ก็จะขอเจรจากับเจ้าของที่ดินตามเงื่อนไขที่คิดไว้ เราอยากสร้างชุมชนใหม่ที่มั่นคงไม่ใช่แตกกระสานซ่านเซน แต่ปัญหาอยู่ที่ว่าเราเข้าไม่ถึงตัวเจ้าของที่จึงต้องร้องกระทรวงการพัฒนาสังคม ฯ ให้เป็นตัวกลางในการเจรจา

          ชุมชนสุดท้ายที่ผมไปก็คือชุมชนวัดชัยพฤกษ์มาลา เขตบางพลัด ชาวบ้านเช่าที่วัดอยู่มาช้านานเป็ชุมชนเก่าแก่ ซึ่งแรก ๆ เจ้าอาวาสกับชาวบ้านพึ่งพากันเป็นอย่างดี ขอให้ชาวบ้านเช่าที่วัด วัดจะได้มีเงินใช้จ่ายในกิจการของวัด ชาวบ้านส่วนใหญ่มีฐานะปานกลาง ประกอบอาชีพทำมาค้าขาย แต่พอเวลาเปลี่ยนไปความเจริญเข้ามา โดยเฉพาะอย่างยิ่งรถไฟฟ้าผ่านมาใกล้ ๆ วัดจึงต้องการให้ชาวบ้านออกจากพื้นที่โดยไม่ต่อสัญญา โดยไม่มีการพูดคุยกับชาวบ้านเลย (ข้อมูลจากชาวบ้าน) เจ้าอาวาสให้ทหายทำการแทน

          ชาวบ้านบอกว่าวัดจะนำที่ดินไปทำอะไรก็ไม่รู้เพราะวัดไม่คุยด้วย อยู่ ๆ ก็จะให้เราออกทั้ง ๆ ที่เราอยู่มานาน หลายรายก็ถูกฟ้องร้องและแพ้คดีและรื้อย้ายออกไป ตอนนี้พวกเราอยู่กันอย่างไม่มีความสุข ร้องเรียนไปทุกหน่วยงานที่คิดว่าจะช่วยได้แต่ก็ไม่เป็นผล

          เหตุการณ์ทั้ง 3 กรณีที่เล่ามาคงสะท้อนข้อเท็จจริงได้เป็นอย่างดีว่าสถานการณ์ไล่รื้อรอบใหม่ได้เริ่มขึ้นแล้ว ความเจริญทางเศรษฐกิจที่กำลังมามันทำให้คนรวยมีโอกาสแต่คนจนเสียสิทธิ เป็นเหตุการณ์ที่มากับทรัพยากรที่มีอยู่อย่างจำกัด ทั้งสองฝ่ายจึงไม่ควรยืนอยู่บนสถานะที่เป็นอยู่ ชาวบ้านก็คงอ้างไม่ได้ว่าอยู่อาศัยมานานแล้ว เจ้าของที่ก็ต้องวางอยู่ความเมตตาเป็นสำคัญและเคารพในสิทธิของคนที่ต้องการมีที่อยู่อันมั่นคง ไม่ควรใช้ความได้เปรียบทางเศรษฐกิจมาทำลายสิทธิขั้นพื้นฐานของเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน ทั้งสองฝ่ายต่างก็ต้องถอยออกมาเพื่อทำความเข้าใจเห็นความจำเป็นของกันและกัน ปัญหาจึงจะแก้ได้ ยิ่งเจ้าของเป็นวัดเป็นพระด้วยแล้ว ก็ยิ่งต้องคำนึงถึงการพึ่งพาระหว่างชาวบ้านกับวัดอันเป็นวิถีไทยแต่โบราณให้มากกว่าเหตุผลทางธุรกิจ

แบ่งปัน
Submit to FacebookSubmit to Google PlusSubmit to Twitter