playlists faocebook CODINew icon_tw Intranet mail
ภาษาไทย english หน้าหลัก

     klong 1258 1 1

ผู้หญิงในสังคมไทย  ปัจจุบันล้วนมีบทบาทไม่น้อยหน้าผู้ชาย  โดยเฉพาะงานด้านการพัฒนาชุมชน  ไม่ว่าจะเป็นงานด้านสวัสดิการ  กลุ่มออมทรัพย์  กลุ่มอาชีพต่างๆ  ล้วนมีผู้หญิงเป็นแกนนำในการขับเคลื่อนงานทั้งนั้น  เช่นเดียวกับที่ชุมชนคนรักถิ่น  แม้ว่าจะเป็นงานเรื่องที่อยู่อาศัย  ซึ่งถือว่าเป็นงานที่ “หิน”  ต้องใช้ความสามารถทั้ง “บู๊” และ “บุ๋น” แต่พลังของผู้หญิงที่นี่ก็ช่วยกันผลักดันการแก้ไขปัญหาเรื่องที่อยู่อาศัยชุมชนริมคลองให้รุดหน้าไปอย่างรวดเร็ว

                ชุมชนคนรักถิ่นตั้งอยู่ริมคลองเปรมประชากร  เขตหลักสี่  กรุงเทพฯ  ปัจจุบันมีบ้านเรือนทั้งหมดจำนวน 140 ครัวเรือน   ประชากรทั้งหมดประมาณ  700 คน  สภาพชุมชนมีลักษณะแออัด  ขนานไปกับแนวคลองเปรมประชากร  ปลูกสร้างด้วยไม้และคอนกรีต  สภาพทรุดโทรม  ที่ดินที่ชาวบ้านอยู่อาศัยเป็นที่ดินที่กรมธนารักษ์เป็นผู้ดูแล  ชาวบ้านรุ่นแรกๆ ที่เข้ามาอยู่อาศัยที่นี่เริ่มตั้งแต่ปี 2490  มีประมาณ 20  ครัวเรือน  ส่วนใหญ่มาจากอยุธยาและปทุมธานี  มีอาชีพทำนาและทำอิฐมอญ  ภายหลังความเจริญเข้ามา  อาชีพดังกล่าวจึงค่อยๆ สูญไป

                ประเสริฐ   ทิวะกะลิน  อายุ 70  ปี  เล่าว่า  ครอบครัวของตนมาจากสระบุรี  เข้ามาอยู่อาศัยที่นี่ประมาณปี 2510  เมื่อก่อนในลำคลองน้ำยังใสสะอาด  เอาน้ำมาแกว่งสารส้มใช้ต้มกินได้  กุ้ง  ปลายังมีเยอะ  โดยเฉพาะกุ้งก้ามกรามมีให้จับกิน  ผักกะเฉดก็มี  ต่อมาเริ่มมีโรงงานกระดาษและโรงงานผลิตนมเข้ามาตั้งอยู่เหนือคลองเปรมฯ น้ำจึงเริ่มเน่าเสีย

                งามเดือน  เมืองประสิทธิ์  อายุ 41 ปี  อาชีพค้าขาย  บอกว่า  เธอเกิดที่นี่  เมื่อก่อนชาวบ้านส่วนใหญ่มีอาชีพพายเรือขายก๋วยเตี๋ยว ขายผลไม้อยู่ในคลอง  ประมาณปี 2528-2529  ชุมชนเริ่มมีบ้านเรือนหนาแน่นมากขึ้น  เริ่มมีบ้านเช่า  มีพนักงานบริษัทเอกชน  ข้าราชการที่ทำงานอยู่ในย่านหลักสี่และบางเขนเข้ามาอยู่อาศัย  ปัจจุบันชาวบ้านส่วนใหญ่มีอาชีพรับจ้างทั่วไป  เป็นแม่บ้าน  บ้างก็ทำอาชีพร้อยลูกปัด  ทำกระเป๋าขาย

                งามเดือนในฐานะที่เป็นกรรมการชุมชนคนรักถิ่น (ผู้ช่วยฝ่ายตรวจสอบ)  กล่าวว่า  ชาวบ้านที่นี่รู้ข่าวว่ากรมชลจะมีโครงการพัฒนาลำคลองมาตั้งแต่ปี 2555  หลังจากเกิดเหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่ในปี 2554  เพราะทางเขตหลักสี่เข้ามาบอกข่าว  บางทีก็มีข่าวออกมาว่าทางราชการจะไล่รื้อชุมชนริมคลองเพื่อทำถนนหรือทำรถไฟฟ้า  พอปีนี้ (2558) ตอนที่นายกรัฐมนตรีมีประกาศว่าจะจัดระเบียบชุมชนที่รุกล้ำคูคลอง  ชาวบ้านส่วนใหญ่ก็ไม่ได้ตกใจแต่อย่างใด  เพราะชุมชนได้เตรียมเรื่องบ้านมั่นคงมาตั้งแต่ปี 2547 แล้ว

                “พอช.เข้ามาให้ความรู้เรื่องบ้านมั่นคงตั้งแต่ปี 2546  พอถึงปี 2547  พวกเราจึงตั้งกลุ่มออมทรัพย์เพื่อที่อยู่อาศัยขึ้นมา  ออมกันเดือนละ 100 บาท  และมีการไปดูงานเรื่องบ้านมั่นคงตามชุมชนต่างๆ  เช่นที่ริมคลองบางบัวบ้าง  ทำให้เรามั่นใจว่าชุมชนคนรักถิ่นสามารถทำโครงการบ้านมั่นคงเพื่อแก้ไขปัญหาที่อยู่อาศัยได้”  งามเดือนกล่าว

                กลุ่มออมทรัพย์ชุมชนคนรักถิ่นจัดตั้งขึ้นในปี 2547  มีสมาชิกเริ่มแรก  114 ราย  กำหนดออมครัวเรือนละ 100 บาทต่อเดือน  ปัจจุบันมีเงินออมรวมกันประมาณ  1.1 ล้านบาท  มีสมาชิกจำนวน 102 ราย  มีกรรมการ  9 คน  ซึ่งจุดเด่นของงานพัฒนาชุมชนที่นี่ก็คือ  คณะทำงานเกือบทั้งหมดจะเป็นผู้หญิง  เช่น  กลุ่มออมทรัพย์ฯ มีคณะกรรมการ 9 คน  มีประธานกลุ่มฯ เป็นผู้หญิง  มีผู้ชายเป็นกรรมการเพียง 1 คน  เช่นเดียวกับกรรมการชุมชนมี 9 คน  มีประธานและกรรมการเป็นผู้หญิง  7 คน  กรรมการผู้ชาย 2 คน  รวมทั้งคณะทำงานบ้านมั่นคงซึ่งมีทั้งหมด 12 คน  แต่มีผู้ชายเป็นคณะทำงาน(ทีมช่าง) เพียง 2 คน  นอกนั้นเป็นพลังหญิงล้วนๆ

                ดุสิตธร  ทิวะกะลิน  ประธานชุมชนและประธานกลุ่มออมทรัพย์ฯ  กล่าวว่า  หลังจากมีกลุ่มออมทรัพย์บ้านมั่นคงตั้งแต่ปี 2547 แล้ว  แต่ทางชุมชนก็ยังไม่ได้ทำเรื่องที่อยู่อาศัย  เพียงแต่เตรียมการเอาไว้  ชุมชนเริ่มมาตื่นตัวในปี 2555  เพราะคิดว่าหลังน้ำท่วมใหญ่  ทางราชการคงจะมีนโยบายไล่รื้อชุมชนริมคลองเพราะอ้างว่าเป็นต้นเหตุที่ทำให้น้ำท่วมกรุงเทพฯ  ชุมชนจึงเริ่มประชาสัมพันธ์ข่าวให้ชาวบ้านทราบ  มีการจัดประชุม  แนะนำเรื่องกลุ่มออมทรัพย์บ้านมั่นคงให้คนที่ยังไม่เข้าร่วมได้เป็นสมาชิก  พอถึงปี 2558  เมื่อรัฐบาลมีนโยบายจัดระเบียบชุมชนริมคูคลอง  ชุมชนคนรักถิ่นจึงเริ่มทำเรื่องที่อยู่อาศัยอย่างจริงจัง  มีการสำรวจข้อมูลชุมชน  จำนวนประชากร  จำนวนบ้าน  อาชีพ  รายได้ครัวเรือน  หนี้สิน  ฯลฯ

                จากการสำรวจข้อมูลพบว่า  ชุมชนมีบ้านเรือนทั้งหมด 140 หลัง  ชาวบ้านส่วนใหญ่มีอาชีพรับจ้างทั่วไป  มีราย ได้เฉลี่ย/ครัวเรือน/เดือน  ประมาณ  20,000-25,000 บาท   มีการออมต่อเดือนระหว่าง  100-500 บาท  มีชาวบ้านที่สนใจจะเข้าร่วมโครงการบ้านมั่นคงจำนวน  102  หลัง  ไม่เข้าร่วม  38  หลัง  มีความสามารถในการผ่อนชำระเงินกู้ระหว่าง 1,000-2,000 บาท/เดือน

                “หลังจากที่ได้ข้อมูลแล้ว  โดยเฉพาะตัวเลขของชาวบ้านที่เข้าร่วมโครงการ  เราจึงได้จัดทำผังชุมชนใหม่  โดยมีสถาปนิกชุมชนจาก  พอช. และทีมเครือข่ายขบวนองค์กรชุมชนเมืองเขตหลักสี่มาช่วย  และประชุมชาวบ้านร่วมกันเพื่อกำหนดสิทธิ์ในที่อยู่อาศัย  เช่น  1.คนที่จะได้สิทธิ์จะต้องเป็นสมาชิกกลุ่มออมทรัพย์ฯ  2.จะต้องเป็นคนที่อาศัยอยู่ในชุมชนจริง  หรือหากเป็นคนที่เช่าบ้านอยู่จะต้องอยู่ในชุมชนมานานไม่ต่ำกว่า 5 ปี  และ 3.ถ้ามีสมาชิกในครัวเรือนมากกว่า  8 คนขึ้นไปจะได้รับสิทธิ์เพิ่ม 1 สิทธิ์  ส่วนคนที่เป็นเจ้าของบ้านเช่า  หากมี 3 หลัง  ก็จะได้สิทธิ์เพียง 1 สิทธิ์”  ดุสิตธรยกตัวอย่าง

                ส่วนกระบวนการออกแบบบ้านนั้น  ชาวบ้านต่างมีส่วนร่วมในการออกแบบบ้านร่วมกับทีมช่างของชุมชน  โดยมีทีมช่างจากเครือข่ายขบวนองค์กรชุมชนเมืองเขตหลักสี่  และสถาปนิกจาก พอช.มาช่วย  ได้แบบบ้านทั้งหมด  4 แบบ  คือ 1.บ้านเดี่ยว 2 ชั้น  ขนาดเนื้อที่ 15 ตารางวา  จำนวน 69 หน่วย,  2.บ้านแฝดแบบ A,จำนวน  4 หน่วย,  3. บ้านแฝดแบบ ขนาด  12.5  ตารางวา  จำนวน 4 หน่วย, และ 4. บ้านตึกแถว 2 ชั้น ขนาด 11 ตารางวา  จำนวน  63  หน่วย  รวมทั้งหมด  140  หน่วย (ออกแบบเผื่อไว้สำหรับผู้ที่จะเข้าร่วมภายหลัง)  สมาชิกสามารถเลือกแบบบ้านได้ตามความเหมาะสมของอาชีพ  จำนวนสมาชิก  และรายได้ของครอบครัว

นอกจากนี้ก็จะจัดให้มีพื้นที่ส่วนกลาง  เช่น  ศาลาอเนกประสงค์  ศูนย์สุขภาพชุมชน  สวนสาธารณะ  บ่อบำบัดน้ำเสีย  ที่จอดรถรวม   ฯลฯ  รวมพื้นที่ทั้งหมด  9 ไร่  2 งาน  44 ตารางวา ซึ่งทางชุมชนจะทำสัญญาเช่ากับกรมธนารักษ์ระยะเวลา 30 ปี  อัตราเดือนละ 18  บาท/ตารางวา

                ด้านการก่อสร้างนั้น  ดุสิตธรกล่าวว่า  ทางชุมชนได้เตรียมแผนงานเอาไว้แล้ว  โดยใช้รูปแบบการรื้อย้ายแล้วสร้างใหม่  และแบ่งคณะทำงานออกเป็น 4 ฝ่าย  คือ 1.ทีมช่าง  2.ทีมข้อมูล  3.ทีมสังคม  และ 4.ทีมบริหารจัดการ   ซึ่งในระหว่างที่ทำการก่อสร้างก็จะแบ่งการทำงานออกไปอีก  เช่น  มีทีมสาธารณูปโภค  ทีมจัดซื้อ  ทีมตรวจรับวัสดุ  ทีมตรวจงานก่อสร้าง  ฯลฯ  นอกจากนี้ก็ยังมีการตรวจสอบเนื้องาน/ตรวจรับงวดงาน  โดยให้เจ้าของบ้าน  ตัวแทนกลุ่มย่อย  ทีมช่างชุมชน  และทีมช่างเครือข่ายฯ เข้ามาร่วมตรวจสอบ  เพื่อให้การก่อสร้างบ้านของชาวชุมชนคนรักถิ่นมีความโปร่งใส  ใช้เงินทุกบาท  ทุกสตางค์ให้ถูกต้องและคุ้มค่ามากที่สุด

                ด้านสินเชื่อจะขอใช้สินเชื่อจากทางสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) รวมทั้งหมดประมาณ 29 ล้านบาท  อัตราดอกเบี้ยร้อยละ 4 บาท/ปี  ผ่อนชำระคืนภายใน 15 ปี  และ พอช.จะสนับสนุนงบก่อสร้างสาธารณูปโภคจำนวน 2,750,000 บาท ส่วนเกณฑ์การพิจารณาสินเชื่อของสมาชิกนั้น  จะดูจากเงื่อนไขต่างๆ เช่น  การประเมินวัสดุก่อสร้างที่จะนำกลับมาใช้ได้หลังจากการรื้อถอนบ้าน  ประวัติการออมทรัพย์  การเข้าร่วมกิจกรรมชุมชน  ความสามารถในการผ่อนชำระคืน  ฯลฯ

                สำหรับความคืบหน้าในการดำเนินโครงการบ้านมั่นคงนั้น  ดุสิตธรกล่าวว่า  จะดำเนินการเฟสแรกก่อน  จำนวน  7 หลัง  เป็นบ้านที่ปลูกล้ำลงไปในคลอง  4  หลัง  และบนฝั่ง หลัง  เริ่มรื้อบ้านทั้ง 7 หลังเมื่อเดือนกรกฎาคม 2558 ที่ผ่านมา  และในช่วงปลายเดือนสิงหาคมนี้จะเริ่มถมดิน  ปรับหน้าดิน  ตอกเสาเข็มเพื่อกันดินสไลด์ลงคลอง  หลังจากนั้นจึงจะเริ่มก่อสร้างบ้านได้  และคาดว่าภายในเดือนพฤศจิกายนนี้บ้านเฟสแรก  7 หลังจะก่อสร้างแล้วเสร็จ  หลังจากนั้นจึงจะทยอยสร้างเฟสต่อไป

                “ชุมชนริมคลองที่อยู่ติดกันหลายชุมชนก็ยังไม่เชื่อว่าเราจะทำได้  แม้แต่คนในชุมชนเดียวกันก็ยังไม่เชื่อ  บางคนก็ต่อต้าน  บางคนบอกว่ารื้อไปแล้วมันจะสร้างได้หรือเปล่า  แต่เราเชื่อว่าเราทำได้  เพราะเราไปดู  ไปเห็นชุมชนอื่นที่เขาทำสำเร็จมาแล้ว  และหากการก่อสร้างบ้านเฟสแรก 7 หลังเสร็จ  ก็เชื่อว่าคนอื่นๆ ที่ยังไม่เข้าร่วมจะมาเข้าร่วมมากขึ้น”  ประธานชุมชนคนรักถิ่นกล่าวอย่างมั่นใจ

                อารมย์  วันวาน  อายุ 54 ปี  อาชีพค้าขาย  บอกว่า  แม้ตัวเองไม่ได้มีบทบาทเป็นคณะกรรมการ  แต่ก็เข้าร่วมกิจกรรมกับชุมชนมาตลอด  เช่น  เป็นสมาชิกกลุ่มออมทรัพย์มาตั้งแต่เริ่มต้น  เพราะอยากจะมีบ้านเป็นของตัวเอง  ครอบครัวของตนเข้ามาอยู่ที่นี่ตั้งแต่ปี 2528  แต่ไม่มีบ้านเป็นของตัวเอง  เช่าบ้านอยู่เรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน  ค่าเช่าบ้านตอนนี้ตกเดือนละ 1,500 บาท  ไม่รวมค่าน้ำ  ค่าไฟ  หากผ่อนส่งเดือนหนึ่งไม่เกิน 2,000 บาทก็พอจจะส่งไหว

                “ดีใจที่จะมีบ้านใหม่เป็นของตัวเอง ไม่ต้องเช่าคนอื่นอยู่  ลูกหลานก็จะได้มีที่อยู่เป็นหลักแหล่งมั่นคง  ไม่ต้องกลัวจะถูกไล่รื้อ”  น้าอารมณ์บอกความรู้สึก

                อย่างไรก็ตาม  แม้ว่าบ้านมั่นคงชุมชนคนรักถิ่นเฟส 1 กำลังจะผุดขึ้นมาเป็นรูปเป็นร่าง  แต่ในส่วนของคนในชุมชนที่ยังไม่เห็นด้วยหรือคัดค้านจำนวน  38 หลัง  เช่น  คนที่มีบ้านเช่าที่จะต้องสูญเสียผลประโยชน์  คนที่มีบ้านหลังใหญ่ยังไม่ยอมเข้าร่วมเพราะจะได้บ้านขนาดเนื้อที่ที่เล็กลงหรือเท่ากับชาวบ้านคนอื่นๆ  รวมทั้งคนที่ไม่อยากรื้อบ้านนั้น  ดุสิตธรกล่าวว่า  คณะทำงานซึ่งส่วนใหญ่เป็นผู้หญิงจะต้องใช้ความนุ่มนวล  ค่อยๆ พูด ค่อยๆ เจรจา  เพื่อให้คนเหล่านั้นยอมเสียสละ  เห็นแก่ประโยชน์ส่วนรวม  ส่วนการสร้างบ้านก็จะทยอยสร้างไปเรื่อยๆ ให้แล้วเสร็จภายในปี 2559 และเธอก็เชื่อว่าเมื่อชาวบ้านส่วนใหญ่เข้าร่วมและสร้างบ้านสำเร็จไปแล้ว  ส่วนที่เหลือก็จะเข้าร่วมกับชุมชนในที่สุด

                นี่คือบทบาทของผู้หญิงชุมชนคนรักถิ่นที่เป็นแกนนำในการแก้ไขปัญหาที่อยู่อาศัยเพื่อบ้านที่มั่นคงของคนริมคลอง..!!

 

klong 1258 1 2klong 1258 1 3klong 1258 1 4

 

klong 1258 1 5klong 1258 1 6klong 1258 1 7

แบ่งปัน
Submit to FacebookSubmit to Google PlusSubmit to Twitter