playlists faocebook CODINew icon_tw Intranet mail
ภาษาไทย english หน้าหลัก
ลำคลองที่มากมายนับพันคลองในกรุงเทพฯ บางแห่งเป็นลำคลองสายเดียวกัน  แต่อาจจะเรียกชื่อต่างกันไปตามสถานที่สำคัญในท้องถิ่น  เช่น  “คลองสอง”  เป็นคลองที่เชื่อมต่อมาจากคลองถนน  เขตสายไหม  แต่เมื่อผ่านคลองสองลงไปยังเขตบางเขนซึ่งมีวัดบางบัวตั้งอยู่  ชาวบ้านก็เรียกว่า “คลองบางบัว”  เรื่อยลงไปจนถึง “คลองวังหิน” และ”คลองลาดพร้าว”  ซึ่งปัจจุบันคลองเหล่านี้มีสภาพเป็นคลองระบายน้ำ  และ กทม.มีแผนงานที่จะก่อสร้างเขื่อนตลอดแนวลำคลองเพื่อแก้ปัญหาการปลูกสร้างบ้านเรือนรุกล้ำกีดขวางทางเดินของน้ำตามนโยบายของรัฐบาลชุดปัจจุบัน

                “ชุมชนร่วมมิตรแรงศรัทธา” ตั้งอยู่ริมคลองสอง  ซอยพหลโยธิน 67  เขตดอนเมือง  กรุงเทพฯ  เป็นอีกชุมชนหนึ่งที่ได้รับผลกระทบจากโครงการจัดระเบียบคลอง  แม้ว่าชุมชนแห่งนี้จะถือว่าเป็น “ชุมชนน้องใหม่”  ที่ชาวบ้านไม่มีกิจกรรมพัฒนาชุมชนร่วมกันมากนัก  แต่เมื่อมีเรื่องสำคัญและมีความเดือดร้อนเหมือนกัน  ชาวบ้านต่างก็ลุกขึ้นมาแก้ไขปัญหาร่วมกันด้วยความกระตือรือร้น

ก้าวแรกสู่บ้านมั่นคง

                ชุมชนร่วมมิตรแรงศรัทธาเริ่มมีชาวบ้านเข้ามาปลูกสร้างบ้านเรือนอยู่บนริมคลองสองประมาณหลังปี 2500 หรือเมื่อ 50-60 ปีก่อน  ส่วนใหญ่มีอาชีพรับจ้างทั่วไปและค้าขาย  เพราะอยู่ใกล้ตลาดสะพานใหม่  ชุมชนตั้งขนานไปตามลำคลอง  มีความยาวประมาณ 2 กิโลเมตรเศษ  ลำคลองกว้างประมาณ 20  เมตร  สามารถเข้าออกได้ทั้งซอยพหลโยธิน 67 และทางตลาดสะพานใหม่  

ต่อมาในระยะหลังเมื่อชุมชนขยายตัว  มีผู้คนเข้ามาอยู่อาศัยมากขึ้น  คนที่มาอยู่ทีหลังจึงสร้างบ้านติดริมคลอง  บางหลังก็ปลูกล้ำลงไปในคลองเลย   ส่วนใหญ่ปลูกสร้างด้วยไม้  ปัจจุบันมีบ้านเรือนทั้งหมด 370 หลัง  มีประชากรประมาณ 2,000 คนเศษ 

                วินันท์  ผ่องมาลัย  ประธานชุมชนฯ  เล่าว่า  ชุมชนแห่งนี้จดทะเบียนเป็นชุมชนกับสำนักงานเขตดอนเมืองในปี 2539  แต่ก็ยังไม่มีกิจกรรมพัฒนาชุมชนที่ต่อเนื่อง  หลังจากนั้นเมื่อมีการก่อตั้งกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองในสมัยรัฐบาล พ.ต.อ.ทักษิณ  ชินวัตร  ประมาณปี 2545  ชุมชนร่วมมิตรฯ จึงได้รับงบประมาณ 1 ล้านบาทจัดตั้งกองทุนขึ้นมา  เพื่อให้สมาชิกกู้ยืมไปหมุนเวียนหรือประกอบอาชีพ  มีกรรมการ 12 คนช่วยกันบริหารกองทุน  ต่อมาจึงได้เริ่มกิจกรรมต่อต้านยาเสพติดร่วมกับสำนักงานเขตดอนเมือง  โดยมีกิจกรรมต่างๆ  เช่น  กีฬา  ศิลปะ  และดนตรี  รวมทั้งจัดอาสาสมัครในชุมชนเฝ้าระวังยาเสพติดอย่างเข้มแข็ง  จนได้รับเลือกจากสำนักเขตฯ ให้เป็นต้นแบบชุมชนร่วมใจระวังภัยยาเสพติดในเดือนพฤษภาคม 2558 ที่ผ่านมา

                ส่วนการแก้ไขปัญหาที่อยู่อาศัยปลูกสร้างรุกล้ำลงในลำคลองนั้น  ประธานชุมชนกล่าวว่า  ตอนแรกที่รู้ข่าวว่ารัฐบาลและ กทม.จะสร้างเขื่อนและจัดระเบียบบ้านที่รุกล้ำคลอง  เพื่อขยายคลองให้กว้าง 38 เมตรนั้น  ชาวบ้านต่างก็ตกใจ  เพราะที่ผ่านมาชุมชนยังไม่ได้เตรียมพร้อมเรื่องการแก้ปัญหาที่อยู่อาศัย  ไม่รู้ว่าจะทำหรือจะเริ่มต้นอย่างไร

                “หลังมีข่าวแล้วไม่นาน  ก็มีเจ้าหน้าที่จาก พอช.และเครือข่ายริมคลองบางบัวเข้ามาให้ความรู้และคำแนะนำแก่กรรมการในชุมชน  หลังจากนั้นประมาณเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมาก็มีการจัดเวทีขึ้นในชุมชนเพื่อทำความเข้าใจกับชาวบ้าน  ชี้แจงให้ชาวบ้านเข้าใจว่าทางราชการไม่ได้เข้ามาไล่  แต่พวกเราจะต้องขยับบ้าน  และจะต้องจัดตั้งกลุ่มออมทรัพย์ขึ้นมาเพื่อเป็นทุนในการสร้างบ้านใหม่”  ประธานชุมชนเล่าถึงขั้นตอนในการเริ่มกระบวนการแก้ไขปัญหา

                ต่อมาในเดือนมิถุนายนจึงเริ่มมีการจัดตั้งกลุ่มออมทรัพย์ขึ้นมา  มีคณะกรรมการจำนวน 10 คน ช่วยกันร่างระเบียบ  ใช้ชื่อว่า “กลุ่มออมทรัพย์เพื่อที่อยู่อาศัยชุมชนร่วมมิตรแรงศรัทธา”  กำหนดให้สมาชิกออมเป็นรายเดือน  ขั้นต่ำเดือนละ 250 บาท  มีสมาชิกเข้าร่วมจำนวน 230 ราย

                เสถียร  เกิดสมบูรณ์  ประธานกลุ่มออมทรัพย์ฯ กล่าวว่า  ขั้นตอนการจัดตั้งกลุ่มออมทรัพย์เพื่อที่อยู่อาศัยก็ไม่ยุ่งยากนัก  เพราะกรรมการและชาวบ้านเคยจัดตั้งกองทุนหมู่บ้านมาก่อน  หลังจากนั้นก็ให้กรรมการกลุ่มออมทรัพย์เป็นแกนนำในการสำรวจข้อมูลและจัดทำผังชุมชน  โดยแบ่งออกเป็น โซน  คือ  1.โซนเหนือ มีจำนวน  159  หลัง  2.โซนกลาง 110 หลัง  และ 3.โซนใต้ 101 หลัง  รวมทั้งหมด  370 หลัง  พบว่ามีบ้านเรือนที่อยู่ชายคลองทั้งรุกล้ำและไม่รุกล้ำรวมทั้งหมดประมาณ 160  หลัง

                “เมื่อได้ข้อมูลมาแล้ว  ผมและกรรมการคนอื่นๆ ก็ใช้วิธีเดินคุยตามบ้านเพื่อให้ชาวบ้านเข้าใจ  บางบ้านก็ต้องคุยเกือบ 2 ชั่วโมง  เพื่อให้รู้ว่าบ้านไหนที่รุกล้ำก็ต้องขยับขึ้นข้างบน  ส่วนบ้านไหนที่อยู่ข้างบนอยู่แล้วก็ไม่ต้องขยับ  แต่ถ้ามีที่ว่างก็ให้เห็นใจคนอื่นบ้าง  ขอให้เอาที่ว่างมาจัดสรรให้คนที่ไม่มีที่อยู่  จะเป็นญาติหรือเป็นเพื่อนบ้านก็ได้  ให้ช่วยแบ่งปันกัน”  น้าเสถียร  ประธานกลุ่มออมทรัพย์  เล่าถึงความยากลำบากในการชี้แจงสร้างความเข้าใจ

                ผลจากการทำความชี้แจงแบบเคาะประตูบ้าน  รวมทั้งการประชุมกลุ่มย่อย  กลุ่มใหญ่  และการประชาสัมพันธ์แบบเสียงตามสายตลอดช่วง 2 เดือนที่ผ่านมา  รวมทั้งการพาชาวบ้านไปดูของจริงที่ชุมชนริมคลองบางบัวและสะพานไม้ 1  ที่ทำโครงการบ้านมั่นคงมาก่อน  จึงทำให้ชาวบ้านส่วนใหญ่เข้าใจและเห็นด้วยกับโครงการ  และสมัครเข้าร่วมกลุ่มออมทรัพย์เพื่อที่อยู่อาศัยเพิ่มเป็น 246 ราย  แต่ยังมีคนไม่เห็นด้วย  ไม่อยากรื้อบ้าน  ไม่อยากเป็นหนี้  หรือกลัวเสียประโยชน์เพราะเป็นเจ้าของบ้านเช่า (มีประมาณ 10 หลัง)  รวมแล้วประมาณ 100 ราย

จัดระเบียบสิทธิ์ที่อยู่อาศัย

                แม้ว่าจะมีชาวบ้านส่วนหนึ่งที่ยังไม่เข้าใจ  ไม่ยอมเข้าร่วม  แต่กระบวนการเตรียมพร้อมเพื่อสร้างบ้านของชาวชุมชนร่วมมิตรฯ ก็ยังดำเนินต่อไปตามลำดับ  ซึ่งหลังจากที่ได้ข้อมูลจากการสำรวจบ้านเรือนแล้ว  ต่อมาคณะกรรมการกลุ่มออมทรัพย์ฯ จึงได้จัดประชุมชาวบ้านเพื่อร่วมกันกำหนดเกณฑ์การพิจารณาสิทธิ์ที่อยู่อาศัย  โดยที่ประชุมได้มติดังนี้

                1.ให้สิทธิ์บ้านละ 1 สิทธิ์   2.กรณีที่มีผู้อยู่อาศัย 6-8 คนจะได้รับสิทธิ์ขยายขนาดบ้าน  และครัวเรือนที่มีสมาชิกตั้งแต่ 9 คนขึ้นไปจะได้เพิ่มไม่เกิน 1 สิทธิ์   3.ผู้เช่าบ้านเกิน 5 ปีขึ้นไปจะได้รับพิจารณา 1 สิทธิ์  และ 4.เจ้าของบ้านเช่าไม่ได้อยู่อาศัยในชุมชนและใช้ที่ดินเพื่อการพาณิชย์  จะไม่ได้สิทธิ์

                ล่าสุดเมื่อวันที่  9  สิงหาคมที่ผ่านมา  คณะกรรมการกลุ่มออมทรัพย์ฯ กรรมการชุมชน  ได้ร่วมกับเจ้าหน้าที่โครงการบ้านมั่นคง พอช.และเครือข่ายขบวนองค์กรชุมชนเมืองเขตบางเขน  จัดให้มีการพิสูจน์สิทธิ์ในการเข้าร่วมโครงบ้านมั่นคง  โดยให้เจ้าของบ้านหรือตัวแทนบ้านแต่ละหลังมายืนยันสิทธิ์ของตนเอง  ใช้สถานที่บริเวณศาลาอเนกประสงค์ในชุมชน  แบ่งพื้นที่แยกเป็น โซน  สมาชิกแต่ละโซนจะนำบัตรประชาชนมาชี้ที่แผนผังที่ระบุเลขที่บ้าน  จากนั้นชาวบ้านแต่ละโซนก็จะช่วยกันรับรองว่าสมาชิกรายนั้นอยู่อาศัยในชุมชนจริงหรือไม่

                “วันนี้เราให้ชาวบ้านมาพิสูจน์สิทธิ์ว่าแต่ละหลังมีตัวตนมีคนอยู่จริง  เพื่อป้องกันการสวมสิทธิ์  และเราจะได้รู้จำนวนคนที่เดือดร้อน  คนที่ต้องการบ้านจริงๆ  ส่วนเรื่องการออมเงินนั้น  ผมบอกชาวบ้านว่า  ตอนนี้เรารอไม่ได้แล้ว  พยายามออมกันให้มากๆ เพื่อจะได้กู้เงินสร้างบ้านให้น้อยลง” น้าเสถียรกล่าว

                ธนวัฒน์  ศิริมา  กรรมการกลุ่มออมทรัพย์ฯ กล่าวเสริมว่า  ตอนนี้ชาวบ้านเพิ่งออมเงินได้เพียง 2 เดือน  อาจจะต้องใช้เวลาออมอีกประมาณ  1 ปีจึงจะเริ่มสร้างบ้านได้  ฉะนั้นถ้าใครจะออมมากกว่าเป็นเดือนละ  500 หรือ 1,000 บาทก็ได้  “ถ้าใครเดือดร้อนจริงๆ ต้องรื้อบ้านก่อน  โดยเฉพาะบ้านริมคลอง  เราก็จะประชุมกันเพื่อเอาเงินกองกลางมาช่วยก่อนก็ได้”

                วินันท์  ผ่องมาลัย  ประธานชุมชนฯ กล่าวถึงแผนงานที่จะดำเนินต่อไปว่า  หลังจากนี้คงจะต้องรอให้เจ้าหน้าที่กรมธนารักษ์มาสำรวจพื้นที่ในชุมชนก่อนที่ชาวบ้านจะเจรจาและทำสัญญาเช่าที่ดินว่า  พื้นที่ที่จะเช่ามีเท่าไหร่  อัตราค่าเช่าเป็นอย่างไร  ซึ่งในขณะนี้ชุมชนก็จะทำการสำรวจที่ดินของกรมธนารักษ์ที่อยู่ติดกับชุมชนไปทางชายคลองซึ่งเป็นที่ว่าง (แต่มีคนมาจับจองสิทธิ์) ว่าจะใช้พื้นที่ได้เท่าไหร่  รองรับชาวบ้านที่รุกล้ำคลองได้ทั้งหมดหรือไม่  หากรองรับได้  คนที่ปลูกบ้านอยู่ข้างบนอยู่แล้วก็ไม่ต้องขยับขยาย  หรือไม่ต้องรื้อถอนทั้งชุมชน  และหลังจากนั้นจึงจะให้สถาปนิกชุมชนช่วยออกแบบผังชุมชนและผังบ้านใหม่  เพื่อให้ชาวบ้านเลือกแบบบ้านที่ถูกใจ  ก่อนจะสร้างบ้านต่อไป

                “ปีนี้เราอาจยังไม่ได้เริ่มสร้างบ้านเฟสแรก  เพราะจะต้องออมกันให้ได้ 10 เปอร์เซ็นต์ของเงินที่จะกู้ก่อน  แต่ถึงมันจะช้าหน่อย  แต่ก็คงไม่นานที่ชาวบ้านจะได้มีบ้าน  ลูกหลานจะได้มีที่อยู่อาศัยที่มั่นคง  ไม่ต้องกลัวว่าจะถูกไร่รื้ออีกต่อไป”  ประธานชุมชนร่วมมิตรแรงศรัทธากล่าวในตอนท้าย

                นี่คือกระบวนการสร้างบ้านใหม่ของชาวชุมชนร่วมมิตรแรงศรัทธา  แม้ว่าจะเพิ่งก้าวย่าง  แต่ไม่มีคำว่าสายสำหรับการเริ่มต้น...เพื่อบ้าน...ครอบครัว...และชุมชนที่มั่นคง !
แบ่งปัน
Submit to FacebookSubmit to Google PlusSubmit to Twitter