playlists faocebook CODINew icon_tw Intranet mail
ภาษาไทย english หน้าหลัก
ชุมชนริมคลองย่านบางบัวถือว่าเป็นชุมชนแห่งแรกๆ ในกรุงเทพฯ ที่ชาวบ้านร่วมกันแก้ไขปัญหาการปลูกบ้านรุกล้ำลำคลองมาตั้งแต่ปี 2547  โดยการสร้างบ้านมั่นคง  เช่น  ชุมชนบางบัว  ชุมชนบางบัวเชิงสะพานไม้ 1 ฯลฯ  จนชุมชนเหล่านี้กลายเป็นชุมชนต้นแบบในการแก้ไขปัญหาที่อยู่อาศัยริมคลอง  เมื่อรัฐบาลยุคปัจจุบันมีนโยบายสร้างเขื่อนกั้นริมคลองและสร้างประตูระบายน้ำในลำคลองหลายแห่งในกรุงเทพฯ  ชุมชนที่มีการปรับรื้อย้ายบ้านเรือนมาก่อนจึงไม่ได้รับผลกระทบแต่อย่างใด

เช่นเดียวกับชุมชนบางบัวร่วมใจพัฒนา (เชิงสะพานไม้ 2)  เขตหลักสี่  ที่ชาวชุมชนได้เตรียมโครงการแก้ไขปัญหาที่อยู่อาศัยมาตั้งแต่ปี 2547  แต่มีปัญหาและอุปสรรคบางอย่างทำให้ไม่สามารถดำเนินโครงการต่อไปได้  อย่างไรก็ตาม  แต่ในครั้งนี้พวกเขาพร้อมและเชื่อมั่นว่าจะสร้างบ้านมั่นคงขึ้นมาให้ได้

ฟื้นโครงการบ้านมั่นคง

                ชุมชนบางบัวร่วมใจพัฒนาเป็นชุมชนที่อยู่ติดกับชุมชนบางบัวเชิงสะพานไม้ 1  และยังมีชุมชนอื่นๆ ที่ตั้งเรียงรายไปตลอดริมคลองบางบัว (ฝั่งเขตหลักสี่)  มีบ้านเรือนทั้งหมด 206 หลัง  ส่วนใหญ่ปลูกสร้างด้วยไม้และปูน  มีประชากรประมาณ  900 คน  ส่วนใหญ่มีอาชีพรับจ้างทั่วไป  ร้อยพวงมาลัย  ค้าขาย  และพนักงานบริษัทเอกชน

                ดวงพร  บุญมี  แกนนำชุมชนบางบัวฯ เล่าว่า  ในช่วงปี 2547  ชุมชนได้เริ่มโครงการบ้านมั่นคงพร้อมๆ กับชุมชนบางบัวเชิงสะพานไม้ 1 และชุมชนบางบัว  มีการจัดตั้งกลุ่มออมทรัพย์ขึ้นมาเพื่อเป็นทุนในการสร้างบ้าน  มีสมาชิกเริ่มต้นประมาณ 40 ครอบครัว  หลังจากที่ได้ทำเรื่องผังชุมชนและออกแบบบ้านแล้ว  ปรากฏว่ามีชาวบ้านบางส่วนที่ไม่เห็นด้วยไปคัดค้านที่สำนักงานเขตหลักสี่  โดยอ้างว่ามีรายได้น้อย  ไม่อยากเป็นหนี้  ไม่อยากรื้อถอนบ้าน  จึงทำให้โครงการล้มไป

                “พอปีนี้เราเห็นว่ารัฐบาลเอาจริง  คณะกรรมการชุมชนจึงคุยกัน  และคิดว่าถ้าเราไม่ทำโครงการบ้านมั่นคง  ชาวบ้านคงจะอยู่ที่เดิมไม่ได้  อาจต้องย้ายไปอยู่ที่ใหม่ ไกลจากที่ทำมาหากินเดิม  ไกลจากที่ทำงาน  เด็กๆ ต้องหาที่เรียนใหม่  ทำให้ลำบากกว่าเดิม  ดังนั้นจะต้องทำโครงการบ้านมั่นคงให้ได้”  ดวงพรพูดถึงการรื้อฟื้นโครงการบ้านมั่นคงขึ้นมา

                ก่อนหน้านี้ในปี 2557  ชุมชนบางบัวร่วมใจพัฒนาได้เสนอขอรับงบประมาณสนับสนุนจากโครงการกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมือง (กทบ.) หรือ”กองทุนเงินล้าน” เพื่อเป็นทุนหมุนเวียนประกอบอาชีพของชาวบ้าน  และได้รับงบประมาณจำนวน 1 ล้านบาทในเดือนพฤศจิกายนปีเดียวกัน  มีการจัดตั้งคณะกรรมการขึ้นมาบริหารกองทุน  มีชาวบ้านเข้าร่วมเป็นสมาชิกจำนวน 88  ราย  กำหนดให้สมาชิกออมเป็นรายเดือน  เดือนละ 100 บาท  และออมหุ้นอีกเดือนละ 100 บาทเช่นกัน  เพื่อเป็นทุนหมุนเวียน  แต่ยังไม่ได้ปล่อยกู้  การจัดตั้งกองทุนหมู่บ้านฯ ขึ้นมาจึงถือเป็นการรวมกลุ่มของชาวบ้านครั้งแรกหลังจากที่โครงการบ้านมั่นคงล้มไปในปี 2557

                ต่อมาในเดือนมกราคม 2558 เจ้าหน้าที่จากโครงการบ้านมั่น  สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) ได้เข้ามาแนะนำเรื่องบ้านมั่นคง  เพื่อให้ชาวชุมชนได้เตรียมพร้อม  เพราะทางรัฐบาลชุดปัจจุบันมีนโยบายที่จะจัดระเบียบชุมชนที่รุกล้ำคูคลอง  นอกจากนี้เจ้าหน้าที่จาก พอช.ยังแนะนำให้ชาวบ้านจัดตั้งกลุ่มออมทรัพย์เพื่อเป็นทุนในการสร้างบ้าน

“หลังจากนั้นคณะกรรมการชุมชนก็ช่วยกันประชาสัมพันธ์ให้ชาวบ้านรู้ข่าวเรื่องบ้านมั่นคงและการจัดตั้งกลุ่มออมทรัพย์  ในเดือนกุมภาพันธ์ถัดมาจึงจัดตั้งกลุ่มออมทรัพย์ขึ้นมาได้  ใช้ชื่อว่า กลุ่มออมทรัพย์เพื่อที่อยู่อาศัยชุมชนบางบัวร่วมใจพัฒนา  ให้ชาวบ้านออมเงินขั้นต่ำเดือนละ 100 บาท  ใครมีมากก็ออมมาก”  ดวงพร  แกนนำชุมชนกล่าว  และบอกว่า  กลุ่มออมทรัพย์ฯ มีคณะกรรมการทั้งหมด 15 คน  แบ่งการดูแลชาวบ้านออกเป็น 4  โซนตามความยาวของชุมชน

หลังจากการจัดตั้งกลุ่มออมทรัพย์แล้ว  เจ้าหน้าที่จากบ้านมั่นคงและสถาปนิก พอช.ก็ได้ลงมาทำงานกับชาวบ้านและคณะกรรมการกลุ่มออมทรัพย์อย่างต่อเนื่อง  มีการสำรวจข้อมูลชุมชนใหม่  เช่น  จำนวนครัวเรือน  รายได้  รายจ่าย  เพื่อเป็นฐานข้อมูลในการพิจารณาสินเชื่อ  หลังจากนั้นจึงมีการทำผังชุมชน  ออกแบบบ้าน  ร่วมกันตั้งเกณฑ์ในการพิจารณาสิทธิ์ที่อยู่อาศัย  และชี้สิทธิ์ที่อยู่อาศัย ฯลฯ  โดยในเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา  เจ้าหน้าที่จากสำนักงานเขตบางเขน  และกรมธนารักษ์ได้เข้ามาพบปะกับชาวบ้านเพื่อชี้แจงเรื่องการพัฒนาบ้านเรือน  ชุมชน  และการเช่าที่ดินจากกรมธนารักษ์  ซึ่งกำหนดอัตราตารางวาละ 1.50 บาทต่อเดือน  เนื้อที่ทั้งชุมชนประมาณ 6 ไร่  300 ตารางวา

นอกจากนี้ยังมีแกนนำในชุมชนบางบัวเชิงสะพานไม้ 1 และเครือข่ายพัฒนาสิ่งแวดล้อมคลองบางบัวที่ทำโครงการบ้านมั่นคงมาก่อนเข้ามาช่วยให้คำแนะนำ  ช่วยเป็นพี่เลี้ยง  มีการแบ่งคณะทำงานออกเป็นฝ่ายต่างๆ เช่น ทีมช่างบริหาร  ทีมข้อมูล  ทีมสังคม  มีการจัดประชุมสร้างความเข้าใจกับชาวบ้านทุกวันอาทิตย์ที่ 2 ของเดือน  นอกจากนี้ยังประชาสัมพันธ์โดยเสียงตามสาย  การประชุมกลุ่มย่อย  และพูดคุยเป็นรายบ้าน

กันชาติ  บุญเลิศ  ฝ่ายประชาสัมพันธ์ชุมชนบางบัวร่วมใจพัฒนา  เล่าว่า  คณะกรรมการจะใช้วิธีการทุกรูปแบบเพื่อสร้างความเข้าใจกับชาวบ้าน  โดยเฉพาะตนจะใช้วิธีคุยตามบ้านหลังเวลาเลิกงาน  หรือในช่วงวันหยุดเสาร์-อาทิตย์  แต่ก็มีชาวบ้านบางส่วนไม่เชื่อว่าทางราชการจะสร้างเขื่อนจริง  เพราะเคยมีข่าวมาตลอดว่า  ทางราชการจะทำโน่น  ทำนี่  เช่น จะสร้างถนนเลียบคลอง  แต่ก็ไม่ได้ทำ  หรือชาวบ้านได้ยินข่าวว่ามีชุมชนที่อยู่ใกล้กันทำโครงการไปแล้ว  แต่มีปัญหาเรื่องการทุจริต  หรือใช้เงินผิดประเภท  ทำให้โครงการสร้างไม่เสร็จ  ชาวบ้านจึงไม่เชื่อมั่น  ไม่ยอมเข้าร่วมโครงการ

“ตอนนี้เรามีชาวบ้านที่เข้าร่วมโครงการบ้านมั่นคงแล้ว 183 ราย  จากบ้านทั้งหมดในชุมชน 206 หลัง  เหลือบ้านที่ยังไม่เข้าร่วมอีกประมาณ 20 หลัง  ถือว่าไม่มากนัก  เพราะชาวบ้านส่วนใหญ่เห็นด้วยจึงเข้าร่วมโครงการ”  ประชาสัมพันธ์ชุมชนกล่าว



ระดมเงินออมสร้างบ้านเฟสแรก 28 หลัง

ในเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา  สมาชิกบ้านมั่นคงที่เข้าร่วมโครงการเฟสแรกจำนวน  28 หลังได้รื้อถอนบ้านเรือนออกแล้ว  และทางคณะกรรมการชุมชนได้ทำการปักแนวเขตพื้นที่ริมคลองเพื่อเว้นไว้ให้ กทม.ได้ก่อสร้างเขื่อน  ระยะความกว้างของคลองประมาณ 33 เมตร 

ดวงพร  บุญมี  กล่าวว่า  หลังจากชาวบ้านเฟสแรกรื้อถอนบ้านออกไปแล้ว  ในเดือนกันยายนนี้จะเริ่มตอกเสาเข็มและถมดินเพื่อเริ่มการก่อสร้างบ้านได้  ขณะนี้ (สิงหาคม) ชุมชนกำลังเร่งระดมเงินออมเพื่อให้ครบจำนวน 5 % ของวงเงินสินเชื่อที่จะขอใช้จาก พอช. (เดิม พอช.กำหนดเอาไว้ 10 %  แต่เพื่อให้ชาวบ้านก่อสร้างบ้านได้เร็วขึ้น  จึงปรับลดเหลือ 5%)  โดยจะเปิดให้ชาวบ้านมาออมเงินทุกวันอาทิตย์ตลอดทั้งเดือน  สำหรับยอดเงินออมรวมจนถึงสิ้นเดือนกรกฎาคม 2558  มีจำนวน 299,103 บาท 

สำหรับแบบบ้านที่สถาปนิกชุมชนและชาวบ้านช่วยกันออกแบบนั้น  มีทั้งหมด 5 แบบ  แต่ที่ชาวบ้านเลือกส่วนใหญ่จะเป็นบ้านเดี่ยว 2 ชั้น  ขนาด 5 X 7.50  ตารางเมตร  ราคา 286,174 บาท  อัตราผ่อนส่งเดือนละ 2,219 บาท  ระยะเวลา 15 ปี  นอกจากนี้ก็มีบ้านเดี่ยวชั้นเดียว  และบ้านแฝด 2 ชั้น  ขนาดเท่ากัน  คือ 4 X 7 ตารางเมตร

“ตอนนี้คนที่จะสร้างบ้านเฟสแรกจะต้องออมให้ได้ 5 เปอร์เซ็นต์ของวงเงินกู้  เช่น  ถ้าเลือกบ้านเดี่ยว 2 ชั้น  จะต้องออมเงินให้ได้  10,500 บาท  ซึ่งชาวบ้านส่วนใหญ่ก็ออมเงินได้เกือบครบแล้ว  ยังขาดอีกไม่มาก  บางคนก็เอาเงินออมมาโปะอาทิตย์หนึ่งก็หลายพันบาท  เชื่อว่าเดือนกันยายนนี้จะเริ่มสร้างบ้านได้  ใช้เวลา 3 เดือน  ภายในเดือนพฤศจิกายนนี้บ้านเฟสแรก 28 หลังคงจะแล้วเสร็จ”  ดวงพรกล่าว

สำหรับสินเชื่อที่จะขอใช้จาก พอช.นั้น  ดวงพรกล่าวว่า  ชุมชนเสนอสินเชื่อทั้งหมด  206 หลัง  (รวมชาวบ้านที่ยังไม่เข้าร่วมด้วย)  งบประมาณรวม 42 ล้านบาทเศษ  งบสาธารณูปโภค  รวม 6.1 ล้านบาทเศษ  และงบอุดหนุนการสร้างบ้าน  รวม 5.1 ล้านบาทเศษ

ในส่วนของการสร้างบ้านนั้น  จะใช้ช่างชุมชนจากเครือข่ายของ พอช. รวมทั้งช่างชาวบ้านในชุมชนด้วย  โดยระหว่างการก่อสร้างจะมีทีมตรวจสอบ  ทีมจัดซื้อวัสดุ  และเจ้าของบ้านร่วมกันตรวจสอบ  แบ่งการก่อสร้างออกเป็น 4 เฟสหรือ 4 โซน  ซึ่งหากเป็นไปตามแผนงาน  การก่อสร้างบ้านทั้งหมดจำนวน 183 หลัง  จะแล้วเสร็จภายในปี 2561

นันทวรรณ  ไชยสุริยงค์  กรรมการตรวจสอบโซน 1  อาชีพรับเหมาก่อสร้าง  บอกว่า  ในการตรวจสอบระหว่างการก่อสร้างนั้น  จะให้เจ้าของบ้านเอาบิลจากร้านค้าที่มีตราประทับของร้านมาแสดงด้วย  จะได้ตรวจสอบและประเมินได้ว่าแต่ละบ้านใช้วัสดุอะไรบ้าง  จำนวนเท่าไหร่  เพื่อไม่ให้มีของเหลือ  และใครเบิกวัสดุอะไรไปก็จะมีการลงบัญชีเอาไว้  ตอนเย็นก็ให้มาลงชื่อรับทราบ  เพื่อความโปร่งใส  ไม่ให้เกิดการรั่วไหล  ป้องกันไม่ให้คนที่ไม่หวังดีเอาไปพูดให้ร้ายได้ว่าการก่อสร้างบ้านมีการทุจริตหรืองุบงิบหาผลปรธโยชน์กัน  ซึ่งจะทำให้ชาวบ้านขาดความเชื่อมั่น  ไม่ไว้ใจกันกัน  และจะเป็นผลเสียต่อโครงการฯ

ดวงพรพูดปิดท้ายว่า  “ถ้าการสร้างบ้านเฟสแรกแล้วเสร็จ  จะทำให้ชาวบ้านได้เห็นรูปธรรมที่ชัดเจน  คนที่เหลือที่ยังไม่เข้าร่วม  เราก็อยากให้เข้ามาร่วมทั้งหมด  เพราะเป็นคนในชุมชนเดียวกัน  อยู่ด้วยกันมานาน  และเรื่องนี้เป็นผลประโยชน์ของส่วนรวม  ชาวบ้านจะได้มีความเป็นอยู่ที่ดี  มีสภาพแวดล้อมที่ดีขึ้น  สามารถอยู่ในชุมชนเดิมได้  ไม่ต้องย้ายไปอยู่ที่ไหนไกลๆ”

บ้านมั่นคงของชาวชุมชนบางบัวร่วมใจพัฒนาเดินหน้าต่อไปแล้ว  จากโครงการที่เคยล้มลงไปเมื่อ 10 ปีที่แล้ว  วันนี้พวกเขาช่วยกันรื้อฟื้นขึ้นมาใหม่  และก้าวเดินต่อไปด้วยความมั่นใจ...
แบ่งปัน
Submit to FacebookSubmit to Google PlusSubmit to Twitter