playlists faocebook CODINew icon_tw Intranet mail
ภาษาไทย english หน้าหลัก

klong 1258 6 3

                 ชาวบ้านที่อาศัยอยู่ในชุมชนริมคลองลาดพร้าวและคลองบางซื่อต่างก็เคยได้ยินข่าวว่าทางราชการจะก่อสร้างเขื่อนกั้นแนวคลองเพื่อการระบายน้ำมานานไม่ต่ำกว่า 20-30 ปีแล้ว  และจะต้องมีการรื้อย้ายบ้านเรือนที่ปลูกอยู่ในคลองหรือบนตลิ่งซึ่งเป็นที่ดินของรัฐออกไป   แต่ทุกครั้งข่าวที่ผ่านมาก็มักจะผ่านเลยไป  ดังคำบอกเล่าของสำเนียง  บุญลือ  ประธานชุมชนพิบูลย์ร่วมใจ 2  ริมคลองลาดพร้าวว่า “ชาวบ้านได้ยินข่าวนี้มาตลอดจนชินชา  เรียกว่ามีข่าวออกมาทุกปี  แต่สุดท้ายก็ไม่ได้สร้าง  ชาวบ้านจึงคิดว่าโครงการสร้างเขื่อนทำไม่ได้หรอก”

                แต่สำหรับปี พ.ศ.2558 นี้   รัฐบาล คสช.เดินหน้าโครงการนี้อย่างเต็มสูบ  กระทั่งผู้นำชุมชนริมคลองหลายชุมชนยังยอมรับว่าโครงการนี้เกิดขึ้นแน่   เพราะรู้ดีว่ารัฐบาลชุดนี้ไม่ได้มาจากพรรคการเมือง  ดังนั้นจึงไม่ต้องกังวลว่าทำโครงการไปแล้วจะกระทบกับคะแนนนิยมของพรรค ซึ่งเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้รัฐบาลหลายพรรคหลายสมัยที่ผ่านมาไม่อยากจะหยิบปัญหาร้อนขึ้นมาทำ   นอกจากนี้การขับเคลื่อนงานในระดับพื้นที่ของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง  เช่น  สำนักงานเขตห้วยขวาง  และสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) ก็ทำให้ชาวบ้านในชุมชนริมคลองต่างๆ  เริ่มตื่นตัวและรับรู้ว่าโครงการก่อสร้างเขื่อนคงจะเกิดขึ้นในไม่ช้านี้

คณะทำงานฯ ระดับเขต   กลไกการขับเคลื่อนงานในพื้นที่

klong 1258 6 4                โครงการก่อสร้างเขื่อนคอนกรีตเพื่อป้องกันน้ำท่วมในช่วงแรก (พ.ศ.2558-2560) ประกอบด้วยการก่อสร้างเขื่อนคอนกรีต ค.ส.ล.และประตูระบายน้ำในคลองลาดพร้าว  คลองบางบัว  คลองถนน  คลองสอง  และคลองบางซื่อ  จากอุโมงค์เขื่อนยักษ์พระราม 9-รามคำแหง  ไปยังประตูระบายน้ำคลองสองสายใต้  เขตสายไหม  เพื่อระบายน้ำลงทะเลต่อไป  โดยจะสร้างเป็นเขื่อนคอนกรีต ค.ส.ล. ความยาว 40,000 เมตร  และ  5,300  เมตร  รั้วเหล็กกันตกความยาว 43,000 เมตร  และประตูระบายน้ำ 1 แห่ง  ระยะเวลาก่อสร้าง  1,260 วัน  งบประมาณจำนวน  2,426 ล้านบาทเศษ 

                อย่างไรก็ตาม  แม้ว่าการขับเคลื่อนโครงการในภาพรวมจะมองไม่เห็นความคืบหน้ามากนัก   ทั้งที่สำนักการระบายน้ำ  กรุงเทพมหานคร   ซึ่งเป็นหน่วยงานที่ดูแลการก่อสร้างเขื่อนจะเปิดประมูลและได้บริษัทผู้รับเหมาก่อสร้างไปเมื่อเร็ว ๆ นี้แล้วก็ตาม  แต่สำหรับการขับเคลื่อนงานในระดับพื้นที่กลับมีความคืบหน้าและต่อเนื่อง   โดยกรุงเทพมหานครมีคำสั่งให้สำนักงานเขตต่างๆ ในพื้นที่ที่จะก่อสร้างเขื่อนจัดตั้ง “คณะทำงานระดับเขตเพื่อแก้ไขปัญหาที่อยู่อาศัยชุมชนริมคลอง”  ขึ้นมา  ตั้งแต่เดือนสิงหาคมที่ผ่านมา  เพื่อรองรับปัญหาชาวบ้านที่จะได้รับผลกระทบจากการก่อสร้างเขื่อน   ซึ่งคณะทำงานระดับเขตฯ  นี้ถือเป็นกลไกที่สำคัญในการขับเคลื่อนงานในพื้นที่   ดังรูปธรรมที่เห็นได้ชัดจากการทำงานของ “คณะทำงานระดับเขตเพื่อแก้ไขปัญหาที่อยู่อาศัยชุมชนริมคลองลาดพร้าว  เขตห้วยขวาง”

                คณะทำงานระดับเขตฯ เขตห้วยขวาง  ประกอบด้วยตัวแทนของหน่วยราชการต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง  เช่น   สำนักงานเขต  สำนักการระบายน้ำ  กรมธนารักษ์  สำนักงานทรัพย์สินฯ  สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชนฯ  ตัวแทน คสช.  ผู้กำกับการสถานีตำรวจในพื้นที่   และผู้แทนชุมชน  7  ชุมชนริมคลอง   โดยมีผู้อำนวยการเขตห้วยขวางเป็นประธานคณะทำงานฯ    ซึ่งคณะทำ งานฯ ชุดนี้จะมีการประชุมกันเดือนละ 1 ครั้ง  เริ่มประชุมครั้งแรกในช่วงปลายเดือนสิงหาคมที่ผ่านมาที่สำนักงานเขตห้วยขวาง  หลังจากนั้นคณะทำงานฯ ได้จัดทำแผนงานชี้แจงและประชาสัมพันธ์เพื่อทำความเข้าใจกับชาวบ้านที่ได้รับผลกระทบ  รวมทั้งการลงพื้นที่เพื่อสำรวจแนวคลองทั้ง 7 ชุมชน   ซึ่งประกอบด้วย   ชุมชนซอยลาดพร้าว 45,  ชุมชนร่วมใจพิบูล 2,  ชุมชนซอยลาดพร้าว  80,  ชุมชนประชาอุทิศ,  ชุมชนหลังสมาคมโรงเรียนไทย-ญี่ปุ่น,  ชุมชนบึงพระราม 9  และชุมชนบึงพระราม 9 พัฒนา

                นายสุชีพ  อารีประชาภิรมย์  ผู้อำนวยการเขตห้วยขวาง  กล่าวว่า   จากการสำรวจข้อมูลพบว่า  ในเขตห้วยขวางมี 7  ชุมชนริมคลองลาดพร้าวที่ได้รับผลกระทบ   จำนวนบ้านเรือน  770  หลัง  รวม  1,389  ครัวเรือน  และประชากรจำนวน  4,062 คน   โดยในช่วงเดือนกันยายนที่ผ่านมา  คณะทำงานฯ ได้เปิดเวทีประชาคมเพื่อชี้แจงสร้างความเข้าใจกับชาวบ้านไปแล้วทั้ง 7 ชุมชน  รวม 5 ครั้ง  มีผู้เข้าร่วมทั้งหมด  1,044 คน   ซึ่งชาวบ้านส่วนใหญ่มีความเห็นว่าจะขออยู่ในที่ดินเดิม  และขอจัดรูปแบบที่อยู่อาศัยตามโครงการบ้านมั่นคงของสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน

                “นอกจากนี้ในช่วงเดือนตุลาคมที่ผ่านมา  คณะทำงานยังได้ลงสำรวจแนวความกว้างของคลองทั้ง 7 ชุมชน  เพื่อให้รู้ว่าแต่ละชุมชนมีความกว้างของคลองเท่าไหร่   หลังจากนั้นจะนำข้อมูลจากทั้ง 7 ชุมชนไปเสนอต่อสำนักการระบายน้ำ  เพื่อพิจารณากำหนดแนวก่อสร้างเขื่อนของแต่ละชุมชน   เพราะแต่ละชุมชนก็มีความกว้างของคลองไม่เท่ากัน   ซึ่งการทำโครงการนี้ถือว่าเป็นการแปรวิกฤตให้เป็นโอกาส   เพราะเขตห้วยขวางถือว่าเป็นย่านเศรษฐกิจ  เป็นทำเลทอง   ชาวบ้านจะได้ปรับปรุงที่อยู่อาศัยใหม่ให้มั่นคง  มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น”  ผอ.เขตห้วยขวางกล่าว

จำรัส  กลิ่นอุบล  แกนนำเครือข่ายชุมชนริมคลองลาดพร้าวเขตห้วยขวาง  กล่าวว่า  ชุมชนริมคลองลาดพร้าวทั้ง 7 ชุมชน  ได้มีการประสานการทำงานร่วมกันมาตั้งแต่ปี 2556  เพื่อจัดทำโครงการฟื้นฟูลำคลอง  การอนุรักษ์ประเพณีและวัฒนธรรม  และการท่องเที่ยววิถีชุมชน  เมื่อทางรัฐบาลมีนโยบายสร้างเขื่อนป้องกันน้ำท่วมในคลองลาดพร้าว และมีการจัดตั้งคณะทำงานระดับเขตเพื่อแก้ไขปัญหาที่อยู่อาศัยชุมชนริมคลองลาดพร้าวเขตห้วยขวางขึ้นมา  แกนนำชุมชนริมคลองในเขตห้วยขวางจึงได้เข้าร่วมเป็นคณะทำงานฯ ด้วย 

“ที่ผ่านมาคณะทำงานฯ ได้ทำงานร่วมกันอย่างต่อเนื่อง  มีการจัดประชุมร่วมกันทุกเดือนเพื่อรายงานสถานการณ์ในพื้นที่  มีการเสนอปัญหา  ให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องชี้แจงข้อสงสัย  และช่วยกันเสนอแนวทางในการแก้ไข  รวมทั้งมีการจัดเวทีประชาคมเพื่อชี้แจงโครงการและรับฟังความเห็นของชาวบ้านในชุมชน  ทำให้ชุมชนได้มีส่วนร่วม  โดยเฉพาะเรื่องการสร้างเขื่อนในคลอง  ชุมชนได้ร่วมกับคณะทำงานฯ สำรวจแนวคลอง  และเสนอความเห็นเรื่องความกว้างของแนวคลองที่จะสร้างเขื่อน  ซึ่งหากชาวบ้านสามารถอยู่ในชุมชนเดิมได้  ชาวบ้านก็ต้องเข้าร่วมโครงการบ้านมั่นคงอย่างแน่นอน”  แกนนำเครือข่ายฯ กล่าว

               จสอ.ชัยชาญ  ศรีศักดิ์  หัวหน้าชุดทหารคสช.ในพื้นที่เขตห้วยขวาง  ซึ่งเข้าร่วมการสำรวจแนวคลองลาดพร้าว  กล่าวว่า  การจัดตั้งคณะทำงานระดับเขตฯ เป็นเรื่องที่ดี   เพราะทำให้มีการประชุมร่วมกัน   ทำให้รับรู้ปัญหาต่างๆ โดยเฉพาะปัญหาเรื่องที่อยู่อาศัยของชาวบ้าน   แล้วหาแนวทางในการแก้ไข  ซึ่งหากทางรัฐบาลมีโครงการบ้านมั่นคงรองรับชาวบ้านก็เป็นเรื่องที่ดี  ทำให้ชาวบ้านอยู่ในที่เดิมได้   ไม่ต้องถูกไล่รื้อไปอยู่ที่อื่น

                “ตอนแรกที่ยังไม่มีคณะทำงานฯ เวลาตรวจเยี่ยมชุมชน  ชาวบ้านก็จะถามเพราะไม่รู้รายละเอียดและกลัวเรื่องการรื้อย้ายชุมชน  แต่เราก็ตอบไม่ได้  แต่เมื่อได้ประชุมร่วมกันและมีความเข้าใจโครงการแล้ว  ทหารก็ได้ช่วยประชาสัมพันธ์ชี้แจงกับชาวบ้านตามชุมชนต่างๆ ว่า  โครงการนี้รัฐบาลเอาจริงแน่   เพราะเป็นนโยบายของรัฐบาล  ดังนั้นชาวบ้านก็จะต้องเตรียมตัว  เช่น  การจัดตั้งกลุ่มออมทรัพย์เพื่อทำบ้านมั่นคง  และหากการก่อสร้างเขื่อนแล้วเสร็จก็จะทำให้การระบายน้ำเป็นระบบ  เป็นการป้องกันน้ำท่วม  หากชาวบ้านจะพัฒนาเรื่องการท่องเที่ยวหรือการเดินเรือในคลองก็สามารถทำได้เพราะมีแนวเขื่อนกั้นแล้ว   แต่ถ้าไม่มีเขื่อน   หากเอาเรือมาวิ่งก็จะทำให้บ้านเรือนริมคลองพังเสียหายจากคลื่นในคลองได้”  หัวหน้าชุดคสช.ในพื้นที่กล่าว

                นายสยาม  นนท์คำจันทร์  ผู้จัดการสำนักงานภาคกรุงเทพฯ และปริมณฑล  พอช.  กล่าวว่า   พอช.สนับสนุนให้ชาวบ้านจัดทำโครงการบ้านมั่นคง  โดยการให้สินเชื่อเพื่อก่อสร้างบ้านจำนวน 95ของเงินออมชาวบ้าน  จากเดิมที่เคยอนุมัติจำนวน 90 %   เนื่องจากโครงการบ้านมั่นคงริมคลองเป็นโครงการเร่งด่วน  โดยชาวบ้านจะต้องจัดตั้งกลุ่มออมทรัพย์  แล้วออมให้ได้อย่างน้อย 5 % ของวงเงินกู้ที่จะใช้สร้างบ้าน  จากนั้นจึงเสนอใช้สินเชื่อจาก พอช.ได้   ส่วนเรื่องการเช่าที่ดินกรมธนารักษ์ก็พร้อมที่จะให้ชาวบ้านทำสัญญาเช่าในราคาถูก  ระยะเวลา 30 ปี  หรือหากที่ดินเดิมไม่พอก็อาจจะหาที่ดินใหม่ในรัศมี 5-10 กิโลเมตรจากชุมชนเดิม  หรือหาที่อยู่อาศัยของการเคหะฯ รองรับ

                “ชาวบ้านต้องออมเงินเป็นระยะเวลาไม่น้อยกว่า 6 เดือนจึงจะทำโครงการบ้านมั่นคงได้  เพราะต้องมีกระบวนการต่างๆ  เช่น  การสำรวจข้อมูล  ทำผังชุมชน  ออกแบบบ้าน   จากนั้นจึงเสนอขอใช้สินเชื่อ  และเมื่อ พอช.อนุมัติสินเชื่อแล้ว  ชาวบ้านจึงสร้างบ้านมั่นคงได้”  นายสยามชี้แจงกระบวนการบ้านมั่นคง

แนวทางการพัฒนาชุมชนและเสียงจากคนริมคลอง

นายสำเนียง   บุญลือ   ประธานชุมชนร่วมใจพิบูล 2  บอกว่า  ชุมชนของตนมีบ้านเรือนทั้งหมด 245 หลัง  ประชากรทั้งหมดประมาณ 1,200 คน  มีพื้นที่ริมคลองยาวประมาณ  1,200 เมตร  และจากการสำรวจวัดความกว้างของคลองมีความกว้างตั้งแต่ 20-25 เมตร  หากทางสำนักการระบายน้ำจะสร้างเขื่อนขนาดความกว้างของคลอง 38 เมตร  ชาวบ้านก็จะอยู่ไม่ได้  เพราะพื้นที่ของชุมชนและคลองรวมกันยังกว้างไม่ถึง 38 เมตร  ดังนั้นชุมชนร่วมใจพิบูล 2  จะเสนอความเห็นต่อคณะทำงานระดับเขตฯ ว่าชุมชนเสนอความกว้างของเขื่อนที่  20-25  เมตร  เพื่อให้ชาวบ้านสามารถอยู่ในที่เดิมได้  และพร้อมที่จะจัดทำโครงการบ้านมั่นคง  โดยในขณะนี้อยู่ในระหว่างการเตรียมการจัดตั้งกลุ่มออมทรัพย์เพื่อที่อยู่อาศัยขึ้นมา

“ชาวบ้านส่วนใหญ่ไม่ได้ขัดขวางโครงการก่อสร้างเขื่อน  แต่ยังไม่มั่นใจเรื่องที่อยู่อาศัยว่าชาวบ้านจะอยู่ในที่เดิมได้หรือเปล่า  เพราะเรื่องความกว้างของเขื่อนยังไม่ชัดเจน  แต่หากอยู่ในที่เดิมได้  เราก็จะทำเรื่องบ้านมั่นคง  ทำถนนเลียบคลอง  การเดินเรือในคลอง  รวมทั้งทำเรื่องการท่องเที่ยววิถีชุมชนด้วย”  ประธานชุมชนร่วมใจพิบูล 2 กล่าว

นางพวงผกา  จันทร์หิรัญ   แกนนำชุมชนประชาอุทิศ  กล่าวว่า  ชาวบ้านในชุมชนต่างก็รับรู้โครงการสร้างเขื่อนป้องกันน้ำท่วมของทางราชการแล้ว  เพราะได้มีการจัดเวทีประชาคมไปเมื่อเร็วๆ นี้  นอกจากนี้ชาวบ้านก็ได้เริ่มจัดตั้งกลุ่มออมทรัพย์ขึ้นมา  มีสมาชิกประมาณ 140 ราย  ออมกันเดือนละ 200 บาท  แต่ในเดือนพฤศจิกายนนี้จะเพิ่มเป็นเดือนละ  500 บาท  เพื่อให้แต่ละครอบครัวได้สะสมเงินออมมากขึ้น  จะได้เพิ่มวงเงินสะสมให้ถึง 5 % ของวงเงินที่จะกู้จาก พอช.เพื่อก่อสร้างบ้านมั่นคง

“เรื่องการรื้อบ้าน  ย้ายบ้าน  ความจริงแล้วก็ไม่ใครอยากจะรื้อหรอก  แต่ชาวบ้านเห็นว่าเป็นโครงการของรัฐบาล  และพวกเราก็อยู่ในที่ดินของหลวงมานานแล้ว  ดังนั้นถ้าจะให้รื้อบ้านเพื่อสร้างเขื่อนป้องกันน้ำท่วม  แล้วชาวบ้านยังสามารถอยู่ในที่เดิมได้  พวกเราก็ยินดีให้ความร่วมมือ”  แกนนำชุมชนประชาอุทิศกล่าวและว่า  หากมีการจัดทำบ้านมั่นคงในชุมชนก็จะต้องมีการจัดระบบสาธารณูปโภคใหม่  เช่น  มีการจัดทำระบบบำบัดน้ำเสียในชุมชนก่อนทิ้งลงคลอง  การจัดการขยะ  ไม่ทิ้งขยะลงในคลอง  เป็นการช่วยกันฟื้นฟูคลอง 

จำรัส  กลิ่นอุบล  กล่าวเสริมว่า  เครือข่ายชุมชนริมคลองลาดพร้าวทั้ง 7 ชุมชน  รวมทั้งชุมชนริมคลองบางซื่อ (ซอยลาดพร้าว 34-46) ซึ่งมีลำคลองเชื่อมกัน  ได้มีการประสานการทำงานร่วมกันมาตั้งแต่ปี 2556  เพื่อจัดทำโครงการฟื้นฟูลำคลอง  การอนุรักษ์ประเพณีและวัฒนธรรม  และการท่องเที่ยววิถีชุมชน  โดยมีอาจารย์จากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์เป็นที่ปรึกษา  ใช้ชื่อว่า “โครงการวิถีชุมชนตามแนวทางเศรษฐกิจพอเพียง”  โดยจะให้แต่ละชุมชนได้ศึกษาและจัดทำอัตลักษณ์ของชุมชนว่า  ชุมชนใดมีจุดเด่นอย่างไร  เพื่อนำมาใช้ในการประชาสัมพันธ์ชุมชน  เช่น  ชุมชนร่วมใจพิบูล 2 มีอาชีพแกะสลักไม้เป็นจุดเด่น  ชุมชนลาดพร้าวซอย 45  มีการอนุรักษ์ประเพณีการแห่เทียนเข้าพรรษาทางเรือ  ส่วนคลองบางซื่อก็มีทิวทัศน์ร่มรื่น   มีต้นไม้ใหญ่เรียงรายตามแนวคลองเหมือนเป็นอะเมซอนของกรุงเทพฯ 

“นอกจากนี้เราก็ยังมีแผนงานที่จะเดินเรือในคลอง  ซึ่งเมื่อก่อนก็เคยมีการเดินเรือจากสะพานใหม่ไปยังคลองพระโขนง  แต่เป็นการเดินเรือโดยบริษัทเอกชน  ชุมชนไม่มีส่วนร่วม  แถมยังได้รับผลกระทบเพราะเรือวิ่งเร็ว  เสียงดัง  คลื่นไปกระแทกกับบ้านเรือน  ทำให้ชาวบ้านเดือดร้อน  แต่โครงการที่เราจะทำนี้เราจะให้ชุมชนมีส่วนร่วม  รู้ว่าเราจะทำอะไร  เพื่ออะไร  ชาวบ้านจะได้อะไร  เพื่อสร้างความเข้าใจและพัฒนาคลองร่วมกัน”  แกนนำเครือข่ายฯ คลองลาดพร้าวขยายรายละเอียด

เขาบอกอีกว่า  ที่ผ่านมาทางเครือข่ายฯ ได้ร่วมกับตัวแทนบริษัทท่องเที่ยวและสมาคมเดินเรือไทย  นำคณะสำรวจเส้นทางเดินเรือและศักยภาพการท่องเที่ยววิถีชุมชน  ซึ่งผลการสำรวจพบว่ามีความเป็นไปได้สูง  โดยเฉพาะการเดินเรือเชื่อมกับเส้นทางรถไฟฟ้าที่จะก่อสร้างในถนนลาดพร้าว  จุดเริ่มต้นอาจจะเริ่มจากท่าเรือสะพานใหม่ลงมาในคลองบางบัว-คลองลาดพร้าว-สะพานสอง-พระราม 9  แล้วไปเชื่อมกับคลองแสนแสบ  นอกจากนี้เครือข่ายฯ ยังมีแผนการจัดทำตลาดน้ำบริเวณชุมชนร่วมใจพิบูล 2  และในคลองบางซื่อด้วย  หรือหากการก่อสร้างเขื่อนป้องกันน้ำท่วมแล้วเสร็จ  และมีการก่อสร้างทางเดินเลียบคลองก็สามารถใช้ทางเดินเป็นไบค์เลนเพื่อขี่จักรยานท่องเที่ยวชุมชนได้ด้วย

klong 1258 6 5ส่วนการฟื้นฟูสิ่งแวดล้อมในลำคลองนั้น  จำรัสกล่าวว่า  ที่ผ่านมาชุมชนได้ทำแนวดักขยะในคลอง  และมีแผนงานที่จะทำระบบบำบัดน้ำเสียในชุมชนด้วย  แต่หากท่อระบายน้ำทิ้งของ กทม.ยังปล่อยลงคลองโดยไม่มีการบำบัดเหมือนอย่างทุกวันนี้  การบำบัดน้ำเสียเฉพาะในชุมชนก็คงจะมีผลไม่มากนัก  และจะโทษชุมชนไม่ได้เพราะชุมชนริมคลองเป็นเพียงปลายทาง   ดังนั้นทั้งชุมชนริมคลอง   ทั้งกทม.  รวมทั้งคนกรุงเทพฯ ก็จะต้องร่วมกันแก้ไขปัญหาน้ำเสียด้วย  ไม่ใช่สร้างเขื่อนเพื่อป้องกันน้ำท่วมอย่างเดียว  แต่น้ำในคลองยังเน่าเหม็น  จะใช้ประโยชน์หรือฟื้นฟูให้เป็นเวนิสตะวันออกก็คงเป็นไปได้ยาก...

นี่คือแนวคิดและแนวทางการพัฒนาคลองของเครือข่ายชุมชนริมคลองลาดพร้าวเขตห้วยขวาง  แม้ว่าแนวคิดและโครงการต่างๆ เพิ่งจะเริ่มต้นก็ตาม  แต่การมีเวทีโดยมีการจัดตั้งคณะทำงานระดับเขตเพื่อแก้ไขปัญหาที่อยู่อาศัยฯ ก็เป็นช่องทางให้ชุมชนต่างๆ ได้เข้ามาทำงานร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง  เพื่อหาแนวทางแก้ไขปัญหาและพัฒนาชุมชนริมคลองร่วมกัน  ถือเป็นโมเดลหรือต้นแบบที่พี่น้องชาวชุมชนริมคลองต่างๆ สามารถนำไปปรับใช้ได้...!!

แบ่งปัน
Submit to FacebookSubmit to Google PlusSubmit to Twitter