playlists faocebook CODINew icon_tw Intranet mail
ภาษาไทย english หน้าหลัก

จากการที่สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน หรือ พอช. ใช้งบประมาณ 80 ล้านบาทดำเนินโครงการสวัสดิการผู้สูงอายุ เพื่อพัฒนาระบบสวัสดิการผู้สูงอายุใน 76 จังหวัด โดยสนับสนุนจังหวัดละ 1 ล้านบาท ให้ผู้สูงอายุเป็นแกนหลักในการคิดกำหนด ตัดสินใจร่วมบริหารจัดการ สวัสดิการผู้สูงอายุกันเองแล้วให้กลไกพัฒนาอื่น ๆ ในท้องถิ่นร่วมสนับสนุน จังหวัดกระบี่ก็เป็นจังหวัดหนึ่งที่ผ่านกระบวนการจัดทำโครงการจนเกิดแนวทาง การดำเนินงานร่วมกัน โดยมีแนวคิดหรือมีปรัชญาร่วมกันคือ ไม่ให้แบ่ง ไม่ให้สูญ ต้องถึงมือผู้สูงอายุ

กระบวนการของเครือข่ายผู้สูงอายุ จังหวัดกระบี่

องค์กรผู้สูง อายุจังหวัดกระบี่มาจากผู้แทนผู้สูงอายุ ทั้ง 8 อำเภอ ซึ่งมีความหมายหลากหลายขององค์กร มีทั้งตัวแทนที่มาจากเครือข่ายองค์กรชุมชน ชมรมผู้สูงอายุ กลุ่มศิลปวัฒนธรรม ภูมิปัญญา พื้นบ้าน เช่น ลิเกป่า มโนราห์ ตะลุง จักสาน เป็นต้น ผู้นำผู้สูงอายุที่เข้ามาร่วมขบวนการ ส่วนใหญ่จะเป็นผู้ที่เคารพนับถือของผู้อื่น เช่น เคยรับราชการ กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน หรือเป็นผู้ที่ชุมชนนับถือ มีความเสียสละ ซื่อสัตย์ เป็นตัวอย่างของชุมชน แล้วรวมตัวกันเป็นคณะกรรมการผู้สูงอายุระดับจังหวัด โดยมีหน่วยงานท้องถิ่น เช่น ประชาสงเคราะห์ สาธารณะสุข และ อบต. ตลอดจนคณะประสานงานพัฒนาองค์กรชุมชน จังหวัดกระบี่เป็นที่ปรึกษา (ดูผังประกอบ) โดยเงินจำนวน 1 ล้านบาทนั้น มีการแบ่งเป็น 3 ส่วน คือ นำไปซื้อสวนปาล์ม 850,000 บาท จัดเป็นสวัสดิการผู้สูงอายุยากไร้ 100,000 บาท และเป็นค่าบริหารจัดการ 50,000 บาท

ทำไมต้องสวนปาล์ม

เหตุผลการตัดสินใจของผู้สูงอายุที่นำเงินไปซื้อสวนปาล์มก็เนื่องจากวิถีชีวิต สภาพพื้นที่ความเป็นอยู่ของผู้คนชาวกระบี่ส่วนใหญ่จะคุ้นเคยถนัดการทำสวน อีกทั้งมีบางส่วนเป็นมุสลิม ซึ่งการที่จะนำเงินกองทุนไปปล่อยกู้คิดดอกเบี้ยเป็นการขัดต่อคำสั่งสอนของ ศาสนาอิสลาม ดังนั้นเพื่อความสบายใจทั้งชาวพุทธและมุสลิม และสามารถนำไปสู่การจัดการกองทุนที่ยั่งยืน จึงตัดสินใจซื้อสวนปาล์ม โดยที่ผู้สูงอายุทั้งจังหวัดเป็นเจ้าของร่วมกัน และดอกผลที่เกิดจากการจัดการก็นำมาจัดสวัสดิการร่วมกัน

ชาวจังหวัด กระบี่บอกว่า การทำสวนเป็นความคุ้นเคย ไม่ว่าจะเป็นสวนยางพาราหรือสวนปาล์มซึ่งมีจุดอ่อนจุดแข็งแตกต่างกันไป แล้วแต่จะตัดสินใจ ชาวกระบี่ชอบสวนปาล์มเพราะจังหวัดกระบี่ฝนตกชุก ปาล์มเก็บเกี่ยวเดือนละ 2 ครั้ง ซึ่งจะใช้วิธีการลงแขก ถือว่าเป็นเวทีในการพบปะกันได้ด้วย

หลักเกณฑ์การคัดเลือกสวนปาล์ม

ผู้สูงอายุพูดว่า "สวนปาล์มเราทำกันมานานแล้ว เราจะรู้ว่าปาล์ม ต้นขนาดไหน ตัดได้ ตัดอย่างไร ราคาขึ้นลงช่วงไหน" ดังนั้นในการซื้อสวนปาล์ม จึงกำหนดหลักเกณฑ์ ร่วมกันว่า จะต้องเป็นสวนปาล์มที่พร้อมเก็บเกี่ยวอายุ 4-7 ปี ที่มีโฉนด หรือ นส. 3 สวนควรอยู่ติดถนนการคมนาคมสะดวก ต้นปาล์มพันธุ์ สมบูรณ์ ดินดี และในการซื้อจะไม่มีนายหน้า

สวนปาล์ม ที่เลือกมีเนื้อที่ 20 ไร่ 63 ตารางวา ราคา 850,000 บาท ตั้งอยู่ที่ ตำบล ห้วยน้ำขวง อำเภอคลองท่อม สวนอายุ 4 ปี พร้อมเก็บเกี่ยวผลผลิตได้เลย ปาล์มเริ่มเก็บเกี่ยวได้ตั้งแต่อายุได้ 4 ปี จนถึง 30 ปี ผลผลิตสูงสุดจะอยู่ที่อายุประมาณ 8-15 ปี สามารถเก็บผลผลิตได้เฉลี่ยต่อปีประมาณ 4.5-6 ตัน / ไร่ ปาล์มอายุ 4-8 และ 15-30 ปี จะมีผลผลิตใกล้เคียงกันและเป็นที่ต้องการของงตลาด ใน 1 ปี ปาล์มจะให้ผลผลิตสูงสุดช่วงเดือน มี.ค. ? ส.ค. จึงทำให้ในช่วงนี้ผลผลิตจะล้นตลาด ราคาก็จะลดต่ำลงอยู่ที่ประมาณ ก.ก.ละ 2 - 2.5 บาท แต่พอถึงช่วงเดือน ต.ค. ? ธ.ค. ผลผลิตจะน้อย ราคาตลาดก็จะสูงขึ้น อาจจะสูงถึง 4-4.5 บาท แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นราคาที่ว่ามาก็ยังไม่แน่นอน เพราะขึ้นอยู่กับความต้องการของตลาดโลก ผลปาล์มที่เราเคยเห็นนั้น ผิวหรือเปลือกดำ น้ำตาล จะนำไปสกัดน้ำมันเป็นน้ำมันปาล์ม ส่วนเมล็ดในจะนำไปสกัดเป็นส่วนผสมของสบู่ โลชั่น ยาสระผม เป็นต้น

การ เก็บเกี่ยวแต่ละครั้งจะใช้การลงแขก คือการเกณฑ์ตัวแทนแต่ละอำเภอมาร่วมกันตัด เพราะจะตัด 15 วัน/ครั้ง ถือว่าเป็นการประชุมพูดคุยที่เกิดความอบอุ่นที่ได้เจอเพื่อนรุ่นราวคราว เดียวกัน เงินที่ขายได้จะอยู่ในรูปเช็คที่ต้องนำไปเข้าธนาคาร ซึ่งเท่ากับว่าผู้รับผิดจะไม่มีโอกาสรับตัวเงินเลย นี่คิดความโปร่งใส

แนวคิดการจัดการกองทุนที่ยั่งยืนในอนาคต

ผู้สูงอายุ เล่าให้ฟังว่า เงิน 1 ล้านบาท ถ้าใช้ไม่ดีก็จะหมดลงไปในพริบตา เราจึงต้องบริหารให้ดี และต้องหาเพิ่มด้วย ซึ่งของกระบี่เราทำพร้อมกันหลายอย่าง คือ

การจัดสรรรายได้หรือดอกผลที่เกิดจากสวนปาล์ม ประมาณการรายได้หลังหัก ค่าใช้จ่าย แบ่งเป็น 4 ส่วนดังนี้ นำไปจัดสวัสดิการช่วยเหลือผู้สูงอายุที่ยากไร้ 30% บำรุงสวน/ดำเนินงาน 30% ค่าบริหารจัดการ 20% สมทบเข้ากองทุน 20% (กองทุน 1 ล้าน)
วางแผนการหางบประมาณมาสมทบให้โตขึ้น เพื่อการจัดสวัสดิการที่ต่อเนื่องทั่วถึง ตรงตามความต้องการ และเชื่อมโยงสู่สวัสดิการอื่น ๆ เช่น ทำผ้าป่าในจังหวัด ขอสมทบจากเครือข่ายองค์กรชุมชน หน่วยงานท้องถิ่นทั้งภาครัฐและเอกชน ตลอดจนเชื่อมร้อยกับกองทุนต่าง ๆ ที่มีอยู่ในจังหวัด
เปิดเวทีแลกเปลี่ยนความคิดเห็น ทำความเข้าใจ ประชาสัมพันธ์ร่วมเรียนรู้ประสบการณ์การทำงานระหว่างอำเภอ จังหวัด ภาค
ขยายสวนกองทุนผู้สูงอายุให้มีทุกอำเภอในอนาคต
และ เพื่อให้สอดคล้องกับหลักการที่ว่า สวนปาล์มที่ซื้อนั้น ผู้สูงอายุทั้งจังหวัดเป็นเจ้าของร่วมกัน คณะกรรมการผู้สูงอายุ ใช้วิธียื่นจดทะเบียนเป็นนิติบุคคล เพื่อซื้อสวนปาล์ม ในนาม สมาคมเครือข่ายสวัสดิการผู้สูงอายุ จังหวัดกระบี่

การจัดสวัสดิการผู้สูงอายุที่ยากไร้

โดย จัดสรรงบประมาณ ไว้จำนวน 100,000 บาท ซึ่งในการดำเนินงานนั้นคณะกรรมการฯ แต่ละอำเภอจะลงสำรวจผู้สูงอายุที่ยากไร้และถูกทอดทิ้งในแต่ละอำเภอ แล้วเสนอมาที่ระดับจังหวัด ซึ่งมีการวางแผนจัดสรรการช่วยเหลือปีแรกใน 8 อำเภอไว้ 250 คน ๆ ละ 400 บาท แบ่งเป็นอำเภอละ 30 คน ยกเว้นอำเภอเมืองที่มีจำนวนประชากรมากกว่าอำเภออื่น ๆ จะเป็น 40 คนในการดำเนินงานนั้นมีปณิธานแน่วแน่ว่าจะคัดเลือกจากผู้ทุกข์ยากจริง ๆ โดยมีหลักเกณฑ์ ว่าเป็นผู้สูงอายุที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไป ที่เป็นผู้ยากไร้หรือพิการ และยังไม่ได้รับการช่วยเหลือจากหน่วยงานใด ๆ ถูกทอดทิ้ง (ทั้งที่เป็นและไม่เป็นสมาชิกของเครือข่าย) นี่คือ บทบาทของผู้สูงอายุจังหวัดกระบี่ ที่ใช้ภูมิปัญญาบริหารเงิน 1 ล้านบาท ให้ ยั่งยืนเป็นการจัดการสวัสดิการโดยผู้สูงอายุ เพื่อผู้สูงอายุอันแท้จริง ซึ่งการดำเนินงานครั้งนี้ ผู้สูงอายุยังได้มีการเชื่อมโยงหน่วยงานและภาคีที่เกี่ยวข้องในท้องถิ่น ทั้งในแง่ความร่วมมือ และเม็ดเงิน ทรัพยากรที่มีอยู่ในท้องถิ่น ซึ่งหน่วยงานภาครัฐบาลเป็นผู้สนับสนุนการดำเนินงานของผู้สูงอายุ ได้แก่ องค์การบริหารส่วนตำบล สาธารณสุขอำเภอ นายอำเภอ ประชาสงเคราะห์จังหวัด นายกเทศมนตรี เป็นต้น

นอกจากนี้ การร่วมกันจัดสวัสดิการในครั้งนี้ ผู้สูงอายุยังได้มีโอกาสนำภูมิความรู้ ศิลปวัฒนธรรมกลับคืนสู่สังคม เช่น การแสดงมโนราห์ เป็นต้น ถ่ายทอดสู่ลูกหลาน สร้างความสัมพันธ์ระหว่างคน 2 วัย ให้เกิดขึ้นอีกครั้งหนึ่ง การจัดสวัสดิการผู้สูงอายุจังหวัดกระบี่ จึงน่าเป็นมิติใหม่ของการจัดสวัสดิการผู้สูงอายุ โดยผู้สูงอายุ เพื่อผู้สูงอายุอย่างแท้จริง

แบ่งปัน
Submit to FacebookSubmit to Google PlusSubmit to Twitter