playlists faocebook CODINew icon_tw Intranet mail
ภาษาไทย english หน้าหลัก

คลองลาดพร้าว / พอช.จับมือหน่วยงานภาคี  สำนักการระบายน้ำ กทม., สำนักงานเขต, กรมธนารักษ์, ทหาร ฯลฯ  ลงพื้นที่ชุมชนริมคลองเปิดเวทีชี้แจงแผนงาน “บ้านประชารัฐริมคลอง”  รองรับที่อยู่อาศัยประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากการจัดระเบียบชุมชนริมคลองและการสร้างเขื่อนระบายน้ำเพื่อป้องกันน้ำท่วม  ประเดิมเวทีที่ชุมชนหลังตลาดยิ่งเจริญและร่วมมิตรแรงศรัทธา  รวมทั้งชุมชนต่างๆ ที่ชาวบ้านยังไม่เข้าใจนโยบายรัฐบาล  เพื่อให้การรื้อย้ายและสร้างบ้านใหม่  43  ชุมชน  7,000 ครัวเรือน  แล้วเสร็จภายในสิ้นปี 2560

1.JPG
วันที่ 19 มิถุนายนที่ผ่านมา  ที่สโมสรยิ่งเจริญ  เขตบางเขน  กรุงเทพฯ  สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน)  ร่วมกับสำนักการระบายน้ำ กทม., สำนักงานเขตบางเขน, กรมธนารักษ์, กรมทหารราบที่ 11 รักษาพระองค์ และตัวแทนเครือข่ายพัฒนาสิ่งแวดล้อมและชุมชนคูคลอง  ได้จัดเวที “ชี้แจงการบริหารจัดการสิ่งก่อสร้างรุกล้ำคลองและการพัฒนาที่อยู่อาศัยชุมชนริมคลอง”  โดยมีชาวชุมชนหลังตลาดยิ่งเจริญเข้าร่วมเวทีประมาณ 200 คน

นายวิสุทธิ์  ธรรมวิริยะวงศ์  ผู้อำนวยการเขตบางเขน  กล่าวเปิดเวทีว่า  การจัดประชุมในวันนี้เพื่อชี้แจงนโยบายของรัฐบาลในการดูแลรักษาคลองเพื่อป้องกันน้ำท่วม  โดยจะมีการสร้างเขื่อนระบายน้ำในคลองลาดพร้าว  มีสำนักการระบายน้ำ  กทม.รับผิดชอบ  ขณะเดียวกันรัฐบาลก็มีโครงการ “บ้านประชารัฐริมคลอง”  เพื่อรองรับชาวบ้านที่ปลูกสร้างอยู่ในที่ดินริมคลองซึ่งเป็นที่ดินราชพัสดุโดยกรมธนารักษ์ดูแลอยู่  ทั้งนี้ชุมชนจะต้องมีตัวแทนหรือมีผู้นำชุมชนเพื่อมาสื่อสารระหว่างประชาชนกับภาครัฐ  และสร้างความเข้าใจว่าประชาชนจะเข้าร่วมนโยบายเรื่องบ้านประชารัฐริมคลองได้อย่างไร

2.JPG

ตัวแทนจากกรมทหารราบที่ 11 รักษาพระองค์  กล่าวว่า  โครงการนี้เป็นการแก้ไขปัญหาน้ำท่วมทั้งในระยะสั้นและระยะยาวของรัฐบาล  โดยรัฐบาลมีนโยบายจัดระเบียบชุมชนที่รุกล้ำคูคลอง   ทั้งนี้ชาวบ้านจะต้องเข้าใจว่า  สถานะของชาวบ้านเป็นผู้ที่รุกล้ำที่ดินราชพัสดุ  ซึ่งโครงการนี้จะช่วยให้ชาวบ้านได้เช่าที่ดินอย่างถูกต้อง  และสามารถอยู่ในชุมชนเดิมได้  โดยมีโครงการบ้านประชารัฐริมคลองรองรับ  หรือหากจะรวมกลุ่มกันไปอยู่บ้านเอื้ออาทรของการเคหะแห่งชาติ  หรือจัดหาที่ดินเพื่อสร้างบ้านใหม่ก็ได้  โดยสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชนหรือ พอช.จะดูแลชาวบ้านในเรื่องที่อยู่อาศัย

ตัวแทนจากกรมธนารักษ์  กล่าวว่า  ชุมชนหลังตลาดยิ่งเจริญมีความยาวตามแนวคลองประมาณ 400 เมตร  เมื่อหักลบพื้นที่ในแนวก่อสร้างเขื่อนออกแล้ว  ชุมชนนี้จะเหลือพื้นที่อยู่อาศัยเพื่อก่อสร้างบ้านและชุมชนใหม่ในที่ดินเดิมประมาณ  5 ไร่  ซึ่งชาวชุมชนจะต้องรวมตัวกันจัดตั้งสหกรณ์เคหสถาน  จำกัด  เพื่อเช่าที่ดินจากกรมธนารักษ์ในนามสหกรณ์ฯ ทั้งแปลง  ทั้งนี้กรมธนารักษ์จะมีมาตรการผ่อนผันให้ชาวชุมชนเช่าในเงื่อนไขที่ผ่อนปรน  เช่น  ลดอัตราค่าเช่า, ลดค่าธรรมเนียมการเช่า  และไม่คิดค่าเช่าย้อนหลัง

ตัวแทนจากสำนักการระบายน้ำ  กรุงเทพมหานคร  กล่าวว่า  สำนักการระบายน้ำได้กำหนดแนวก่อสร้างเขื่อนด้านบน (เขตสายไหม  บางเขน  ดอนเมือง  หลักสี่) ความกว้าง 38 เมตร  เพื่อประสิทธิภาพในการระบายน้ำป้องกันน้ำท่วมกรุงเทพฯ  โดยขณะนี้บริษัทรับเหมาได้เริ่มก่อสร้างเขื่อนในคลองลาดพร้างไปแล้ว 3 จุด  คือ  บริเวณหลังสหแพทย์คลินิก  เขตวังทองหลาง, บริเวณคลองหลุมไผ่   และศาลเจ้าพ่อสมบุญ  พหลโยธินซอย 54   โดยมีกำหนดก่อสร้างแล้วเสร็จภายในเดือนมิถุนายน  2562  รวมระยะทางทั้งหมดประมาณ  45 กิโลเมตร (รวมทั้งสองฝั่งคลอง) และในเดือนกรกฎาคมนี้จะเริ่มสร้างเขื่อนบริเวณรั้วริมคลองของกองทัพอากาศซึ่งอยู่ตรงข้ามกับชุมชนหลังตลาดยิ่งเจริญ  ความยาวเขื่อนช่วงนี้ประมาณ  500 เมตร  ซึ่งหากชุมชนหลังตลาดยิ่งเจริญรื้อย้ายบ้านแล้ว  บริษัทรับเหมาก็จะเข้าไปก่อสร้างเขื่อนได้ทันที

นายสยาม  นนท์คำจันทร์  ผู้อำนวยการศูนย์ปฏิบัติการที่อยู่อาศัยชุมชนริมคลอง (ศปก.ทชค.)  กล่าวว่า  ชุมชนหลังตลาดยิ่งเจริญเมื่อรื้อย้ายออกจากแนวก่อสร้างเขื่อนแล้วจะเหลือพื้นที่กว้างตลอดแนวคลองประมาณ  20 เมตร  ซึ่งมากกว่าชุมชนริมคลองในเขตห้วยขวางที่เหลือพื้นที่กว้างเพียง 12 เมตร  ดังนั้นชุมชนหลังตลาดยิ่งเจริญจึงสามารถรื้อย้ายแล้วปรับปรุงเพื่อสร้างบ้านใหม่ในที่ดินเดิมได้

“หน่วยงานรัฐทั้ง พอช.  กทม.  กรมธนารักษ์  และทหาร  ได้รับนโยบายจากรัฐบาลให้ดูแลพี่น้องที่ได้รับผลกระทบให้ดีที่สุด  ดังนั้นจึงมีโครงการบ้านมั่นคงหรือบ้านประชารัฐริมคลองขึ้นมา   โดยรัฐบาลจะสนับสนุนให้ชาวบ้านได้เช่าที่ดินอย่างถูกต้องในระยะยาว, สนับสนุนงบประมาณด้านที่อยู่อาศัย ซึ่งโครงการนี้สนับสนุนมากกว่าโครงการที่ผ่านมา  และสนับสนุนด้านการพัฒนาคุณภาพชีวิต  เช่น  เรื่องสิ่งแวดล้อม  เรื่องสวัสดิการชุมชน”  นายสยามกล่าว

3.JPG

ส่วนงบประมาณในการช่วยเหลือด้านที่อยู่อาศัยนั้น   นายสยามชี้แจงว่า  1.งบพัฒนาระบบสาธารณูปโภค  เช่น  ระบบประปา  ไฟฟ้า  ถนน  ทางเดินในชุมชน ฯลฯ  เป็นงบประมาณรวมให้กับชุมชน  จำนวน  50,000 บาทต่อครัวเรือน  2.งบอุดหนุนก่อสร้างบ้าน  จำนวน 25,000 บาทต่อครัวเรือน    และ 3.งบอุดหนุนผู้ที่ได้รับผลกระทบ  จำนวน  72,000 บาทต่อครัวเรือน (ในจำนวนนี้เป็นงบอุดหนุนค่าเช่าบ้านระหว่างรื้อย้าย-ก่อสร้างบ้าน  เดือนละ 3,000 บาท  ระยะเวลา 6 เดือน)  ซึ่งงบประมาณทั้งหมดนี้รวมเป็นงบช่วยเหลือครัวเรือนละ  147,000 บาท  ซึ่งหากชุมชนใดจะย้ายไปอยู่บ้านเอื้ออาทรหรือจัดซื้อที่ดินใหม่ก็สามารถนำเงินจำนวนนี้ไปเป็นส่วนลดภาระของแต่ละครัวเรือนได้  ครัวเรือนละ 147,000 บาท 

ส่วนชุมชนที่จะสร้างบ้านใหม่ในชุมชนเดิมนั้น  นายสยามกล่าวว่า  ชุมชนจะต้องรวมตัวกันจัดตั้งกลุ่มออมทรัพย์  หลังจากนั้นจึงจดทะเบียนเป็นสหกรณ์เคหสถาน  จำกัด  เพื่อขอเช่าที่ดินจากกรมธนารักษ์  และจะต้องร่วมกันพิสูจน์สิทธิ์ชาวบ้านที่มีสิทธิ์อยู่อาศัยว่าเป็นผู้ที่อยู่อาศัยจริง  หากเป็นบ้านเช่าต้องอยู่อาศัยเกิน 5 ปี  หรือตามแต่ข้อตกลงของชาวชุมชน  เพื่อจะได้ทราบจำนวนครอบครัวที่แท้จริง  และนำไปสู่การออกแบบบ้าน  ออกแบบผังชุมชน เพื่อก่อสร้างบ้านใหม่ต่อไป

4.JPG

ส่วนสินเชื่อที่ พอช.จะสนับสนุนชาวบ้านเพื่อก่อสร้างบ้านใหม่นั้น  ไม่เกินครัวเรือนละ 300,000 บาท  ดอกเบี้ยร้อยละ 4 บาทต่อปี   ผ่อนส่งระยะเวลา 15 ปี  หรือ  180 งวด  ซึ่งในกรณีของชุมชนหลังตลาดยิ่งเจริญนี้  หากสร้างเป็นบ้านแถว 2 ชั้น  ขนาด 4 X 8 ตารางเมตร  ก็จะสามารถรองรับชาวบ้านได้ทั้งหมด  และหากกู้จำนวน  300,000 บาทก็จะผ่อนส่งประมาณเดือนละ  2,219 บาท

นางนภาพร  เกียรตินิยมรุ่ง  อายุ 51  อาชีพขายขนมหวานในตลาดยิ่งเจริญ  กล่าวว่า  ครอบครัวของตนมี 3 คน  ปลูกสร้างบ้านริมคลองมาตั้งแต่ปี 2538  อยากจะอยู่ที่เดิม  เพราะสะดวกในการค้าขายประกอบอาชีพ  หากหน่วยงานจะให้กู้เพื่อสร้างบ้านและผ่อนประมาณเดือนละ 2,000 บาทก็รับได้

สำหรับชุมชนหลังตลาดยิ่งเจริญถือว่าเป็นชุมชนที่มีสภาพเศรษฐกิจดี  เพราะตลาดยิ่งเจริญเป็นตลาดจำหน่ายอาหารและสินค้าต่างๆ ขนาดใหญ่  ชาวบ้านสร้างบ้านเรือนอยู่หลังตลาดตามแนวคลอง  มีสภาพแออัด  ส่วนใหญ่ค้าขายและรับจ้างอยู่ในตลาด  ชาวบ้านรุ่นแรกๆ อยู่อาศัยกันมานานประมาณ  50 ปี  ส่วนใหญ่อยากอยู่ในที่ดินเดิมเพราะสะดวกในการทำมาหากิน  จำนวนครัวเรือนปัจจุบันประมาณ 140  ครัวเรือน  ชาวบ้านยังไม่เคยรวมกลุ่มจัดตั้งกลุ่มออมทรัพย์  แต่มีความสนใจเพราะอยากอยู่ในที่ดินเดิม   โดยในวันที่  26 มิถุนายนนี้  ชาวบ้านจะร่วมกับ พอช.และภาคีเครือข่ายร่วมกันสำรวจข้อมูลชุมชน  เพื่อนำไปสู่การพิสูจน์ผู้ที่มีสิทธิ์อยู่อาศัย  และออกแบบบ้านและผังชุมชนต่อไป  ซึ่งหากเป็นไปตามแผนงาน  การรื้อย้ายและสร้างบ้านใหม่จะเริ่มได้ภายในช่วงสิ้นปีนี้

นอกจากการจัดเวทีหลังตลาดยิ่งเจริญในวันนี้แล้ว  พอช.และภาคีเครือข่ายยังได้จัดเวทีที่ชุมชนร่วมมิตรแรงศรัทธา  คลองลาดพร้าว (คลองถนน)  เขตดอนเมือง  โดยได้ข้อสรุปว่า  ชุมชนร่วมมิตรฯ มีทั้งหมด  365 ครัวเรือน  มีชาวบ้านยืนยันสิทธิ์ที่อยู่อาศัยรวม 249 ครัวเรือน  ไม่แสดงความประสงค์ในการอยู่อาศัย  94  ครัวเรือน  ต้องการจัดหาที่ดินใหม่ประมาณ  10  กว่าราย  และต้องการย้ายกลับภูมิลำเนาเดิม 14 ราย 

5.JPG

อย่างไรก็ตาม  นอกจากเวทีดังกล่าวแล้ว ในชุมชนต่างๆ ที่ชาวบ้านยังไม่ได้รับข้อมูลที่ชัดเจนเรื่องแผนงานรองรับที่อยู่อาศัย  พอช.และหน่วยงานภาคีก็จะลงไปจัดเวทีเพื่อสร้างความเข้าใจต่อไป  เพื่อให้สอดคล้องกับแผนงานของกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ที่ปรับแผนรองรับที่อยู่อาศัยชุมชนริมคลองลาดพร้าวและคลองเปรมประชากร  รวม  43 ชุมชน  ประมาณ  7,000 ครัวเรือน  จากเดิม  3 ปีให้แล้วเสร็จภายใน 1 ปี 6 เดือน  หรือภายในสิ้นปี 2560  นี้   โดยในปีนี้จะเริ่มก่อสร้างบ้านจำนวน 10 ชุมชน  เช่น  ศาลเจ้าพ่อสมบุญ, บางบัวร่วมใจพัฒนา (เชิงสะพานไม้ 2, วังหิน  และหลังกรมวิทย์ 

 

 

รายงานโดย สุวัฒน์ กิขุนทด

แบ่งปัน
Submit to FacebookSubmit to Google PlusSubmit to Twitter