playlists faocebook CODINew icon_tw Intranet mail
ภาษาไทย english หน้าหลัก

1.san_resize.jpg

ปัญหาความยากจนและการขาดแคลนที่อยู่อาศัยเป็นปัญหาที่เรื้อรังมานานของสังคมไทย   เพราะในขณะที่คนส่วนน้อยมีบ้านหลังที่สอง  เช่น  มีบ้านพักตากอากาศที่หัวหิน   เชียงใหม่  เขาใหญ่  วังน้ำเขียว  ฯลฯ  แต่ประชากรส่วนใหญ่ของประเทศยังขาดแคลนที่อยู่อาศัย   ข้อมูลที่สำรวจโดยสำนักงานสถิติแห่งชาติในปี 2556  ระบุว่า  ประเทศไทยมีครัวเรือนทั้งหมดประมาณ  20 ล้านครัวเรือน   มีกรรมสิทธิ์ในที่อยู่อาศัยประมาณ  15.5  ล้านครัวเรือน   ไม่มีกรรมสิทธิ์ในที่อยู่อาศัยประมาณ  4.6 ล้านครัวเรือน   ดังนั้นประชากรในกลุ่มนี้จึงต้องเช่าที่พักอาศัย  หรืออาศัยอยู่กับญาติพี่น้อง  และจำนวนไม่น้อยต้องบุกรุกที่ดินของรัฐและเอกชนเพื่ออยู่อาศัย

“ที่ดินริมคลอง” ในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑล  เป็นพื้นที่แห่งหนึ่งที่มีประชาชนเข้าไปบุกเบิกปลูกสร้างที่อยู่อาศัยมายาวนานหลายสิบปี  เช่น  ที่ดินริมคลองเปรมประชากร, คลองลาดพร้าว, คลองบางซื่อ  ฯลฯ  คลองเหล่านี้ขุดขึ้นมาตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 5  เพื่อการชลประทานเพาะปลูกข้าวและเป็นเส้นทางสัญจร   แต่เมื่อบ้านเมืองเจริญขึ้น  มีถนนมาแทนที่คลอง  ที่นาริมคลองจึงกลายเป็นที่ดินจัดสรรหรือเป็นหมู่บ้าน  ชาวนาที่ไร้ที่ดินจึงต้องถอยร่นไปหาที่ว่างริมตลิ่งคลองเพื่อปลูกสร้างบ้าน  ซึ่งในช่วงหลายสิบปีก่อนนั้น  บริเวณพื้นที่ริมตลิ่งทั้งสองฝั่งคลองยังมีสภาพรกร้าง  เป็นที่ดินราชพัสดุ  (ในสมัยรัชกาลที่ 5  ได้มีการจัดตั้งกรมคลองขึ้นมา  ต่อมาในสมัยรัชกาลที่  7  จึงเปลี่ยนเป็นกรมชลประทาน  ภายหลังเมื่อกรมชลประทานไม่ได้ดูแลพื้นที่คลองในกรุงเทพฯ จึงคืนพื้นที่ให้ราชพัสดุ  ปัจจุบันดูแลโดยกรมธนารักษ์)

ดังเช่น  “สำเนียง  บุญลือ”  อายุ 62  ปี  ผู้นำชุมชนพิบูลร่วมใจ 2  คลองลาดพร้าว (หลังโรงเรียนพิบูลอุปถัมภ์) เขตห้วยขวาง  บอกว่า “เมื่อก่อนแถวห้วยขวางมีแต่ทุ่งนา  ในคลองลาดพร้าวยังมีโรงสีรับซื้อข้าวอยู่ 2 โรง  เป็นโรงสีของคนจีน   แม่ของผมเมื่อก่อนก็เช่าที่ดินทำนา  แต่พอช่วงประมาณปี 2518  เจ้าของที่นาขายที่ดินเพื่อทำบ้านจัดสรร  อาชีพทำนาจึงค่อยๆ หมดไป  ครอบครัวผมตอนนั้นก็ย้ายมาอยู่ที่ริมคลองแล้ว  ช่วงนั้นยังมีคนมาปลูกบ้านอยู่ไม่มากนัก  แต่พอหลังปี 2520 แถวลาดพร้าว-ห้วยขวางเจริญขึ้น  ที่ดินริมคลองลาดพร้าวจึงมีคนจากที่ต่างๆ เข้ามาปลูกบ้าน  บ้างก็ชักชวนญาติพี่น้องมาอยู่  ทำให้กลายเป็นชุมชนหนาแน่น” 

ไม่ต่างจากริมคลองอื่นๆ ที่ชุมชนขยายตัวแน่นขึ้น  เนื่องจากราคาที่อยู่อาศัยในกรุงเทพฯ แพงขึ้น  ดังนั้นนอกจากชาวบ้านริมคลองที่อยู่อาศัยมาแต่ดั้งเดิมเช่นลุงสำเนียงแล้ว   ชุมชนริมคลองหลายแห่งยังกลายเป็นแหล่งบ้านเช่าราคาถูกของผู้ที่มีรายได้น้อย  หรือเป็นหอพักของนักศึกษา  เช่น  ชุมชนริมคลองที่อยู่ใกล้กับมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งในเขตบางเขน  ราคาค่าเช่ามีตั้งแต่เดือนละ 1,000-1,500 บาท   ขณะที่ข้อมูลจากสำนักการระบายน้ำกรุงเทพมหานครระบุว่า  ปัจจุบันมีคูคลองและลำรางในเขตกรุงเทพฯ ถูกรุกล้ำจำนวน  1,161 แห่ง  จำนวนครัวเรือนที่รุกล้ำ  23,500  ครัวเรือน  รวมประชากรทั้งหมดประมาณ  94,000 คน   โดยคูคลองเหล่านี้ส่วนใหญ่เป็นที่ดินราชพัสดุ  ดูแลโดยกรมธนารักษ์

                หลังเหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่ในปี  2554  รัฐบาลในขณะนั้นมีแผนงานป้องกันน้ำท่วมในเขตกรุงเทพฯ โดยจะสร้างเขื่อนระบายน้ำในลำคลองสายหลักในกรุงเทพฯ เพื่อระบายน้ำลงสู่แม่น้ำเจ้าพระยา  แต่เนื่องจากรัฐบาลกังวลเรื่องปัญหามวลชนที่จะต่อต้านโครงการ  เพราะการก่อสร้างดังกล่าวจะต้องมีการรื้อย้ายบ้านเรือนที่ปลูกสร้างรุกล้ำลำคลองจำนวนนับหมื่นครัวเรือน   ดังนั้นแผนงานดังกล่าวจึงชะลอเอาไว้   จนเมื่อคณะ คสช.เข้ามาเป็นรัฐบาลในช่วงกลางปี 2557  รัฐบาล คสช.ที่ไม่ต้องกังวลเรื่องฐานเสียงของมวลชนจึงปัดฝุ่นหยิบเอาโครงการนี้มาดำเนินงานต่อ

ในเดือนกันยายน 2558  พลเอกประยุทธ์  จันทร์โอชา  นายกรัฐมนตรีได้แต่งตั้ง “คณะกรรมการอำนวยการกำหนดนโยบายการบริหารจัดการสิ่งก่อสร้างรุกล้ำลำน้ำสาธารณะ”  มีพลเอกประวิตร  วงษ์สุวรรณ  รองนายกฯ เป็นประธานคณะกรรมการ   มีคณะกรรมการมาจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องหลายภาคส่วน  และมอบหมายให้ กทม. (สำนักการระบายน้ำ) รับผิดชอบเรื่องการสร้างเขื่อน  ให้สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน)  กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์รับผิดชอบแผนงานรองรับที่อยู่อาศัยของประชาชนริมคลอง 

ทั้งนี้การก่อสร้างเขื่อนคอนกรีตเพื่อระบายน้ำและป้องกันน้ำท่วมในคลองสายหลักจะเริ่มที่คลองลาดพร้าว  โดย  บริษัทริเวอร์เอ็นจิเนียร์ริ่ง  จำกัด  ประมูลงานได้ในวงเงิน  1,645 ล้านบาท  จากบริเวณอุโมงค์เขื่อนยักษ์พระราม 9  (ใกล้คลองแสนแสบ  เขตวังทองหลาง) ไปยังประตูระบายน้ำคลองสองสายใต้  เขตสายไหม  ความยาวทั้งหมด (ทั้งสองฝั่ง) ประมาณ 45 กิโลเมตร  ขนาดความกว้างของเขื่อน 17 - 38 เมตร   เริ่มก่อสร้างเขื่อนในเดือนกุมภาพันธ์  2559  ซึ่งตามแผนงานจะแล้วเสร็จภายในเดือนมิถุนายน  2562  ขณะนี้ (สิงหาคม 2559) บริษัทก่อสร้างเขื่อนได้แล้ว 1,800 เมตร

ส่วนแผนงานด้านที่อยู่อาศัยของชาวชุมชนริมคลองที่จะต้องรื้อย้ายออกจากแนวก่อสร้างเขื่อนนั้น   รัฐบาลมอบหมายให้สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน)  สังกัดกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์(พม.) ซึ่งดำเนินโครงการ “บ้านมั่นคง”  พัฒนาที่อยู่อาศัยชุมชนในเมืองและชนบทมาตั้งแต่ปี  2546  จัดทำแผนงาน “บ้านประชารัฐริมคลอง”  รองรับชาวชุมชนริมคลองที่จะได้รับผลกระทบจำนวน 43 ชุมชน   รวม 7,314 ครัวเรือน 

ขณะที่กรมธนารักษ์ที่ดูแลที่ดินราชพัสดุริมคลองจะให้ชาวชุมชนเช่าที่ดินในระยะยาว  เปลี่ยนสถานะจากผู้บุกรุกเป็นผู้เช่าอย่างถูกต้องตามกฎหมาย  โดยในขณะนี้กรมธนารักษ์ได้มอบสัญญาเช่าที่ดินให้แก่ชุมชนต่างๆ ไปแล้ว 6 ชุมชน  คือ 1.ชุมชนศาลเจ้าพ่อสมบุญ  2.เพิ่มสินร่วมใจ (เขตสายไหม) 3.ชุมชนวังหิน  4.หลังกรมวิทย์ (เขตจตุจักร)  5.ชุมชนบางบัวร่วมใจพัฒนา (เขตหลักสี่)  และ 6.ชุมชนรุ่นใหม่พัฒนา  เขตบางเขน

“ศปก.ทชค.”  วอร์รูมขับเคลื่อนบ้านประชารัฐริมคลอง 

สยาม  นนท์คำจันทร์  ผู้อำนวยการศูนย์ปฏิบัติการที่อยู่อาศัยชุมชนริมคลอง (ศปก.ทชค.)  กล่าวว่า  โครงการบ้านประชารัฐริมคลองยึดหลักการของบ้านมั่นคงของ พอช.  คือให้ชาวชุมชนริมคลองรวมกลุ่มกันแก้ไขปัญหา   เป็นการพัฒนาแนวใหม่  ไม่ใช่รูปแบบของการสงเคราะห์หรือหน่วยงานรัฐไปสร้างบ้านให้ชาวบ้านแบบให้เปล่า  แต่ให้ชุมชนหรือชาวบ้านเป็นแกนหลักในการแก้ไขปัญหา  เช่น  รวมกลุ่มกันโดยจัดตั้งคณะกรรมการขึ้นมาเพื่อสำรวจข้อมูลปัญหาและความต้องการ  ช่วยกันออกแบบบ้าน  วางผังชุมชน   จัดตั้งกลุ่มออมทรัพย์และสหกรณ์เคหสถานเพื่อเป็นทุนในการสร้างบ้านหรือจัดซื้อที่ดิน  และร่วมกันบริหารโครงการ  ฯลฯ  โดยมีหน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชนให้การสนับสนุนในด้านงบประมาณ  ความรู้และความร่วมมือ

“หลักการสำคัญของบ้านประชารัฐริมคลองก็คือ  1.หากชุมชนใดมีพื้นที่เหลือจากแนวก่อสร้างเขื่อน  หรือสามารถอยู่ในที่ดินเดิมได้   พอช.ก็จะประสานงานกับกรมธนารักษ์ในฐานะเป็นหน่วยงานที่ดูแลที่ดินราชพัสดุริมคลองจัดทำสัญญาเช่าในระยะยาวให้แก่ชาวบ้านเพื่อสร้างบ้านใหม่   2.หากชุมชนใดไม่มีพื้นที่เหลือพอที่จะสร้างบ้าน  ชาวบ้านอาจรวมกลุ่มไปหาซื้อที่ดินเพื่อสร้างบ้าน  และ 3.เช่าซื้อที่อยู่อาศัยโครงการที่มีอยู่แล้ว  เช่น  บ้านเอื้ออาทรของการเคหะฯ”  ผอ.ศปก.ทชค.กล่าว

ส่วนงบประมาณในการช่วยเหลือประชาชนแบ่งออกเป็น  1.พัฒนาระบบสาธารณูปโภคและอุดหนุนที่อยู่อาศัยครัวเรือนละ 80,000 บาท  2.ช่วยเหลือผู้ที่ได้รับผลกระทบ  ครัวเรือนละ  80,000 บาท  3.สนับสนุนสินเชื่อเพื่อก่อสร้างบ้านหรือซื้อที่ดิน/ที่อยู่อาศัยไม่เกิน  300,000 บาท  ผ่อนชำระคืนภายใน 15 ปี  อัตราดอกเบี้ยร้อยละ  4 บาทต่อปี  และ 4.ในระหว่างการรื้อย้ายและสร้างบ้านใหม่จะอุดหนุนค่าเช่าบ้านครัวเรือนละ 3,000 บาท  ระยะเวลา 6 เดือน  อย่างไรก็ตาม  การช่วยเหลือตามข้อ 1-3  พอช.ไม่ได้จ่ายให้ผู้ที่ได้รับผลกระทบเป็นเงินสด  แต่จะจ่ายผ่านสหกรณ์เคหสถานที่ชาวชุมชนจัดตั้งขึ้นมา  เพื่อนำไปบริหารจัดการเป็นค่าใช้จ่ายในการซื้อวัสดุ  ค่าก่อสร้าง  หรือซื้อที่ดิน

ตัวอย่างที่ “ชุมชนศาลเจ้าพ่อสมบุญ”  ซอยพหลโยธิน  54   เขตสายไหม  มีบ้านเรือนทั้งหมด  65  หลังคาเรือน  เป็นชุมชนนำร่องในการรื้อย้ายบ้านเรือนออกจากลำคลองและแนวก่อสร้างเขื่อนในคลองลาดพร้าว   ชุมชนมีเนื้อที่ทั้งหมดประมาณ  3 ไร่ 245 ตารางวา  ได้รับสัญญาเช่าระยะเวลา 30 ปีจากกรมธนารักษ์  ในอัตราตารางวาละ 1.50 บาท/เดือน  เมื่อเดือนมีนาคม  2559  หลังจากนั้นในเดือนเมษายนจึงเริ่มก่อสร้างบ้าน  ขณะนี้บ้านเฟสแรก 4 หลังใกล้จะแล้วเสร็จ
 2.adun_resize.JPG

                อวยชัย  สุขประเสริฐ   ประธานชุมชนศาลเจ้าพ่อสมบุญ กล่าวว่า  บ้านทั้งหมด 65 หลังจะก่อสร้างให้แล้วเสร็จภายในเดือนพฤศจิกายนปีนี้  ในจำนวนนี้มี “บ้านกลาง”  1 หลังที่ชาวชุมชนจะช่วยกันระดมทุนก่อสร้างเพื่อให้เป็นบ้านกลางสำหรับคนมีฐานะยากจนหรือด้อยโอกาสในชุมชนได้อยู่อาศัย  โดยชุมชนได้เริ่มรวมกลุ่มและจัดตั้งคณะกรรม การขึ้นมาเพื่อจัดทำโครงการบ้านมั่นคงตั้งแต่ช่วงต้นปี 2558  เช่น  มีการสำรวจข้อมูลชุมชน  ร่วมกันออกแบบบ้าน  ออกแบบผังชุมชน  จัดตั้งกลุ่มออมทรัพย์เพื่อเป็นทุนในการสร้างบ้าน  จัดตั้งสหกรณ์เคหสถานขึ้นมาเพื่อบริหารโครงการและทำสัญญาเช่าที่ดินจากกรมธนารักษ์ 

                สำหรับแบบบ้านจะมีทั้งหมด 3 แบบ  คือ  บ้านชั้นเดียว  ขนาด  4 X 6 ตารางเมตร,  บ้าน 2 ชั้น  ขนาด 4 X 6 ตารางเมตร  และบ้าน 2 ชั้น  ขนาด 6 X 6 ตารางเมตร  ราคาก่อสร้างประมาณ 186,910-369,142 บาทต่อหลัง  ซึ่งที่ผ่านมาชาวบ้านได้ร่วมกันจัดตั้งกลุ่มออมทรัพย์เพื่อเป็นทุนในการสร้างบ้าน  โดยแต่ละครอบครัวจะต้องออมเงินเข้ากลุ่มเดือนละ 600-800 บาท  ส่วนที่เหลือจะใช้สินเชื่อจาก พอช.  ผ่อนส่งประมาณ 1,287-2,537 บาทต่อเดือน  ระยะเวลาผ่อนส่ง 15 ปี  อัตราดอกเบี้ยร้อยละ 4 บาทต่อปี 

                “ส่วนการก่อสร้างบ้าน  ชุมชนจะมีการแต่งตั้งคณะกรรมการฝ่ายต่างๆ  เข้ามารับผิดชอบและร่วมตรวจสอบ  เช่น  มีฝ่ายช่าง  ฝ่ายจัดซื้อวัสดุ  ฝ่ายตรวจสอบ  ฯลฯ  ใช้ช่างก่อสร้างจากในชุมชนและผู้รับเหมา  โดยจะแบ่งพื้นที่ส่วนกลางเพื่อจัดทำเป็นสวนหย่อม  มีท่าเรือ  มีทางเดินเท้าและจักรยานเลียบคลองความกว้างประมาณ 3 เมตร เมื่อสร้างเสร็จแล้วก็จะทำให้ชุมชนมีสภาพแวดล้อมที่ดีขึ้น  ชาวบ้านจะได้มีที่อยู่อาศัยที่มั่นคง  ไม่ต้องกลัวว่าจะโดนไล่อีกต่อไป” อวยชัยกล่าว

3.m-so5_resize.JPG


ส่วนการดำเนินงานของ “ศูนย์ปฏิบัติการที่อยู่อาศัยชุมชนริมคลอง” หรือ “ศปก.ทชค.” ซึ่งถือว่าเป็น “War Room” ในการขับเคลื่อนโครงการบ้านประชารัฐริมคลองนั้น  สยามในฐานะ CEO.ของโครงการบอกว่า  พล.ต.อ.อดุลย์  แสงสิงแก้ว  รมว.พม. ได้จัดตั้ง ศปก.ทชค. ขึ้นมาเมื่อเดือนธันวาคม 2558  และมีศูนย์ย่อยอีก 5 ศูนย์เพื่อทำงานเชิงรุกเกาะติดพื้นที่  ดูแลพื้นที่ชุมชนตลอดแนวคลองลาดพร้าว   เริ่มจากเขตวังทองหลาง-ห้วยขวาง-จตุจักร-บางเขน-หลักสี่-ดอนเมือง-สายไหม  โดยมีผู้ปฏิบัติงานจาก พอช., ประมาณ 70 คน  รวมทั้งเจ้าหน้าที่จากสำนักงานเขต, ตำรวจ  ทหาร  และแกนนำจากชุมชนริมคลองต่างๆ  ร่วมกันลงพื้นที่สร้างความเข้าใจกับประชาชน   ทำให้โครงการบ้านประชารัฐริมคลองมีความคืบหน้าไปตามลำดับขั้น   โดยในปีนี้ตั้งเป้าหมายที่จะดำเนินการใน 24 ชุมชน รวม 3,810 ครัวเรือน  โดย ครม.อนุมัติงบประมาณแล้วจำนวน 1,401 ล้านบาท

ขณะที่รัฐบาลพลเอกประยุทธ์  จันทร์โอชา  ในฐานะที่ลงมาจัดระเบียบชุมชนริมคลองและสร้างเขื่อนฯ ป้องกันน้ำท่วมก็ได้กำชับและติดตามโครงการนี้มาตลอด  ดังนั้นในช่วงที่ผ่านมาบรรดานายทหารระดับสูงของ คสช.จึงเข้ามาตรวจความคืบหน้าที่ชุมชนริมคลองลาดพร้าวตลอดเวลา  เช่น  พลเอกธีรชัย  นาควานิช  ผบ.ทบ., พลตรีณรงค์พันธ์  จิตต์แก้วแท้  ผบ.กองพลที่ 1 รักษาพระองค์  ฯลฯ  รวมทั้งพลเอกประวิตร  วงษ์สุวรรณ  รองนายกฯ ที่ได้เดินทางมาเป็นประธานในพิธียกเสาเอกสร้างบ้านใหม่ที่ชุมชนศาลเจ้าพ่อสมบุญเมื่อวันที่ 7 เมษายนที่ผ่านมา

4.prawit_resize.jpg


ช่วงปลายเดือนสิงหาคมนี้  พลเอกประยุทธ์  จันทร์โอชา  นายกรัฐมนตรี  จะเดินทางมาเป็นประธานในพิธีมอบบ้านใหม่และลงเสาเอกสร้างบ้านที่ชุมชนบางบัวร่วมใจพัฒนา (สะพานไม้ 2)  คลองลาดพร้าว  เขตหลักสี่  ซึ่งที่ผ่านมาได้สร้างบ้านเสร็จไปแล้ว จำนวน 22 หลัง  และกำลังจะก่อสร้างใหม่อีก 58 หลัง  จากทั้งหมด 206 หลังซึ่งจะทะยอยสร้างต่อไป

 5.ban_1_resize.jpg

บริษัทอสังหาริมทรัพย์เอกชนร่วมโครงการบ้านประชารัฐริมคลอง
ส่วนชุมชนที่ได้รับสัญญาเช่าที่ดินจากกรมธนารักษ์แล้ว  และจะเริ่มก่อสร้างบ้านใหม่ในเดือนสิงหาคมนี้  เช่น  ชุมชนวังหิน  เขตจตุจักร จำนวนทั้งหมด 82 หลังคาเรือน   รื้อถอนบ้านออกจากแนวเขื่อนและคลองแล้ว 10 หลัง  และจะเริ่มสร้างบ้านเฟส  10 หลังภายในเดือนสิงหาคมนี้,  ชุมชนเลียบคลองสอง  โซน 3 เขตสายไหม  จำนวน  112  หลังคาเรือน  จัดซื้อที่ดินแปลงใหม่ในย่านใกล้เคียงชุมชนเดิม  เนื้อที่  4 ไร่เศษ  ราคา  17  ล้านบาท  ขณะนี้อยู่ในระหว่างการถมที่ดิน  ฯลฯ

 นอกจากนี้ยังมีชุมชนร่วมมิตรแรงศรัทธา  เขตดอนเมือง  จำนวน 368 หลังคาเรือน  อยู่ในระหว่างการจัดตั้งสหกรณ์เคหสถาน  เพื่อทำสัญญาเช่าที่ดินจากกรมธนารักษ์  โดยชุมชนริมคลองแห่งนี้ถือเป็นชุมชนแรกที่มีบริษัทเอกชนเข้ามาร่วมทำกิจกรรมเพื่อสังคม (Corporate Social Responsibility)  หรือ CSR  คือบริษัทแมกโนเลียส์  ควอลิตี้           ดีเวลอปเม้นท์  คอร์เปอร์เรชั่น  จำกัด  ซึ่งทำธุรกิจอสังหาริมทรัพย์แบบครบวงจรรายใหญ่ของประเทศไทย  โดยบริษัทได้เข้ามาร่วมออกแบบบ้านและวางผังให้แก่ชุมชนร่วมมิตรแรงศรัทธา  ซึ่งขณะนี้อยู่ในระหว่างการดำเนินการ 

ประเด็นที่น่าสนใจก็คือ  ชุมชนแห่งนี้ได้ออกแบบให้มีการติดตั้งแผงโซล่าร์เซลล์บนหลังคาบ้านเพื่อผลิตกระแสไฟฟ้าขายด้วย  รูปแบบจะคล้ายกับการผลิตโซล่าร์เซลล์ที่ชุมชนเชิงสะพานไม้  1 เขตหลักสี่  คือสามารถผลิตกระแสไฟฟ้าขนาด 3 กิโลวัตต์ขายให้แก่การไฟฟ้านครหลวง (กฟน.)ได้  ซึ่งในชุมชนบางบัวฯ มีการติดตั้งแผงโซล่าร์เซลล์ทั้งหมดจำนวน 4 หลัง  ขนาดกำลังการผลิตหลังละ  3 กิโลวัตต์  โดยเมื่อต้นเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมาได้เริ่มขายกระแสไฟฟ้าให้แก่ กฟน.แล้ว   ในอัตราเฉลี่ยยูนิตละ  6 บาท 85 สตางค์  ซึ่งในแต่ละวันแผงโซล่าร์เซลล์  1 หลังจะผลิตกระแสไฟฟ้าได้เต็มที่ประมาณ  5 ชั่วโมง  จำนวน  12  ยูนิต  คิดเป็นมูลค่าวันละ 82.20 บาท   หรือประมาณเดือนละ 2,500 บาท  รวมปีละ  30,000 บาท  แต่มีต้นทุนในการติดตั้งแผงโซล่าร์เซลล์ประมาณ 200,000 บาท  ระยะเวลาคืนทุนประมาณ 7 ปี  สามารถขายไฟฟ้าได้นานประมาณ 25 ปี

6.Solar_1_resize.JPG


อย่างไรก็ตาม  ยังมีข้อจำกัดเรื่องต้นทุนการผลิตโซล่าร์เซลล์ดังกล่าวเฉลี่ยประมาณ  200,000 บาทต่อหลัง  ซึ่งชาวบ้านยังมีภาระค่าใช้จ่ายในการก่อสร้างบ้านและผ่อนส่งบ้าน  รวมทั้งนโยบายการรับซื้อกระแสไฟฟ้าโซล่าร์เซลล์รอบใหม่  (กฟน.ปิดรับซื้อไฟฟ้าไปแล้วตั้งแต่ปี 2557) ซึ่งหากมีแหล่งทุนให้ชาวบ้านกู้ยืม  และรัฐบาลมีนโยบายรับซื้อกระแสไฟฟ้าโซล่าร์เซลล์จากชุมชน  ก็จะทำให้ชาวบ้านมีรายได้จากการขายไฟฟ้าครัวเรือนละประมาณ 2,500 บาทต่อเดือน  สามารถนำมาผ่อนส่งเงินกู้สร้างบ้านได้   ขณะที่คนกรุงเทพฯ ก็จะมีไฟฟ้าจากพลังงานสะอาดใช้

แผนยุทธศาสตร์ที่อยู่อาศัย พอช. 10 ปี

                นอกจากการแก้ไขปัญหาที่อยู่อาศัยชาวชุมชนริมคลองดังกล่าวแล้ว  รัฐบาลยังมีนโยบายเร่งด่วนด้านที่อยู่อาศัยของผู้ที่มีรายได้น้อยทั่วประเทศ  ซึ่งจากข้อมูลของสำนักงานสถิติแห่งชาติปี 2556  ระบุว่า  ประเทศไทยมีผู้ที่มีรายได้น้อยที่ต้องการความช่วยเหลือด้านที่อยู่อาศัยประมาณ 2.7 ล้านครัวเรือน  โดยกระทรวงการพัฒนาสังคมฯ ได้จัดทำแผนยุทธศาสตร์ 10 ปี (พ.ศ.2559-2568) มอบหมายให้การเคหะแห่งชาติจัดทำโครงการในลักษณะการเช่าและเช่าซื้อประมาณ 1.7 ล้านหน่วย 

ขณะที่ พอช.รับผิดชอบจำนวน 1,044,510  ครัวเรือน  กลุ่มเป้าหมายคือ  คนจนในเมือง (บ้านมั่นคง 680,808  ครัวเรือน)  คนริมคลอง  9 สาย  (11,004  ครัวเรือน)   คนไร้บ้าน  (698 ครัวเรือน) และชาวบ้านในชนบท (บ้านพอเพียง  352,000 ครัวเรือน)  รวมงบประมาณ  147,074 ล้านบาท   

ส่วนแผนยุทธศาสตร์สำคัญที่จะนำไปสู่การบรรลุเป้าหมายข้างต้น  เช่น  1.จะต้องมีการจัดตั้ง “กองทุนเพื่อพัฒนาที่อยู่อาศัยระดับเมือง”  เพื่อนำมาดำเนินโครงการบ้านมั่นคง  สนับสนุนสินเชื่อแก่องค์กรชุมชน   และสหกรณ์   2.รัฐมีนโยบายให้สถาบันการเงินของรัฐและเอกชนให้สินเชื่อแก่องค์กรชุมชนและสหกรณ์ชุมชน  เพื่อทำโครงการบ้านมั่นคง  โดยให้สินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ  ระยะยาว  3.รัฐมีนโยบายให้ชุมชนเช่าที่ดินว่างเปล่าหรือที่ดินของรัฐในระยะยาว

4.แก้ไขกฎหมาย  หรือลดขั้นตอนให้มีการขอใช้ที่ดินของรัฐทุกประเภทได้สิ้นสุดลงในระดับจังหวัด  5.ให้ พ.ร.บ.สหกรณ์กำหนดวัตถุประสงค์เพิ่มเติม   เพื่อให้สหกรณ์สามารถประกอบธุรกิจต่างๆ เพื่อสร้างรายได้   6.ให้ พ.ร.บ.ผังเมืองผ่อนปรนข้อจำกัดต่างๆ  เช่น  ผังสีการใช้ประโยชน์ที่ดิน  การจัดทำรายงานผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมในการทำโครงการบ้านมั่นคง  7.เพิ่มบทบาทให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นสามารถแก้ไขปัญหาที่อยู่อาศัยได้ครอบคลุมทั่วพื้นที่  เปลี่ยนบทบาทจากส่วนกลางเป็นชุมชนและท้องถิ่น

                พลากร  วงค์กองแก้ว  ผู้อำนวยการ พอช.กล่าวว่า  หลักการของ พอช.ก็คือพยายามขยายหรือกระจายการแก้ไขปัญหาเรื่องที่อยู่อาศัยไปให้ท้องถิ่นมีบทบาท อาจต้องแก้กฎหมายเพื่อให้องค์กรปกครองท้องถิ่นมีอำนาจหรือมีบทบาทในการจัดการเรื่องที่อยู่อาศัย  เช่น  พอช.ดูแลโครงการในภาพรวมทั่วประเทศ แล้วให้ท้องถิ่นรับงบประมาณไปทำถ้าสามารถทำแบบนี้ได้ทั่วประเทศ  จะทำให้ปัญหาเรื่องที่อยู่อาศัยลดลง  ลดความเหลื่อมล้ำเรื่องที่อยู่อาศัยลงได้

                “จากประสบการณ์ที่ทำเรื่องที่อยู่อาศัยริมคลอง  พอช.สามารถดึงเอาการมีส่วนร่วมของท้องถิ่น ของผู้คนกลุ่มต่างๆ เข้ามาช่วย  เช่น  มีบริษัทก่อสร้างเอกชนที่เข้ามาร่วมทำ CSR บ้านประชารัฐริมคลอง  มาช่วยออกแบบบ้าน  ออกแบบผังชุมชน  รวมทั้งยังจะช่วยเรื่องแหล่งเงินกู้เพื่อให้ชาวบ้านทำโซล่าร์เซลล์ติดบนหลังคา  เพื่อขายกระแสไฟเป็นรายได้ของชาวบ้าน  เป็นความร่วมมือระหว่างรัฐ  เอกชน  และประชาชน  เป็นนโยบายประชารัฐที่ทำได้จริง”  ผอ.พอช. กล่าว

                นี่คือก้าวย่างของโครงการบ้านประชารัฐริมคลองและแผนยุทธศาสตร์ที่อยู่อาศัย 10 ปีของ พอช.  โดยมีชุมชนเป็นแกนหลัก  มีกระบวนการทำงานร่วมกันระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง  ทั้งชุมชน  ท้องถิ่น  และภาคเอกชน  ในรูปแบบของโครงการ “ประชารัฐ”  เป้าหมายก็เพื่อให้ประชาชนได้เข้าถึงที่อยู่อาศัยที่มีมาตรฐาน   มีสาธารณูปโภค  มีสภาพ แวดล้อมที่เหมาะสม  เป็นการลดความเหลื่อมล้ำ  และสร้างความเป็นธรรมในสังคม..!!

                                                                

สุวัฒน์ กิขุนทด : รายงาน



แบ่งปัน
Submit to FacebookSubmit to Google PlusSubmit to Twitter