playlists faocebook CODINew icon_tw Intranet mail
ภาษาไทย english หน้าหลัก
chaopraya_1.jpg

กรุงเทพฯ/  ชุมชนริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา  3 ชุมชน  รวม 40 ครัวเรือน  ที่ได้รับผลกระทบจากโครงการพัฒนาริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยาเตรียมย้ายเข้าอยู่แฟลต ขส.ทบ.หลังจากซ่อมแซมแล้วเสร็จในช่วงต้นเดือนตุลาคมนี้  ส่วนชุมชนที่ต้องการอยู่อาศัยในโครงการบ้านเอื้ออาทรท่าตำหนัก  จ.นครปฐม  และซื้อที่ดินเพื่อสร้างบ้านใหม่จะเริ่มดำเนินการได้ภายในสิ้นปีนี้

          ตามที่รัฐบาลมีโครงการพัฒนาพื้นที่ริมฝั่งเจ้าพระยาช่วงแรก ตั้งแต่สะพานพระราม 7-สะพานปิ่นเกล้า  ระยะทางรวม 14 กิโลเมตร  โดยมอบหมายให้กรุงเทพมหานครรับผิดชอบด้านการศึกษาและออกแบบโครงการพัฒนาพื้นที่  ส่วนสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) ได้รับมอบหมายให้จัดทำแผนงานรองรับที่อยู่อาศัยของชุมชนที่ปลูกสร้างบ้านเรือนรุกล้ำริมแม่น้ำเจ้าพระยาจำนวน  9 ชุมชน   โดย พอช.มีแนวทางรองรับอยู่  3 แนวทาง  คือ  1.ย้ายเข้าอยู่ในแฟลต ขส.ทบ. เขตดุสิต  ใกล้รัฐสภาแห่งใหม่  2.เข้าอยู่โครงการบ้านเอื้ออาทรท่าตำหนัก  อ.นครชัยศรี  จ.นครปฐม  และ 3.จัดหาที่ดินเพื่อสร้างบ้านใหม่นั้น
chaopraya2_resize.JPG

          นายจีรศักดิ์  พูลสง  ผู้อำนวยการศูนย์ปฏิบัติการพัฒนาชุมชนริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชนฯ กล่าวถึงความคืบหน้าของแผนงานว่า  ขณะนี้แฟลต ขส.ทบ.(ขนส่งทหารบก) จำนวน  64  ห้อง  กำลังอยู่ในระหว่างการซ่อมแซม  เนื่องจากเป็นแฟลตเก่าที่ข้าราชการกรมขนส่งทหารบกเคยอาศัยมานานหลายสิบปีจึงมีสภาพทรุดโทรม  ต้องซ่อมแซมระบบไฟฟ้า  น้ำประปา  ฯลฯ  รวมค่าซ่อมแซมทั้งหมดประมาณ 6.2 ล้านบาท  ซึ่งขณะนี้การซ่อมแซมใกล้จะแล้วเสร็จ  ขณะเดียวกันชาวชุมชนที่มีสิทธิ์เข้าอยู่อาศัยได้เข้ามาทำความสะอาดและซ่อมแซมห้องพักของตนเอง  เช่น  ทาสีภายในห้อง  เปลี่ยนประตู  ลูกบิดที่ชำรุด  ฯลฯ

          แฟลต ขส.ทบ.จะรองรับชุมชนริมแม่น้ำเจ้าพระยา  3 ชุมชน  คือ  ชุมชนเขียวไข่กา วัดสร้อยทอง  และปากคลองบางเขนใหม่  รวม  40 ครัวเรือน  นอกจากนี้ยังรองรับชุมชนที่ได้รับผลกระทบจากการสร้างรัฐสภาใหม่จำนวน 2 ชุมชน  คือชุมชนองค์การทอผ้าและริมไทร  รวม 24 ครัวเรือน  รวมทั้งหมด 64 ครัวเรือน  ซึ่งขณะนี้ชาวบ้าน 2 ชุมชนหลังได้เริ่มเข้าอยู่อาศัยแล้ว”  นายจีรศักดิ์กล่าว และว่า  ชาวบ้านทั้ง 5 ชุมชนที่เข้าอยู่ในแฟลต ขส.ทบ.จะต้องจัดตั้งคณะกรรมการขึ้นมาดูแลที่อยู่อาศัยร่วมกัน  ออกกฎระเบียบร่วมกัน  และจะมีการจัดสรรพื้นที่ชั้นล่างซึ่งเป็นลานโล่งให้เป็นพื้นที่สันทนาการ รวมทั้งแบ่งพื้นที่ให้ชาวบ้านได้ประกอบอาชีพค้าขายด้วย

          สำหรับแนวทางการช่วยเหลือชาวบ้านนั้น  นายจีรศักดิ์กล่าวว่า  พอช.จะสนับสนุนชาวบ้านที่ได้รับผลกระทบไม่เกินครัวเรือนละ 80,000 บาท  โดยแยกเป็น 1. อุดหนุนที่อยู่อาศัยครัวเรือนละ 25,000 บาท  และ 2.พัฒนาระบบสาธารณูปโภคครัวเรือนละ 50,000 บาท  และ 3.งบบริหารจัดการครัวเรือนละ 5,000 บาท  ซึ่งทั้ง 3 รายการดังกล่าว พอช.ไม่ได้จ่ายให้ชาวบ้านเป็นเงินสด  แต่จะอยู่ในรูปของงบอุดหนุน  ในกรณีแฟลต ขส.ทบ. ทาง พอช.จะอุดหนุนงบพัฒนาระบบสาธารณูปโภค (ค่าซ่อมแซมระบบไฟฟ้า, ประปา,ซ่อมห้อง) ค่าธรรมเนียมการจัดให้เช่าเป็นระยะเวลา 3 ปีค่าประกันล่วงหน้า 3 เดือน  ส่วนค่าเช่ารายเดือน  เดือนละ 1,001 บาท  ชาวบ้านจะต้องจ่ายเอง  โดยจ่ายผ่านสหกรณ์เคหสถานที่ชาวบ้านจะร่วมกันจัดตั้งขึ้นมา  เพื่อนำเงินค่าเช่าไปชำระให้กับกรมธนารักษ์ในฐานะเจ้าของแฟลต
chaopraya_3.jpg

          ศักดิ์น้อย  พรรณพิจิตร  ประธานชุมชนเขียวไข่กา  กล่าวว่า  ชุมชนเขียวไข่กามีทั้งหมด 21 ครัวเรือน  ส่วนใหญ่ปลูกสร้างบ้านเรือนในแม่น้ำเจ้าพระยามานานหลายสิบปี  เฉพาะครอบครัวของตนอยู่อาศัยมาตั้งแต่รุ่นแม่  อยู่มานานไม่ต่ำกว่า 70-80 ปี  ชาวบ้านมีอาชีพค้าขายเล็กๆ น้อยอยู่ข้างโรงเรียนราชินีบน  แต่เมื่อรัฐบาลมีโครงการพัฒนาริมแม่น้ำเจ้าพระยาและให้ความช่วยเหลือชาวบ้านเรื่องที่อยู่อาศัยชาวบ้านก็ไม่ได้คัดค้าน เพราะไม่อยากถูกต่อว่าว่ารุกล้ำแม่น้ำหรือทำให้แม่น้ำสกปรก  เมื่อ พอช.มาแนะนำให้ชาวบ้านรวมกลุ่มกันพวกเราจึงตั้งกลุ่มออมทรัพย์ขึ้นมาเมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา  เพื่อเป็นทุนสำรองที่อยู่อาศัย  กำหนดเก็บเงินจากสมาชิกครัวเรือนละ 1,120  บาทต่อเดือน  แยกเป็น 1,000 บาทเป็นค่าเช่าห้อง,  100 บาทสะสมหุ้นเข้าสหกรณ์เคหสถาน  และ 20 บาทเป็นค่าบริหารจัดการและค่าส่วนกลาง

          “ตอนนี้ผมกำลังทาสีห้องและซ่อมแซมเล็กๆ น้อยๆ  กะว่าจะซ่อมแล้วเสร็จและย้ายเข้ามาอยู่ในช่วงต้นเดือนตุลาคมนี้  จากชุมชนเก่าที่ท่าเขียวไข่กา  เมื่อย้ายมาอยู่แฟลต ขส.ทบ.ก็ห่างกันไม่เกิน 2  กิโลเมตร  คนที่ค้าขายอยู่ข้างโรงเรียนราชินีก็ยังกลับไปขายของได้  ถือว่าไม่ได้รับผลกระทบมากนัก”  ศักดิ์น้อยกล่าว 
chaopraya4_resize.JPG

          นางเยาวนุช  สมบูรณ์  อายุ 35  ปี  ชุมชนเขียวไข่กา  อาชีพขายหมูปิ้งอยู่ข้างโรงเรียนราชินีบน  บอกว่า  ครอบครัวมีทั้งหมด 5 คน  บ้านเดิมที่ปลูกอยู่ริมแม่น้ำเจ้าพระยามีสภาพคับแคบ  เข้า-ออกลำบาก  เพราะ กทม.สร้างเขื่อนกั้นน้ำเป็นแนวยาว  เวลาจะเข้า-ออกบ้านต้องปีนข้ามเขื่อนสูงเกือบ 2 เมตร  เด็กและคนแก่ปีนข้ามลำบาก  เมื่อมาดูห้องพักที่แฟลต ขส.ทบ.ก็รู้สึกพอใจ  เพราะห้องพักมีขนาดกว้าง  มี 1 ห้องโถง  2 ห้องนอน  ห้องน้ำและห้องส้วมแยกต่างหาก ซึ่งหากเป็นห้องเช่าของเอกชน  ความกว้างขนาดนี้  ค่าเช่าคงไม่ต่ำกว่าเดือนละ 4,000  บาท

          “บ้านเก่าที่เขียวไข่กาตอนนี้ก็ทรุดแล้ว  เวลาน้ำมาบ้านก็จะโยก  และน้ำจะพัดเอากอผักตบชวามาติดอยู่ที่เสาบ้านด้วย  บางครั้งก็จะมีงูเลื้อยขึ้นมาจากน้ำ  ดูแล้วไม่ค่อยปลอดภัย  ตอนนี้ต้องไปเช่าห้องเล็กๆ อยู่ก่อน  ค่าเช่าเดือนละ 2,000 บาท  คิดว่าต้นเดือนตุลาฯ นี้จะย้ายเข้ามาอยู่แฟลต  เพราะสะดวกและปลอดภัย  ค่าเช่าก็ถูกเดือนละ 1,000 บาทเอง”  นางเยาวนุชกล่าว

          สำหรับแฟลต ขส.ทบ.นั้น   ตั้งอยู่ใกล้กับรัฐสภาใหม่บริเวณสี่แยกเกียกกาย  เขตดุสิต  เป็นแฟลต  5 ชั้น  2 อาคารเชื่อมต่อกัน  รวมทั้งหมด 64  ห้อง  ขนาดพื้นที่ห้องละ 51 ตารางเมตร   เดิมเป็นที่พักอาศัยของข้าราชการ ขส.ทบและต่อมาสำนักงานเลขาธิการรัฐสภาได้ขอใช้แฟลต ขส.ทบ.เพื่อเป็นที่พักสำหรับข้าราชการรัฐสภา  อย่างไรก็ตาม  เมื่อรัฐบาลมีโครงการพัฒนาริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา  รัฐสภาจึงมอบแฟลตให้กระทรวงการพัฒนาสังคมฯ ใช้เพื่อเป็นที่อยู่อาศัยของผู้ที่ได้รับผลกระทบจากโครงการพัฒนาริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยาและการสร้างรัฐสภาใหม่  โดยกรมธนารักษ์มีฐานะเป็นเจ้าของแฟลต  และผู้ที่อยู่อาศัยจะต้องทำสัญญาเช่ากับกรมธนารักษ์ทุกๆ 3 ปี
chaopraya5_resize.JPG


          นายจีรศักดิ์กล่าวเพิ่มเติมว่า  ส่วนที่อยู่อาศัยของการเคหะแห่งชาติ  โครงการบ้านเอื้ออาทรนครชัยศรี (ท่าตำนัก)    อ.นครชัยศรี  จ.นครปฐม  ซึ่งอยู่ห่างจากสะพานสมเด็จพระปิ่นเกล้าประมาณ  30  กิโลเมตร  ยังมีห้องว่างสามารถรองรับผู้อยู่อาศัยได้หลายสิบครอบครัว  โดยในขณะนี้มีชาวชุมชนราชผาทับทิม และชุมชนศาลเจ้าแม่ทับทิม เขตดุสิต  จำนวน 27 ครัวเรือน  แจ้งความประสงค์ที่จะเข้าไปอยู่อาศัยในโครงการนี้  ทั้งนี้การเคหะฯ ได้ลดราคาให้ชาวบ้านที่ได้รับผลกระทบจากโครงการพัฒนาริมฝั่งเจ้าพระยาจากราคายูนิตละ 420,000 บาท  เหลือ 400,000 บาท   ขนาดพื้นที่31 ตารางเมตร  โดยชาวบ้านได้รวมกลุ่มกันจัดตั้งกลุ่มออมทรัพย์ขึ้นมาในเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา  สะสมเงินเข้ากลุ่มครัวเรือนละ 300 บาท  ขณะนี้อยู่ในระหว่างการพิสูจน์สิทธิ์ผู้ที่มีสิทธิ์อยู่อาศัย  หลังจากนั้นจะเป็นขั้นตอนทำสัญญาซื้อขายกับการเคหะฯ  โดยคาดว่าชาวบ้านจาก 2 ชุมชนจะเข้าอยู่อาศัยได้ภายในเดือนธันวาคมนี้  โดยใช้เงินออมของชาวบ้านและสินเชื่อจาก พอช. (ไม่เกิน 330,000 บาท) ผ่อนชำระประมาณเดือนละ 2,500-2,700 บาท  ระยะเวลา 15 ปี   อัตราดอกเบี้ยร้อยละ 4 บาทต่อปี

          นอกจากนี้ยังมีที่ดินของบริษัทบริหารสินทรัพย์กรุงเทพพาณิชย์จำกัด มหาชน (บสก.)  ขนาดเนื้อที่  2 ไร่เศษ  ตั้งอยู่ในเขต อ.บางใหญ่  จ.นนทบุรี  ราคาขายประมาณ  12.7ล้านบาท  สามารถรองรับชาวบ้านได้ประมาณ  70 ครัวเรือน  ขณะนี้อยู่ในระหว่างการเจรจาซื้อขายที่ดิน  หากการซื้อขายสำเร็จ  จะเริ่มปรับที่ดินเพื่อก่อสร้างบ้านได้ภายในเดือนมกราคม 2560 และจะก่อสร้างบ้านเสร็จภายในปีเดียวกัน

          “สำหรับผู้ที่ไม่ต้องการอยู่อาศัยตามแนวทางดังกล่าว  อยากจะหาที่อยู่อาศัยเอง  หรือย้ายกลับต่างจังหวัด  รวมทั้งชาวบ้านที่ได้รับผลกระทบทั้งหมด  ขณะนี้ กทม.อยู่ในระหว่างการกำหนดเงื่อนไขการจ่ายค่าชดเชยให้แก่ชาวบ้าน  โดยจะต้องนำเรื่องเข้าสู่คณะรัฐมนตรีเพื่อให้พิจารณาเห็นชอบก่อนจ่ายเงินค่าชดเชยให้แก่ชาวบ้านต่อไป”  นายจีรศักดิ์กล่าว

สำหรับชุมชนที่ปลูกสร้างบ้านเรือนรุกล้ำแม่น้ำเจ้าพระยาและจะได้รับผลกระทบจากโครงการพัฒนาริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยามีจำนวน 9 ชุมชน  รวม  252  ครัวเรือน  คือ เขตบางซื่อ  1.ชุมชนปากคลองบางเขนใหม่ ( 12 ครัวเรือน)              2.ชุมชนวัดสร้อยทอง (14 ครัวเรือนเขตบางพลัด  3.ชุมชนวัดฉัตรแก้วจงกลณี ( 10 ครัวเรือนเขตดุสิต  4.ชุมชนเขียวไข่กา ( 21 ครัวเรือน) 5.ชุมชนศรีคราม (10 ครัวเรือน) 6.ราชผาทับทิม ( 32 ครัวเรือน) 7.ชุมชนศาลเจ้าแม่ทับทิม (32 ครัวเรือน) 8.ชุมชนมิตรคาม 1 (66 ครัวเรือน9.ชุมชนมิตรคาม 2 (55 ครัวเรือน

นอกจากนี้ยังมีชุมชนที่ได้รับผลกระทบจากโครงการก่อสร้างรัฐสภาแห่งใหม่จำนวน 2 ชุมชน  คือ  ชุมชนองค์การทอผ้า (19 ครัวเรือนและชุมชนริมไทร ( 5 ครัวเรือน) ซึ่งทั้ง 2 ชุมชนนี้จะรวมอยู่ในแผนงานที่อยู่อาศัยของ พอช.ด้วย  รวมทั้งหมด 11 ชุมชน( 276 ครัวเรือน) ใช้งบประมาณรวม 125 ล้านบาท
 

สุวัฒน์ กิขุนทด : รายงาน                          

แบ่งปัน
Submit to FacebookSubmit to Google PlusSubmit to Twitter