playlists faocebook CODINew icon_tw Intranet mail
ภาษาไทย english หน้าหลัก

kong_6.jpg

ชุมชนบางบัวร่วมใจพัฒนา/  ชาวชุมชนริมคลองร่วมจัดงาน “คืนความสุขให้คนคลอง  คืนสายคลองให้คนเมือง” ประกาศเจตนารมณ์ยืนยันพร้อมที่จะแก้ปัญหาที่อยู่อาศัยและพัฒนาชุมชน  ขณะเดียวกันก็ขอให้ทางรัฐมีมาตรการจัดการกับกลุ่มที่ต่อต้านโครงการและช่วยแก้ไขอุปสรรคที่ทำให้การสร้างบ้านริมคลองล่าช้า  ด้าน เสธ.คสช.บอกจะใช้มาตรการจากเบาไปหาหนักกับกลุ่มที่ยังไม่เข้าร่วมโครงการ  ขณะที่กระทรวงการพัฒนาสังคมฯ มอบทุนการศึกษาเด็กและทุนอาชีพให้ชาวริมคลองกว่า 200 ทุน

kong_1.jpg


เมื่อวันที่  24  กันยายน  ที่ชุมชนบางบัวร่วมใจพัฒนา  เขตหลักสี่  กรุงเทพฯ ได้มีการจัดงาน “คืนความสุขให้คนคลอง  คืนสายคลองให้คนเมือง  เพื่อความสุขอย่างยั่งยืนของชุมชนบางบัวร่วมใจพัฒนา”  โดยมีผู้แทนหน่วยงานต่างๆ เข้าร่วม  เช่น  พลตรีชนาธิป  บุนนาค  เสนาธิการประจำผู้ช่วยผู้บัญชาการทหารบก  นายวิทัศน์  เตชะบุญ  รองปลัดกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์  นายสมคิด  สมศรี  ผู้ตรวจราชการกระทรวง พม.  นายสมศักดิ์  ชาติสุขศิริเดช  ผู้อำนวยการเขตหลักสี่  นายสมชาติ  ภาระสุวรรณ  รองผู้อำนวยการสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชนฯ  และมีชาวชุมชนริมคลองต่างๆ ในกรุงเทพฯ เข้าร่วมงานประมาณ 500  คน

ภายในงานได้มีการจัดนิทรรศการและกระบวนการเรียนรู้การพัฒนาชุมชน  โดยแบ่งออกเป็น 4 ฐาน  คือ 1.กระบวนการบ้านมั่นคง  สู่ชีวิตมั่นคงชุมชนน่าอยู่  2.พื้นที่รูปธรรมชุมชนบางบัวร่วมใจพัฒนา   3.การเชื่อมโยงเครือข่ายพัฒนาชุมชนและสิ่งแวดล้อมคูคลอง  และ 4.รูปแบบการบริหารงานก่อร้างบ้านมั่นคง 

kong_2.jpg
นอกจากนี้กระทรวงการพัฒนาสังคมฯ ได้มอบทุนการศึกษาให้แก่เด็กและเยาวชนในชุมชนริมคลองต่างๆ จำนวน 200  ทุน  ทุนละ 1,000 บาท  และทุนส่งเสริมกลุ่มอาชีพให้แก่กลุ่มอาชีพต่างๆ  เช่น  กลุ่มเฉาก๊วยนมสด, ร้อยพวงมาลัย  เย็บผ้า, น้ำพริก  ฯลฯ  จำนวน 8 ทุน  ทุนละ 10,000 บาท   ขณะที่ผู้อำนวยการเขตหลักสี่ได้มอบใบอนุญาตก่อสร้างบ้านเฟสแรกให้แก่ชาวชุมชนบางบัวร่วมใจพัฒนารวม  69 หลัง

นายวิทัศน์  เตชะบุญ  รองปลัดกระทรวงการพัฒนาสังคมฯ กล่าวว่า  ตนขอแสดงความยินดีกับชาวชุมชนบางบัวร่วมใจพัฒนาที่ร่วมกันพัฒนาที่อยู่อาศัยและคืนคลองให้แก่สังคม  โดยการรื้อย้ายบ้านออกจากริมคลองเพื่อให้ทางราชการได้ก่อสร้างเขื่อนคอนกรีตป้องกันน้ำท่วมในคลองลาดพร้าว  และร่วมกันสร้างบ้านใหม่   โดยในขณะนี้ได้สร้างบ้านเสร็จไปแล้ว  24 หลัง  จากทั้งหมด  206  หลัง  ส่วนที่เหลืออยู่ในระหว่างการก่อสร้าง   ตามแผนงานของชุมชนจะก่อสร้างบ้านให้แล้วเสร็จภายในปี 2560  หลังจากนั้นกระทรวงการพัฒนาสังคมฯ และ กทม.ก็จะร่วมกันพัฒนาชีวิต  พัฒนาสาธารณูปโภคต่างๆ ของชุมชนให้ดีขึ้น  ให้เป็นบ้านที่มากกว่าคำว่า “บ้าน”  คือมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น

“อีก 1 ปีหลังจากนี้จะเกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างมากมาย  หากทั้ง 50 ชุมชนในคลองลาดพร้าวจะร่วมกันพัฒนาชุมชนในลักษณะนี้ทั้งหมด   ก็จะทำให้เกิดความเป็นระเบียบ  เกิดความสะอาด  มีอากาศที่ดี  ภัยสังคมต่างๆ ก็จะหมดไป  ชาวชุมชนริมคลองก็จะมีความสุข  มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น”  นายวิทัศน์กล่าว

พลตรีชนาธิป  บุนนาค  เสนาธิการประจำผู้ช่วยผู้บัญชาการทหารบก  ในฐานะตัวแทนคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) กล่าวว่า  คสช.ได้ร่วมกับหน่วยงานต่างๆ 9  หน่วยงาน  ผลักดันโครงการนี้เพื่อช่วยป้องกันน้ำท่วมกรุงเทพฯ และปริมณฑล   และทำให้ชาวชุมชนมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น  โดยการก่อสร้างบ้านใหม่ในชุมชนริมคลองลาดพร้าวและคลองเปรมประชากร  ซึ่งตามแผนงานการก่อสร้างจะแล้วเสร็จภายในปี 2560  หลังจากนั้นก็จะต้องมีการพัฒนาเศรษฐกิจชุมชน  เช่น  ร้านค้าและวิสาหกิจชุมชน

“ชุมชนต่างๆ เหล่านี้จะได้รับสัญญาเช่าที่ดินจากกรมธนารักษ์  และได้รับสินเชื่อจากสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน  รวมทั้งหน่วยงานต่างๆ ก็ร่วมสนับสนุน  ประสานงานและร่วมกันทำงานอย่างจริงจัง  จึงทำให้ชุมชนต่างๆ ที่ยังไม่เข้าร่วมหรือรอดูอยู่เกิดความมั่นใจและมาเข้าร่วมโครงการ  ซึ่งผมมั่นใจว่าโครงการนี้จะบรรลุเป้าหมายภายในเดือนธันวาคมปีหน้า  ก่อนที่คณะ คสช.จะมอบอำนาจการบริหารให้รัฐบาลชุดใหม่  แต่หากชุมชนใดยังไม่เข้าร่วมหรือคัดค้านโครงการ  เราก็จะต้องใช้มาตรการจากเบาไปหาหนัก  เช่น  สร้างความเข้าใจก่อน   หากยังไม่เป็นผลก็จะใช้วิธีการปิดประกาศ  และร้องทุกข์กล่าวโทษตามมาตรการทางกฎหมายอย่างเข้มข้นต่อไป  โดยเฉพาะพวกบ้านใหญ่  ธุรกิจบ้านเช่า”   พลตรีชนาธิป กล่าว 

kong_3.jpg

ส่วนปัญหาอุปสรรคในการก่อสร้าง  โดยเฉพาะเรื่องแนวร่นริมคลองซึ่งตาม พ.ร.บ.ควบคุมการก่อสร้างกำหนดให้การก่อสร้างอาคารต้องเว้นระยะห่างจากแนวคลองไม่น้อยกว่า 6 เมตร  ทำให้ชุมชนต่างๆ เหลือพื้นที่ไม่เพียงพอที่จะก่อสร้างบ้าน  และได้เสนอให้ทางรัฐบาล คสช.ใช้มาตรา 44  เพื่อผ่อนปรนแนวร่นริมคลองให้เหลือเพียง 2 เมตรนั้น  พลตรีชนาธิปกล่าวว่า  มาตรา 44  คณะ คสช.จะใช้เมื่อจำเป็นเท่านั้น  โดยหัวหน้าคณะ คสช.(พลเอกประยุทธ์  จันทร์โอชา) แต่เพื่อประโยชน์ของประชาชน  และเพื่อให้การก่อสร้างบ้านริมคลองในพื้นที่ที่จำกัดดำเนินต่อไปได้  จึงคาดว่าในเร็วๆ นี้จะมีข่าวดีจากคณะ คสช.

ด้านชาวชุมชนริมคลองในนามของ “เครือข่ายพัฒนาชุมชนและสิ่งแวดล้อมคูคลอง” ได้ร่วมกันออกแถลงการณ์และประกาศเจตนารมณ์ว่า  “พวกเราชาวคนคลอง  ขอประกาศจุดยืน  เราจะลุกขึ้นมาแก้ปัญหาที่อยู่อาศัยและพัฒนาชุมชนด้วยตัวของพวกเราเอง  พวกเราพร้อมที่จะให้ความร่วมมือในการพัฒนาที่อยู่อาศัยชุมชนริมคลอง  เราขอให้มีมาตรการขั้นเด็ดขาดกับกลุ่มต่อต้านและไม่เข้าร่วมโครงการ  ซึ่งกลุ่มคนกลุ่มนี้เป็นอุปสรรคสำคัญในการสร้างบ้านหลังใหม่ของพวกเรา  พวกเราต้องการเปลี่ยนไปสู่ชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น  ทั้งด้านที่อยู่อาศัย การดำเนินชีวิต  ความเป็นระเบียบเรียบร้อยในชุมชน”

ดวงพร  บุญมี  รองประธานชุมชนบางบัวร่วมใจพัฒนา  กล่าวว่า  ชุมชนบางบัวฯ มีบ้านเรือนทั้งหมด 206 หลัง  เข้าร่วมเป็นสมาชิกกลุ่มออมทรัพย์เพื่อสร้างบ้านใหม่จำนวน 173 หลัง  ได้รับสัญญาเช่าที่ดินจากกรมธนารักษ์เมื่อปลายเดือนมีนาคมที่ผ่านมา  รวมเนื้อที่ทั้งหมด 8 ไร่เศษ  อัตราค่าเช่าตารางวาละ 1.25 บาทต่อเดือน  ระยะเวลาเช่า 30 ปี  ทั้งนี้ชุมชนได้เริ่มรื้อถอนบ้านเรือนออกจากแนวริมคลอง  เพื่อก่อสร้างบ้านเฟสแรกจำนวน  24 หลังตั้งแต่เดือนสิงหาคม 2558 ขณะนี้การก่อสร้างเฟสแรกเสร็จแล้ว  และมีชาวบ้านเข้าไปอยู่อาศัยแล้ว  ส่วนที่เหลือกำลังก่อสร้าง  คาดว่าภายในสิ้นปีนี้จะก่อสร้างเสร็จทั้งหมดประมาณ 100 หลัง  และแล้วเสร็จทั้งหมดภายในปี 2560

สำหรับแบบบ้านที่สถาปนิกชุมชนและชาวบ้านช่วยกันออกแบบนั้น  มีทั้งหมด 5 แบบ  แต่ที่ชาวบ้านเลือกส่วนใหญ่จะเป็นบ้านเดี่ยว 2 ชั้น  ขนาด 5 X 7.50  ตารางเมตร  ราคา 286,174 บาท  อัตราผ่อนส่งเดือนละ 2,219 บาท  ระยะเวลา 15 ปี  นอกจากนี้ก็มีบ้านเดี่ยวชั้นเดียว  และบ้านแฝด 2 ชั้น  ขนาดเท่ากัน  คือ 4 X 7 ตารางเมตร   ส่วนสินเชื่อที่จะขอใช้จาก พอช.นั้น  ชุมชนเสนอสินเชื่อทั้งหมด  206 หลัง  (รวมชาวบ้านที่ยังไม่เข้าร่วมด้วย)  งบประมาณรวม 42 ล้านบาทเศษ  งบสาธารณูปโภค  รวม 6.1 ล้านบาทเศษ  และงบอุดหนุนการสร้างบ้าน  รวม 5.1 ล้านบาทเศษ

kong_4.jpg

kong_5.jpg

สุวัฒน์ กิขุนทด : รายงาน

แบ่งปัน
Submit to FacebookSubmit to Google PlusSubmit to Twitter