playlists faocebook CODINew icon_tw Intranet mail
ภาษาไทย english หน้าหลัก
Bridge_1_resize.JPG


ริมคลองลาดพร้าว / “ราษฎร์  รัฐ  ร่วมใจ  รื้อครั้งใหญ่  เพื่อที่อยู่อาศัยชุมชนริมคลอง”   รื้อบ้านริมคลองที่ชุมชนบางบัวร่วมใจพัฒนา  เขตหลักสี่อีก 75 หลัง  เพื่อก่อสร้างเขื่อนป้องกันน้ำท่วมกรุงเทพฯ  ขณะที่ชาวชุมชนบางบัวฯ สร้างบ้านเสร็จไปแล้ว 54 หลังจากทั้งหมด 206 หลัง  คาดจะก่อสร้างแล้วเสร็จทั้งหมดภายในสิ้นปีนี้  ด้าน คสช.เตรียมใช้มาตรา 44 เพื่อให้การสร้างบ้านและเขื่อนไปเป็นอย่างรวดเร็ว

            ตามที่รัฐบาลมีนโยบายแก้ไขปัญหาเรื่องการระบายน้ำในพื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑลเพื่อป้องกันน้ำท่วม  ไม่ให้เกิดเหตุการณ์เหมือนปี 2554   โดยมอบหมายให้ กทม.รับผิดชอบการสร้างเขื่อนในคลองลาดพร้าว  ความยาวรวมทั้งสองฝั่งประมาณ 45  กิโลเมตร (บริษัทริเวอร์เอ็นจิเนียริ่ง ประมูลงานได้ในวงเงิน 1,645 ล้านบาท  เริ่มก่อสร้างเขื่อนเดือนกุมภาพันธ์ 2559-มิถุนายน 2562) และมอบหมายให้กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์  โดยสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) หรือ พอช. รับผิดชอบการจัดหาที่อยู่อาศัยเพื่อรองรับชาวบ้านที่ปลูกสร้างบ้านเรือนรุกล้ำลำคลอง  ซึ่ง พอช.ได้จัดทำโครงการพัฒนาที่อยู่อาศัยชุมชนริมคลองตามโครงการบ้านมั่นคง  เพื่อรองรับนโยบายของรัฐบาลในช่วงปี 2559-2560  ในชุมชนริมคลองลาดพร้าวจำนวน 49  ชุมชน  รวม 6,949 ครัวเรือน  โดยได้เริ่มดำเนินการไปแล้วหลายชุมชน



Bridge_2_resize.jpg
                ล่าสุดวันนี้ (24 ธันวาคม 2559)  เวลา 8.30 น.ที่ชุมชนบางบัวร่วมใจพัฒนา  ริมคลองลาดพร้าว (คลองบางบัว) เขตหลักสี่  กรุงเทพฯ  มีการจัดงาน “ราษฎร์  รัฐ  ร่วมใจ  รื้อครั้งใหญ่  เพื่อที่อยู่อาศัยชุมชนริมคลอง”  ซึ่งการจัดงานในวันนี้เป็นการระดมกำลังระหว่างชาวชุมชน  สมาชิกเครือข่ายพัฒนาชุมชนและสิ่งแวดล้อมคูคลอง  เจ้าหน้าที่ทหาร  และเจ้าหน้าที่ปฏิบัติการที่อยู่อาศัยชุมชนริมคลองจาก พอช.  รวมกว่า 300 คน  ช่วยกันรื้อบ้านในชุมชนจำนวน  75 หลัง  เพื่อเตรียมก่อสร้างบ้านในเฟสที่ 3  โดยมีนายไมตรี  อินทุสุต  ปลัดกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) เป็นประธานในพิธี  และมีนายสมชาติ  ภาระสุวรรณ  รักษาการตำแหน่งผู้อำนวยการสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) เข้าร่วมงานในวันนี้ด้วย  ภายในงานมีพิธีผูกผ้ามงคลเสาเอก  การรื้อบ้าน  และเครือข่ายพัฒนาชุมชนฯ ได้นำข้าวสารจากชาวนาจังหวัดชัยนาทมาขายให้แก่พี่น้องที่มาร่วมงานในราคาถูกด้วย

            เรืออากาศโทสุจิต  อาจปรุ  ประธานชุมชนบางบัวร่วมใจพัฒนา  กล่าวว่า  ชุมชนบางบัวร่วมใจพัฒนา  มีจำนวน  206 หลังคาเรือน  มีเนื้อที่  8 ไร่ 300 ตารางวา  ได้รับสัญญาเช่าที่ดินจากกรมธนารักษ์ เป็นเวลา 30 ปี  อัตรา 1.40 บาทต่อตารางวา  เริ่มรวมกลุ่มกันจัดตั้งกลุ่มออมทรัพย์เพื่อเป็นทุนในการสร้างบ้านตั้งแต่ปี 2558  ส่วนที่เหลือได้รับการสนับสนุนงบประมาณและสินเชื่อจาก พอช. ส่วนแบบบ้านที่จะก่อสร้างมี 2 แบบ  คือ บ้านเดี่ยว 1 ชั้น และบ้านแถว 2 ชั้น ขนาด 4 X 7 ตารางเมตรา  ราคาค่าก่อสร้างประมาณ 189,120 - 286,174 บาท  โดยชาวบ้านที่เข้าร่วมโครงการจะต้องผ่อนชำระสินเชื่อสร้างบ้านผ่านสหกรณ์เคหสถานที่ชาวบ้านร่วมกันจัดตั้งขึ้นมาในอัตราเดือนละ 1,390 - 2,219 บาท  และแบ่งการก่อสร้างออกเป็น 4 เฟส  คือ  เฟสที่ 1 จำนวน   24   หลัง  สร้างเสร็จและส่งมอบแล้ว,  เฟสที่ 2 จำนวน  30   หลัง  สร้างเสร็จและส่งมอบแล้ว, เฟสที่ 3 จำนวน  93   หลัง  กำลังก่อสร้าง 61 หลัง    กำลังทำการรื้อย้าย  32  หลัง   และเฟสที่ 4 จำนวน  59   หลัง  กำลังทำการรื้อย้าย  13  หลัง  และคาดว่าการก่อสร้างบ้านทั้งหมดจะแล้วเสร็จภายในสิ้นปี 2560

Bridge_3_resize.JPG
                นายไมตรี  อินทุสุต  ปลัดกระทรวง พม. กล่าวว่า การพัฒนาที่อยู่อาศัยชุมชนริมคลองเป็นการทำงานร่วมกันของ 11 หน่วยงาน  เช่น  คสช.  กระทรวงการคลัง  กรมธนารักษ์  มหาดไทย  กองทัพบก  สำนักงานตำรวจแห่งชาติ  กระทรวงการพัฒนาสังคม  สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน  ฯลฯ  ถือเป็นการบูรณาการการทำงานร่วมกันภายใต้นโยบายการจัดระเบียบประเทศไทยของนากรัฐมนตรี  ที่มีหลายนโยบายเช่น  การจัดระเบียบการค้ามนุษย์  การแก้ไขปัญหาเรื่องสายการบิน  ฯลฯ

                “การจัดระเบียบชุมชนริมคลองจะทำให้ลำคลองใสสะอาด  เป็นการคืนสายน้ำให้คนคลอง  คืนสายคลองให้คนเมืองคลองให้คนเมือง  ซึ่งสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชนหรือ พอช.จะเป็นหน่วยงานหลักในการดำเนินงาน  มีเป้าหมาย 49 ชุมชน  จำนวน  6,949  ครัวเรือน  ซึ่งต้องประสานการทำงานร่วมกันของหลายหน่วยงาน  เพื่อทำให้ชาวบ้านมีบ้านเรือนที่มั่นคง  สวยงาม  มีทางเดินเลียบคลอง  มีสวนหย่อม  และมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น  โดยที่ชุมชนบางบัวร่วมใจพัฒนาได้สร้างบ้านเสร็จไปแล้ว 54 หลัง  และวันนี้จะเริ่มทำการรื้อบ้านอีก 75 หลัง  เพื่อเตรียมก่อสร้างบ้านต่อไป”  ปลัดกระทรวง พม.กล่าว

Bridge_4_resize.JPG

Bridge_5_resize.JPG

          สำหรับปัญหาและอุปสรรคต่างๆ นั้น  นายไมตรีกล่าวว่า  ขณะนี้รัฐบาลโดยคณะ คสช.กำลังจะใช้มาตรา 44 เพื่อผ่อนปรนข้อบังคับและกฎระเบียบต่างๆ  เช่น  กฎหมายควบคุมอาคาร  ระยะร่นของคลองเพื่อสร้างบ้าน  การจัดทำรายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อม  ฯลฯ  โดยคาดว่า คสช.จะประกาศใช้มาตรา 44 ได้ในเร็วๆ นี้  และหากประกาศใช้แล้วจะทำให้การก่อสร้างบ้านและเขื่อนเป็นไปได้เร็วขึ้น

            นายสมชาติ  ภาระสุวรรณ  รักษาการตำแหน่งผู้อำนวยการ พอช. กล่าวว่า  การพัฒนาที่อยู่อาศัยชุมชนริมคลองเป็นส่วนหนึ่งของแผนยุทธศาสตร์ที่อยู่อาศัย 10 ปีที่ พอช.เสนอต่อรัฐบาลและได้รับการอนุมัติโครงการไปแล้ว  ขณะเดียวกันการพัฒนาที่อยู่อาศัยชุมชนริมคลองก็เป็นภารกิจที่สำคัญที่ พอช.จะต้องทำเพื่อให้ชาวบ้านได้รับผลประโยชน์มากที่สุด  และตรงตามเป้าหมายของรัฐบาลที่ตั้งเอาไว้  ดังนั้น พอช.จึงได้มีการปรับแผนการทำงาน  โดยได้ดึงเจ้าหน้าที่ที่มีประสบการณ์ในการทำโครงบ้านมั่นคงทั่วประเทศทั้ง 5 ภาคมาเสริมกับชุดปฏิบัติการที่อยู่อาศัยชุมชนริมคลอง  และจะมีการประเมินความเป็นไปได้  รวมทั้งข้อจำกัดต่างๆ ในแต่ละพื้นที่  เพื่อนำมาสรุปเป็นแผนงานและเป้าหมายเพื่อนำเสนอต่อนายสมคิด  สมศรี  (อธิบดีกรมกิจการผู้สูงอายุ กระทรวง พม.)  ในฐานะผู้อำนวยการ  กองอำนวยการร่วมพัฒนาที่อยู่อาศัยชุมชนริมคลอง  ในวันที่ 26 ธันวาคมนี้เพื่อเดินหน้าโครงการพัฒนาที่อยู่อาศัยชุมชนริมคลองต่อไป

Bridge_6_resize.JPG
                อย่างไรก็ตาม  นอกจากการรื้อย้ายและก่อสร้างบ้านใหม่ที่ชุมชนบางบัวร่วมใจพัฒนาแล้ว  ยังมีอีกหลายชุมชนที่กำลังก่อสร้างบ้านใหม่  เช่น   1.ศาลเจ้าพ่อสมบุญ  เขตสายไหม  จำนวน 64 หลัง  ขณะนี้ก่อสร้างบ้านเกือบแล้วเสร็จ 100 เปอร์เซ็นต์   ชาวบ้านเริ่มเข้าอยู่ได้ภายในเดือนธันวาคมนี้   2.ชุมชนสะพานไม้ 2 เขตหลักสี่  จำนวน 206 หลัง  ขณะนี้ก่อสร้างเสร็จแล้ว 24 หลัง  กำลังก่อสร้าง  74  หลัง  และอีก 15 หลังกำลังเตรียมการรื้อย้ายเพื่อสร้างบ้านใหม่  3.ชุมชนวังหิน  จำนวน 82  หลัง  กำลังก่อสร้างใกล้จะแล้วเสร็จ  7 หลัง  หลังจากนั้นจะทยอยรื้อถอนและสร้างบ้านใหม่ 

                4.ชุมชนรุ่นใหม่พัฒนา  เขตบางเขน  จำนวน  192 หลัง  กำลังก่อสร้าง 22 หลัง   5.ชุมชนเพิ่มสิน  เขตสายไหม  จำนวน  77 หลัง  กำลังรื้อถอน  6.ชุมชนหลังกรมวิทย์  เขตบางเขน  จำนวน  122  หลัง  อยู่ในระหว่างการรื้อถอน   7.หลังโรงเรียนสมาคมไทย-ญี่ปุ่น  เขตห้วยขวาง  จำนวน  65  หลัง  กำลังเริ่มก่อสร้าง  ฯลฯ 

ส่วนงบประมาณในการช่วยเหลือประชาชนแบ่งออกเป็น  1.พัฒนาระบบสาธารณูปโภคและอุดหนุนที่อยู่อาศัยครัวเรือนละ 80,000 บาท  2.ช่วยเหลือผู้ที่ได้รับผลกระทบ  ครัวเรือนละ  80,000 บาท  3.สนับสนุนสินเชื่อเพื่อก่อสร้างบ้านหรือซื้อที่ดิน/ที่อยู่อาศัยไม่เกิน  300,000 บาท  ผ่อนชำระคืนภายใน 15 ปี  อัตราดอกเบี้ยร้อยละ  4 บาทต่อปี  และ 4.ในระหว่างการรื้อย้ายและสร้างบ้านใหม่จะอุดหนุนค่าเช่าบ้านครัวเรือนละ 3,000 บาท  ระยะเวลา 6 เดือน  อย่างไรก็ตาม  การช่วยเหลือตามข้อ 1-3  พอช.ไม่ได้จ่ายให้ผู้ที่ได้รับผลกระทบเป็นเงินสด  แต่จะจ่ายผ่านสหกรณ์เคหสถานที่ชาวชุมชนจัดตั้งขึ้นมา  เพื่อนำไปบริหารจัดการเป็นค่าใช้จ่ายในการซื้อวัสดุ  ค่าก่อสร้าง  หรือซื้อที่ดิน

                สำหรับความคืบหน้าในการก่อสร้างเขื่อนในคลองลาดพร้าวนั้น  ขณะนี้บริษัทริเวอร์  เอ็นจิเนียริ่ง  จำกัด  ซึ่งเป็นบริษัทรับเหมาก่อสร้างเขื่อน (ประมูลงานได้ในวงเงิน 1,645 ล้านบาท  เริ่มก่อสร้างเดือนกุมภาพันธ์ 2559-มิถุนายน 2562)    ได้สร้างเขื่อนไปแล้วเป็นระยะทางรวมประมาณ  4 กิโลเมตรเศษ  จากความยาวทั้งหมด (ทั้ง 2 ฝั่ง) ประมาณ 45 กิโลเมตร   (จากบริเวณปากคลองแสนแสบเขตวังทองหลาง-คลองสองสายใต้เขตสายไหม) ซึ่งตามแผนงานจะมีการขุดลอกคลองเพื่อให้ลึกจากเดิมประมาณ 3 เมตร  และมีความกว้างของเขื่อนประมาณ 38 เมตรตลอดแนวคลอง  เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการระบายน้ำ  เป็นการป้องกันน้ำท่วมในกรุงเทพฯ และปริมณฑล 

                                                                                Bridge_7_resize.jpg

Bridge_8_resize.JPG

สุวัฒน์ กิขุนทด : รายงาน

แบ่งปัน
Submit to FacebookSubmit to Google PlusSubmit to Twitter