playlists faocebook CODINew icon_tw Intranet mail
ภาษาไทย english หน้าหลัก

1501

          แจ้งวัฒนะ/ พอช.ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องประชุมชี้แจงแนวทางการพัฒนาที่อยู่อาศัยชุมชนคนริมคลอง  ย้ำสร้างบ้านและพัฒนาคุณภาพชีวิตชาวชุมชนด้วย  ขณะที่ ผอ.เขตหลักสี่ยืนยันชุมชนต้องคืนพื้นที่คลองเพื่อให้เขื่อนตอกเสาเข็มได้เสร็จภายในสิ้นปีนี้  ขณะที่ชาวบ้านก็จะมีบ้านที่มั่นคง  ด้าน “สิระ”  ประธานกลุ่มสิทธิชุมชนคนริมคลองยืนยัน 3 แนวทางให้ชาวบ้านเลือก  โดยเบื้องต้นมีชาวบ้านจะไปอยู่ในที่ดินใหม่ที่บึงนายพล  เขตมีนบุรี  50 ครัวเรือน  อยู่ในที่ดินเดิม  98 ครัวเรือน  และไม่เข้าร่วม  แต่ขอค่าชดเชย 20 ราย

                วันนี้ (14 พฤษภาคม)  เวลา 10.00 น. สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเช่น  เขตหลักสี่  กรมส่งเสริมสหกรณ์  สถานีตำรวจนครบาลหลักสี่  คสช.  และเครือข่ายสิทธิชุมชนคนริมคลอง  ได้จัดเวทีสร้างความเข้าใจเรื่องการพัฒนาที่อยู่อาศัยชุมชนริมคลองลาดพร้าว  ที่บริเวณสำนักงานบ้านทรงไทยของนายสิระ  เจนจาคะ  ประธานกลุ่มสิทธิชุมชนคนริมคลอง   ถ.แจ้งวัฒนะ  เขตหลักสี่   โดยมีชาวบ้านริมคลองที่เป็นสมาชิกเครือข่ายกลุ่มสิทธิชุมชนคนริมคลองเข้าร่วมประมาณ 250  คน

15 04                นายสมศักดิ์  ชาติสุขศิริเดช   ผู้อำนวยการเขตหลักสี่  กล่าวชี้แจงว่า  กรุงเทพมหานครได้รับมอบหมายจากรัฐบาลให้ก่อสร้างเขื่อนระบายน้ำในคลองลาดพร้าวความยาวรวมทั้งสองฝั่งประมาณ 31.9  กิโลเมตร  เพื่อป้องกันน้ำท่วม  เนื่องจากที่ผ่านมามีปัญหาการระบายน้ำในคลองไม่คล่องตัว  โดยเฉพาะในปี 2554 ที่ผ่านมา  ที่เกิดเหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่ในกรุงเทพฯ และปริมณฑล  โดยพื้นที่ที่จะสร้างเขื่อนอยู่ใน 8 เขต  ตั้งแต่เขตสายไหมลงจนถึงเขตวังทองหลาง  ซึ่งในเขตหลักสี่มี 4 ชุมชนที่อยู่ในแนวก่อสร้างเขื่อน  คือ  ชุมชนสะพานไม้ 1  สะพานไม้ 2 ชายคลองบางบัว  และชุมชนก้าวหน้า

                “ทั้ง 4 ชุมชนนี้จะต้องคืนพื้นที่ริมคลองเพื่อให้ กทม.ก่อสร้างเขื่อนระบายน้ำ  เพื่อประโยชน์ของส่วนรวม  โดย กทม.มีเป้าหมายที่จะตอกเสาเข็มให้แล้วเสร็จรวมทั้งหมด  60,000 ต้น  ภายในเดือนธันวาคมปีนี้   แต่ขณะนี้ตอกเสาเข็มได้เพียง  9,000 กว่าต้น  ซึ่งถือว่าน้อยมาก  เนื่องจากยังติดปัญหาบ้านเรือนที่ยังไม่รื้อย้าย  ดังนั้นวันนี้จึงเป็นการพูดคุยกันเพื่อหาทางออก  เพื่อให้เขื่อนสร้างเสร็จ  และชาวบ้านมีที่อยู่อาศัยใหม่ที่มั่นคง  มีสภาพแวดล้อมที่ดี  มีคลองสวย  น้ำใส  มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น  โดยทางสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชนจะรับผิดชอบเรื่องที่อยู่อาศัย  ขณะที่เขตฯ จะออกใบอนุญาตการก่อสร้างบ้านอย่างถูกต้อง”  ผู้อำนวยการเขตหลักสี่กล่าว

15 03                นายสมชาติ  ภาระสุวรรณ  รักษาการ  ผู้อำนวยการ  สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชนฯ กล่าวว่า  รัฐบาลได้ประกาศว่า  ภายใน 20 ปีข้างหน้า  ประชาชนทุกคนจะต้องมีที่อยู่อาศัยที่มั่นคง  ซึ่งรวมถึงประชาชนที่อาศัยอยู่ในริมคลองลาดพร้าวด้วย  โดยรัฐบาลมอบหมายให้กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์   โดยสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชนหรือ พอช.รับผิดชอบเรื่องพัฒนาที่อยู่อาศัยชุมชนริมคลอง  มีเป้าหมาย 52 ชุมชน  รวม 7,081 ครัวเรือน  ระยะเวลา 3 ปี   โดยมีแนวทางดังนี้ 1.อาศัยอยู่ในที่ดินเดิม  โดยเช่าที่ดินกรมธนารักษ์สัญญา  30 ปี   2.ซื้อที่ดินหรือที่อยู่อาศัยใหม่

                “พอช.ทำโครงการบ้านมั่นคงทั่วประเทศมาตั้งแต่ปี 2546   โดยมีหลักการสำคัญ  คือ  ไม่ใช่จะสร้างเฉพาะบ้าน  แต่จะมีการพัฒนาคุณภาพชีวิตของพี่น้องทุกคนด้วย  ทั้งเด็ก  ผู้สูงอายุ  ด้านสิ่งแวดล้อม  เศรษฐกิจ  ซึ่งต่อไปอาจจะพัฒนาเป็นแหล่งท่องเที่ยวทางน้ำ  ทำให้ประชาชนมีรายได้  รวมทั้งจะมีการเชื่อมโยงเส้นทางคมนาคม  เช่น  ที่ชุมชนศาลเจ้าพ่อสมบุญ  ซึ่งมีรถไฟฟ้าผ่าน  ชุมชนก็มีแผนงานที่จะมีการเดินเรือในคลองเชื่อมกับรถไฟฟ้า  รถยนต์  และมีทางขี่จักรยานเลียบคลอง  ซึ่งผู้ที่เข้าร่วมโครงการ พอช.จะสนับสนุนเรื่องสินเชื่อเพื่อก่อสร้างบ้าน  และสนับสนุนงบช่วยเหลือต่างๆ  จึงอยากจะให้พี่น้องมองเห็นอนาคตของลูกหลานในวันข้างหน้า  เพื่อให้มีที่อยู่อาศัยที่มั่นคง  มีสิ่งแวดล้อมและคุณภาพชีวิตที่ดีต่อไป”  นายสมชาติกล่าว

15 02



                ตัวแทนจากกรมส่งเสริมสหกรณ์  กล่าวว่า  ประชาชนจะต้องรวมกลุ่มกันและจดทะเบียนเป็นสหกรณ์  เพื่อให้มีฐานะเป็นนิติบุคคลสำหรับการทำสัญญาเช่าที่ดินกับกรมธนารักษ์  หรือหากจะซื้อที่ดินใหม่ก็จะต้องจดทะเบียนเช่นกัน  โดยจะต้องมีกรรมการไม่น้อยกว่า 7 คน  และไม่เกิน 15 คน เพื่อร่วมกันบริหารจัดการ  เช่น  เก็บเงินจากสมาชิกไปจ่ายค่าเช่าที่ดินให้กับกรมธนารักษ์  หรือชำระคืนเงินกู้สร้างบ้านให้แก่ พอช.  โดยในขณะนี้ชุมชนริมคลองลาดพร้าวได้จดทะเบียนเป็นสหกรณ์เคหสถานแล้ว 20 สหกรณ์   หากชุมชนใดที่ยังไม่ได้จดทะเบียนก็สามารถไปเข้าร่วมกับสหกรณ์ที่จดทะเบียนแล้วได้  หรือหากชุมชนใดจะมีการจดทะเบียน  กรมส่งเสริมสหกรณ์ก็จะเข้าไปให้คำแนะนำและช่วยจัดตั้ง

                ด้านนายสิระ  เจนจาคะ  ประธานกลุ่มสิทธิชุมชนคนริมคลอง  กล่าวว่า  ตนมีความกังวลเรื่องสหกรณ์  เนื่องจากที่ผ่านมา  มีกรรมการสหกรณ์บางคนที่หาผลประโยชน์เข้าตัวเอง  ดังนั้นจะต้องมีการเปลี่ยนแปลง  โดยหากมีการเลือกตั้งกรรมการสหกรณ์ใหม่  พี่น้องจะต้องไปใช้สิทธิเลือกตั้ง  เลือกคนที่มีคุณธรรม  มีธรรมาภิบาล  นอกจากจากนี้ก็จะต้องมีการกำหนดระเบียบใหม่  เช่น  กำหนดเพดานดอกเบี้ยเงินกู้ที่เก็บจากสมาชิกต้องไม่เกินกี่บาท  จากดอกเบี้ยร้อยละ 4 บาทที่ต้องจ่ายให้ พอช.  และจะต้องมีการชี้แจงบัญชีให้ชัดเจน  เพื่อป้องกันไม่ให้มีการทุจริตเกิดขึ้นเหมือนที่ผ่านมา

                “สำหรับแนวทางเรื่องที่อยู่อาศัยของกลุ่มสิทธิชุมชนคนริมคลองนั้น  มี 3 แนวทาง  คือ  1.ซื้อที่ดินใหม่  2.เช่าที่ดินกรมธนารักษ์เพื่ออยู่ในที่ดินเดิม  และ 3.ผู้ที่ต้องการย้ายออกหรือกลับภูมิลำเนาจะขอค่าชดเชย  แต่ทั้งนี้จะต้องเสนอให้  คณะรัฐมนตรีอนุมัติ  ซึ่งตอนนี้พี่น้องมีหลายแนวทางให้เลือก และต้องเลือกอย่างมีศักดิ์ศรี  ไม่ใช่โดนไล่รื้อเพียงอย่างเดียวเหมือนกับที่ผ่านมา”  ประธานกลุ่มสิทธิชุมชนคนริมคลองกล่าว

                ในช่วงท้ายของการชี้แจง  ตัวแทน พอช.ได้อธิบายกระบวนการทำงาน 11 ขั้นตอนของโครงการบ้านมั่นคง  คือ  1.ต้องมีการสร้างความเข้าใจโครงการ  2.สำรวจข้อมูล และการรับรองสิทธิ์  3.รวมตัวกันเพื่อจัดตั้งกลุ่มออมทรัพย์   4.จัดตั้งสหกรณ์  5.จัดการเรื่องที่ดิน  6.ออกแบบผังชุมชน  ออกแบบบ้าน  7.อำนวยสินเชื่อ  8.รื้อบ้าน  วางแผนก่อสร้าง  9.ทำนิติกรรมสัญญา  เบิกงบประมาณ  10.ลงมือก่อสร้าง  11.พัฒนาคุณภาพชีวิต  รวมทั้งชี้แจงงบประมาณความช่วยเหลือต่างๆ  จาก พอช.

                นอกจากนี้ยังให้สมาชิกเครือข่ายสิทธิชุมชนคนริมคลองที่มาประชุมในวันนี้ลงชื่อเพื่อแจ้งความประสงค์ในการเข้าร่วมหรือไม่เข้าร่วมโครงการ  โดยมี 1.ผู้ประสงค์จะอยู่ในที่ดินใหม่ (บึงนายพล  เขตมีนบุรี  รองรับชาวบ้านได้ประมาณ 160 ครัวรือน)จำนวน 50  ราย   2.อยู่ในที่ดินเดิม 98 ราย  และ 3.ขอค่าเยียวยา (ไม่เข้าร่วม 20 ราย)   ซึ่งแต่ละกลุ่มจะมีการตั้งตัวแทนขึ้นมากลุ่มละ 3 คนเพื่อกลับไปดำเนินการและสำรวจข้อมูลของแต่ละชุมชน   รวมทั้งให้ผู้ที่ไม่ได้มาประชุมในวันนี้ลงชื่อเพื่อแจ้งความประสงค์ว่าจะเลือกแนวทางใด  หลังจากนั้นจึงจะมีการประชุมร่วมกับ พอช.และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อดำเนินการต่อไป

15 05 

อย่างไรก็ตาม  ในการประชุมวันนี้ยังไม่มีข้อสรุปที่ชัดเจนว่า  สมาชิกกลุ่มฯ ที่แจ้งความประสงค์จะอยู่ในที่ดินเดิมนั้น  จะต้องรื้อย้ายและปรับผังชุมชนใหม่เพื่อรองรับบ้านที่อยู่ในแนวเขื่อนหรือไม่  ขณะที่สมาชิกที่ไม่อยู่ในแนวเขื่อนส่วนใหญ่ยืนยันว่าจะไม่รื้อย้ายบ้านเพื่อสร้างบ้านใหม่   แต่หากครอบครัวใดที่มีพื้นที่ว่างก็จะต้องแบ่งปันที่ดินเพื่อให้บ้านที่อยู่ในแนวเขื่อนสามารถสร้างบ้านใหม่ในชุมชนเดิมได้  ทั้งนี้สมาชิกของเครือข่ายสิทธิชุมชนคนริมคลองมีประมาณ  900 รายเศษ   จาก 9 ชุมชน  (ส่วนใหญ่อยู่ในเขตหลักสี่และดอนเมือง)  แต่มาร่วมประชุมในวันนี้ประมาณ 250 คน

แบ่งปัน
Submit to FacebookSubmit to Google PlusSubmit to Twitter