playlists faocebook CODINew icon_tw Intranet mail
ภาษาไทย english หน้าหลัก

IMG 9050         

          คณะทำงานแก้ไขปัญหาที่อยู่อาศัยระดับเขตเขตห้วยขวางเตรียมลงชุมชนสำรวจแนวคลองก่อสร้างเขื่อน  ยึดหลักให้ชาวบ้านอยู่ในที่ดินเดิม  ชาวบ้านคลองลาดพร้าว 7 ชุมชนพร้อมสร้างบ้านมั่นคงแต่ขอให้กำหนดความกว้างของเขื่อนให้ชัด  ยืนยันคณะกรรมการชุดพลเอกประวิต  รองนายกฯ เห็นชอบให้สร้างเขื่อนได้ตามลักษณะความกว้างของคลอง  ไม่จำเป็นต้องกว้าง 38 เมตรเท่ากันทั้งโครงการ  ด้านสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชนชี้แจงมีการตรวจสอบสหกรณ์เคหสถานชุมชนร่วมสามัคคีตั้งแต่ปี 2552 แล้ว 

          วันนี้ (6 ตุลาคม 2558) ที่สำนักงานเขตห้วยขวาง มีการประชุมพิจารณาติดตามความคืบหน้าในการแก้ไขปัญหาที่อยู่อาศัยชุมชนริมคลองลาดพร้าว เขตห้วยขวาง โดยมีผู้อำนวยการเขตห้วยขวาง  ตัวแทนจาก คสช.  กรมธนารักษ์  สำนักงานทรัพย์สิน  สำนักการระบายน้ำ  สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) ตำรวจ  และตัวแทนชุมชนริมคลอง 7 ชุมชนเข้าร่วม

          นายสุชีพ  อารีประชาภิรมย์  ผอ.เขตห้วยขวาง  กล่าวว่า  จากโครงการก่อสร้างเขื่อนคอนกรีตกั้นริมคลองเพื่อให้การระบายน้ำในกรุงเทพฯ ไหลสะดวกเป็นการป้องกันน้ำท่วมของรัฐบาลนั้น  ในเขตห้วยขวางมีชุมชนที่มีการปลูกสร้างบ้านเรือนรุกล้ำลงไปในคลองลาดพร้าวจำนวน 7 ชุมชน มีบ้านเรือนบุกรุกจำนวน  770 หลัง  จำนวนครัวเรือน  1,389 ครอบครัว  จำนวนประชากร 4,062 คน

โดยเมื่อเดือนกันยายนที่ผ่านมา คณะทำงานแก้ไขปัญหาที่อยู่อาศัยระดับเขตได้จัดเวทีประชาคมทั้ง 7 ชุมชนเพื่อรับฟังความคิดเห็นของชาวบ้าน  ได้ข้อสรุปว่าชาวบ้านทั้ง 7 ชุมชนมีความต้องการขออยู่อาศัยในที่ดินเดิม  และขอจัดรูปแบบที่อยู่อาศัยตามโครงการบ้านมั่นคง  โดยในช่วงเดือนตุลาคมถึงพฤศจิกายนนี้  คณะทำงานฯ ระดับเขตจะลงพื้นที่ทั้ง 7 ชุมชนอีกครั้ง  เพื่อสำรวจแนวคลองและกำหนดแนวคลองที่จะก่อสร้างเขื่อนให้ชัดเจนว่าแนวคลองที่จะสร้างเขื่อนแต่ละชุมชนจะมีความกว้างกี่เมตร  รวมทั้งข้อเสนอเรื่องการแก้ไขปัญหาที่อยู่อาศัยจากชุมชน  หลังจากนั้นจึงจะนำข้อมูลไปเสนอต่อสำนักระบายน้ำ กทม. เพื่อให้สำนักระบายน้ำพิจารณาแนวเขื่อนที่คณะกรรมการระดับเขตเสนอ

“โดยหลักการแล้วเราจะให้ชาวบ้านอยู่ในที่ดินเดิม  แต่บ้านเรือนที่รุกล้ำก็ต้องย้ายขึ้นมา  แล้วเข้าสู่กระบวนการสร้างบ้านมั่นคง  โดยเฉพาะเขตห้วยขวางถือว่าเป็นทำเลทอง  ดังนั้นชาวบ้านควรแปรวิกฤตให้เป็นโอกาส  โดยการปรับปรุงบ้านเรือนใหม่  เพื่อให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น  สามารถเช่าที่ดินจากกรมธนารักษ์หรือสำนักงานทรัพย์สินได้นานถึง 30 ปี ขณะเดียวกันกทม.ก็จะระบายน้ำได้สะดวกเพื่อป้องกันน้ำท่วม”  ผอ.เขตห้วยขวางกล่าว

นายจำรัส  กลิ่นอุบล  ประธานชุมชนลาดพร้าวซอย 45  กล่าวว่า  ชาวบ้านไม่ได้ขัดขวางโครงการก่อสร้างเขื่อนกั้นแนวคลอง  แต่ขอให้หน่วยงานรัฐมีความชัดเจนว่าจะกำหนดความกว้างของคลองที่จะสร้างเขื่อนว่าจะมีระยะกี่เมตร  ซึ่งจากการสำรวจเบื้องต้นในชุมชนลาดพร้าวซอย 45 คลองลาดพร้าวมีความกว้างประมาณ 25 เมตร  หากสำนักระบายน้ำตกลงที่จะสร้างเขื่อนขนาดความกว้างเท่านี้  ชุมชนก็พร้อมที่จะทำโครงการบ้านมั่นคง 

นายสยาม  นนท์คำจันทร์  ผู้จัดการสำนักงานกรุงเทพฯ ปริมณฑลและตะวันออก สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน  กล่าวว่า  จากการลงพื้นที่สำรวจแนวคลองร่วมกับคณะทำงานของพลเอกประวิตร์  วงศ์สุวรรณ  รองนายกฯ ที่รับผิดชอบโครงการดังกล่าวเมื่อเร็วๆนี้ คณะทำงานได้ข้อสรุปว่า  การสร้างเขื่อนในคลองลาดพร้าว  คลองบางซื่อ  และคลองถนนนั้นให้ดำเนินการก่อสร้างไปตามสภาพคลอง  เพราะลักษณะของคลองบางช่วงจะมีความกว้างไม่เท่ากัน ไม่จำเป็นจะต้องสร้างเขื่อนขนาดความกว้าง 38 เมตรเท่ากันทั้งหมด  เพื่อให้ชาวบ้านอยู่ได้ หรือได้รับผลกระทบน้อยที่สุด ส่วนความกว้างของคลองที่จะก่อสร้างเขื่อนควรจะมีความกว้างตั้งแต่ 25 เมตรขึ้นไปเพื่อให้การระบายน้ำสะดวก

สำหรับแนวทางการแก้ไขปัญหาที่อยู่อาศัยนั้น  นายสยามกล่าวว่า  เพื่อให้ชาวบ้านได้อยู่ในที่ดินเดิม  ดังนั้นในกรณีที่ดินเดิม ชาวบ้านจะต้องแบ่งปันที่ดินกัน  คนที่มีบ้านใหญ่หรือมีเนื้อที่มาก  จะต้องเสียสละเพื่อให้คนที่ปลูกบ้านในคลองได้มีที่อยู่อาศัย  ส่วนรูปแบบก็จะต้องมีรื้อบ้านเพื่อจัดทำผังชุมชนใหม่  มีทางเดินเลียบคลอง  มีสวนหย่อม  มีศูนย์เด็กเล็ก  หรือแล้วแต่ความต้องการของชาวบ้าน  ส่วนในกรณีที่ดินเดิมไม่พอก็อาจจะต้องจัดหาที่ดินของรัฐที่ใกล้เคียงชุมชนเดิม  หรือจัดหาที่อยู่อาศัยของการเคหะฯเพื่อรองรับชาวบ้านต่อไป  โดยสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชนจะสนับสนุนชาวบ้านในเรื่องของสินเชื่อเพื่อก่อสร้างที่อยู่อาศัยใหม่

สำหรับกรณีการร้องเรียนของชาวบ้านชุมชนร่วมสามัคคี  ซอยรามคำแหง 38 เขตวังทองหลาง  ร้องเรียนให้มีการตรวจสอบการดำเนินงานของสหกรณ์เคหสถานชุมชนร่วมสามัคคีว่าอาจจะมีการทุจริตนั้น  นายสยามชี้แจงว่า ทางสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชนได้ร่วมกับหน่วยงานภาคี  เช่น  กรมตรวจบัญชีสหกรณ์  กรมส่งเสริมสหกรณ์  เข้ามาตรวจสอบระบบบัญชีของสหกรณ์เคหสถานฯ ตั้งแต่ปี 2552 แล้ว และได้ข้อสรุปว่าให้คณะกรรมการสหกรณ์ฯ จำนวน 9 คนเป็นผู้รับผิดชอบเงินที่หายไปจากบัญชี  และปัจจุบันได้มีการเลือกตั้งคณะกรรมการสหกรณ์ฯ ชุดใหม่เข้ามาบริหารงาน  แต่การส่งมอบงานของคณะกรรมการชุดเดิมยังส่งเอกสารไม่ครบถ้วน  จึงต้องใช้เวลาในการค้นหาเอกสาร  ซึ่งขณะนี้อยู่ในระหว่างการติดตามการแก้ไขปัญหาร่วมกับหน่วยงานภาคีดังกล่าว  โดยทางสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชนไม่ได้นิ่งเฉยแต่อย่างใด

IMG 9061IMG 9067IMG 9070IMG 9079

แบ่งปัน
Submit to FacebookSubmit to Google PlusSubmit to Twitter