playlists faocebook CODINew icon_tw Intranet mail
ภาษาไทย english หน้าหลัก

WHD221058.10นางสาวสมสุข บุญญะบัญชา อดีตผู้อำนวยการสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน และกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญในชุดที่ผ่านมา ได้กล่าวปาฐกถาพิเศษเรื่อง “การพัฒนาที่อยู่อาศัยคนจนกับทิศทางการพัฒนาเมืองในอนาคต” เมื่อวันที่ 22 ตุลาคม 2558 ใน งานสัมมนา 10 ปี “สู่การจัดการที่ดินที่อยู่อาศัยโดยชุมชนท้องถิ่น” ณ ศูนย์ประชุมวายุภักษ์ ห้องแกรนด์บอลรูม ชั้น 4 โรงแรมเซ็นทราศูนย์ราชการและคอนเวนชันเซ็นเตอร์ แจ้งวัฒนะ กรุงเทพ ซึ่งมีเนื้อหาที่น่าสนใจมาก จึงขอนำบทปาฐกถามาเผยแพร่ดังนี้

“เราอยู่ในช่วงการเฉลิมฉลองงานที่อยู่อาศัยโลก เป็นปีที่ 10 แต่เราทำโครงการบ้านมั่นคงมาแล้ว 12 ปี โครงการบ้านมั่นคงเริ่มเมื่อปี 2546 ส่วนพอช. ก่อตั้งเมื่อปี 2543 และปีนี้ ช่วงนี้ เป็นช่วงที่พอช. ของเราจะมีอายุครบ 15 ปี ที่จริงเราทำโครงการบ้านมั่นคงมาก่อนหน้านั้นแล้วในนามสำนักงานพัฒนาชุมชนเมือง (พชม.) เมื่อปี 2535 เมื่อ 23 ปีที่แล้ว และเราสามารถใช้กองทุนเป็นเครื่องมือให้ชาวชุมชนริเริ่มการพัฒนาเรื่องต่างๆ โดยอ.ไพบูลย์ วัฒนศิริธรรม เป็นคนสำคัญในการเชื่อมโยงกระทรวงการคลัง การเคหะฯ และรัฐบาล

งานวันที่อยู่อาศัยที่เราเฉลิมฉลองวันนี้มีที่มาที่ไป เมื่อ 23 ปีที่แล้ว เราตั้งสำนักงานพัฒนาชุมชนเมือง เป็นเหมือนโครงการภายใต้การเคหะแห่งชาติ จึงต้องการเสนอวิธีการใหม่ในการแก้ปัญหาที่ชุมชนเป็นเจ้าของการพัฒนา อาจารย์ไพบูลย์ จึงเสนอเพื่อของบจากรัฐบาลมาตั้งกองทุน ให้ชุมชนพัฒนาความสามารถในการจัดการกองทุน โดยการจัดตั้งกลุ่มออมทรัพย์ บริหารเงินเอง แล้วมาขอใช้เงินกองกลาง เช่น มีปัญหาไล่ที่ เอาโครงการมาเสนอของบประมาณสินเชื่อ โดยชาวบ้านเป็นคนคิด จัดการรูปแบบการอยู่อาศัย บริหารโครงการเอง เป็นเสรีภาพของชุมชนและประชาชน รวมถึงเรื่องอาชีพโดยใช้เงินกองกลางมาพัฒนา

เป็นเวลา 8 – 9 ปี ที่เราทำงานในสำนักงานพัฒนาชุมชนเมือง ซึ่งมีสถานะเป็นโครงการภายใต้การเคหะ แต่ว่าระบบงานเราไม่เหมือนการเคหะ เราพยายามแสวงหาสถานภาพ นับตั้งแต่ปี 2535 เราคิดว่าเราจะไม่เป็นเพียงแค่โครงการ

กองทุนนี้เอาไว้แก้ไขปัญหาความยากจนของคนในเมือง มีคณะกรรมการที่มาจากหลายๆ หน่วยงาน เช่น กระทรวงการคลัง สภาพัฒน์ ซึ่งเขาไม่อยากให้เอาเงินไปแก้ปัญหาที่อยู่อาศัย ควรให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการ แต่ชาวบ้านเสนอว่าไม่ควรเป็นอย่างนั้น เพราะชาวบ้านไม่สามารถออกแบบรูปแบบการอยู่อาศัยตามที่ต้องการได้ ในที่สุดเกิดรูปแบบสินเชื่อ 3 ประเภท คือ สินเชื่อหมุนเวียน สินเชื่ออาชีพ และที่อยู่อาศัย 

จนเกิดการสร้างที่อยู่อาศัยที่ใช้เงินทุนของตัวเอง โดย 8 ปีแรกเป็นการเรียนรู้ผ่านปัญหาในการทำโครงการ เพราะการทำเรื่องที่อยู่อาศัยไม่เรื่องง่าย มีเรื่องดิน ผัง เงิน ความรู้วิชาการ ที่เกินกำลังเรา เพราะฉะนั้น ในช่วง พชม. 8 – 9 ปีแรก แม้ว่าเราจะได้เริ่มทำโครงการของเราแล้ว เริ่มเห็นแนวทางในการทำงาน แต่ยังเป็นช่วงการเรียนรู้ของขบวน เช่น ซื้อที่ดินใหม่แต่คนไม่ยอมย้าย ที่เดิมทำแล้วมีปัญหาอย่างไร หากทำเรื่องบ้านเรื่องที่อยู่ ไม่ทำเรื่องคน องค์กร ระบบต่างๆ ไปพร้อมกัน เรื่องที่อยู่อาศัยก็ไม่มีความหมาย คนอยู่ไม่ได้ ผ่อนไม่ไหวก็ต้องขาย

ในปี 2543 เมื่อเกิด พอช. ซึ่งเป็นการทำงานพัฒนาแบบผสมผสาน (พอช.เกิดจากการรวมตัวกันของ พชม.และกองทุนพัฒนาชนบท) เพราะแต่ก่อน พชม. ทำเรื่องที่อยู่อาศัย อาชีพ พอมารวมกับชนบทมีมิติการพัฒนาที่หลากหลาย กว้างขวางขึ้น มีทั้งเรื่องทรัพยากร ระบบต่างๆ ที่กว้างขวางมากกว่าชุมชนเมืองอย่างเดียว WHD221058.05

จากปี 2543 – 2546 พอช. ทำทั้งเรื่องเมืองและชนบท เราเกือบจะปล่อยเรื่องเมืองไประยะหนึ่ง เพราะต้องทำความเข้าใจเรียนรู้การเชื่อมโยงเครือข่ายชนบท และการเชื่อมโยงเมืองกับชนบท ทำให้เกิดปัญหากับชุมชนเมืองพอสมควร จนปี 2546 เมื่อรัฐบาลมีความพร้อม ต้องการทำโครงการใหญ่ เข้าถึงประชาชน จึงได้มีโอกาสนำเสนอโครงการบ้านมั่นคง และเกิดการยอมรับจากนายกรัฐมนตรีในขณะนั้น แต่ให้งบประมาณในการดำเนินโครงการนำร่อง 10 โครงการ เพื่อเป็นตัวอย่าง ซึ่งมีทั้งสร้างที่เดิม ย้ายที่ใหม่ ปรับปรุงในที่ดินเดิม การแบ่งปันที่ดิน เป็นการทำเพื่อให้รัฐบาลเห็นและอธิบายว่าบ้านมั่นคงชุมชนเป็นผู้สร้าง ในปี 2547 เสนอแนวการแก้ปัญหาทั้งเมือง

สิ่งที่สำคัญเราสร้างระบบคน คนที่พอมีอิสรเสรีภาพสามารถสร้างระบบที่เราต้องการได้ เราสร้างรูปแบบใหม่อย่างไรก็ได้ บ้านมั่นคงสามารถทำให้เราออกแบบทั้งกายภาพ สังคม เศรษฐกิจได้อย่างเต็มที่ โดยฝีมือของคนจน ในปี 2546 เราทำให้เห็นในเชิงรูปร่าง ซึ่งไม่ใช่เรื่องใหญ่ สำคัญ แต่ระบบความคิด การลงตัวเป็นเรื่องที่สำคัญ

เราทำให้เกิดความเชื่อได้ว่าถ้าเรารวมตัวกัน เราสามารถจ่ายเงินกู้ได้ เป็นการพิสูจน์ที่ยิ่งใหญ่ทั้งในประเทศไทยและนานาชาติ ปัญหายิ่งใหญ่ของสลัมคือไม่มีความน่าเชื่อถือในการส่งเงินคืน เขาเชื่อว่าคนจนไม่สามารถผ่อนเงินคืนได้ เพราะไม่มีระบบ เราพิสูจน์ว่าถ้าเราจัดการดีเราสามารถจ่ายเงินคืนได้ ทุกวันนี้ทั่วประเทศมีการผ่อนส่งคืน 95 – 97 เปอร์เซ็นต์ ปัญหาไม่ได้อยู่ที่คนจนแต่เป็นระบบที่ไม่เข้าใจคนจน คนจนไม่ได้มีปัญหาสามารถจัดการด้านการเงินของตัวเองได้ จ่ายเงินกู้ได้ การเงินไม่มีปัญหา เพราะการจัดการเรื่องการจัดระบบในชุมชน การก่อสร้าง การจัดระบบสวัสดิการได้ มีกองทุนการศึกษา นารวม กองทุนอาชีพ เมื่อเราจัดทุน จัดที่ดิน จัดบ้าน จัดระบบได้

ปี 2547 เป็นปีแรกที่เราประกาศกับรัฐบาลว่าเราขอแก้ไขปัญหาทั้งเมือง (ชิตี้ไวด์) การทำทั้งเมืองทำได้มีประสิทธิภาพกว่าการทำทีละโครงการ ซึ่งวิธีการทำทีละโครงการทำให้สิ้นเปลืองงบประมาณและมักมีปัญหาตามมา วิธีการที่จะทำให้มีคนช่วยกันเยอะๆ คือ การทำทั้งเมือง ช่วงหลังเรายุ่งอยู่กับทีละโครงการ

การทำทั้งเมืองเป็นการสำรวจข้อมูลผู้เดือดร้อน ที่ดิน จัดตั้งคณะกรรมการเมืองมาวางแผนเรื่องการพัฒนา หาผู้รับผิดชอบ สร้างพื้นที่การทำงานภาคประชาชน ดึงหน่วยงานราชการเข้ามาทำงาน การทำทั้งเมืองให้คนทั้งเมืองมาร่วมกันทำร่วมกันรับผิดชอบ เราทำชุมชนเข้มแข็ง เราทำทุกสิ่งทุกอย่าง กลายเป็นว่าพอทำไปแล้วเจอปัญหาเรื่องที่ดิน

การทำทั้งเมืองเหมือนชุมแพ (จ.ขอนแก่น) สามารถทำได้ รู้ว่าที่ดินเป็นของใคร พอสำรวจข้อมูลทั้งเมือง จะเห็นสภาพความเป็นอยู่ ชนบทก็เช่นกัน การทำแผนที่เราต้องการรู้สภาพที่ดินทั้งหมดที่มีอยู่ นำมาวางผัง ที่ดินที่ทิ้งร้างเราขอมาจัดที่ดินและที่อยู่อาศัยให้คนจนได้หรือไม่ การได้มาซึ่งที่ดิน การออกแบบวางผังอย่างมีส่วนร่วม ซึ่งไม่ใช่สถาปนิกเป็นผู้วางผัง ต้องให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการจัดการพื้นที่ของตัวเอง WHD221058.11

การสร้างตึกแถวในเมืองนั้นไม่มีโครงสร้างทางสังคม ควรมีการออกแบบให้มีระบบสังคม เช่น ระบบกลุ่มย่อย มีการจัดการจากกลุ่มย่อยมากลุ่มใหญ่ และมีการจัดการในทุกๆ เรื่อง ทั้งการวางผัง การจัดที่ดิน ซึ่งเป็นภาพสะท้อนในตอนท้าย

การทำโครงการบ้านมั่นคงแต่ละโครงการแล้วมาโยงกันทั้งเมือง เป็นระบบที่เราต้องคิดทุกๆ เรื่อง เป็นชุมชนโลกสมัยใหม่ที่ทุกคนเท่าเทียมกัน เพราะทุกคนมีอิสระ มีที่ดินที่อิสระ มีระบบกลุ่มย่อยที่ร่วมคิดร่วมทำ เป็นระบบปราธิปไตย เป็นระบบของประชาชน เราจะต้องทำทั้งเมือง ซึ่งเริ่มปี 47 – 49 บ้านมั่นคงไม่ใช่ทำทีละโครงการ ต้องดูทั้งหมดเกิดแรงสะเทือนทั้งเมือง เป็นเรื่องที่ทุกคนในเมืองต้องตื่นเต้น

ในปี 47 -48 ไปเริ่มที่อุดรธานี เราสำรวจทุกชุมชน แล้วจัดอีเว้นท์ใหญ่ เชิญผู้ว่าไปเปิด เชิญทุกชุมชนมาเดินขบวน เพื่อเป็นการเฉลิมฉลองว่าเราจะแก้ปัญหาสลัมทั้งเมือง เป็นการแก้แบบใหม่ให้ประชาชนเป็นคนแก้ และมีอิสระในการแก้ หน่วยงานในเมืองตื่นตัวอยากเข้ามาช่วยแก้ปัญหา

ตั้งแต่ปี 2546 ที่เริ่มโครงการบ้านมั่นคงทำทีละโครงการ ปี 2547 เป็นปีที่แก้ปัญหาทั้งเมืองอย่างจริงจัง โดยเริ่มที่อุดรธานี และเมืองอื่นๆ จนถึงวันนี้เป็นเวลา 12 ปี เรามีเมืองที่ทำโครงการประมาณ 200 – 300 เมือง ทั่วประเทศไทย เป็นเรื่องที่ภาคภูมิใจในขบวนการที่เราได้ร่วมกันทำ คิดว่าใน 5 ปีที่ผ่านมาจำนวนชุมชนไม่เพิ่มขึ้นมากนัก ปีที่ผ่านมาไปให้น้ำหนักกับเรื่องเบิกจ่าย เพราะว่ามีเงินแล้วเบิกไปใช้ช้า เหตุใดจึงช้าทั้งที่ในเมืองมีคนเดือดร้อนเป็นจำนวนมาก ตอนนี้อยู่ที่ 1 แสนครอบครัวมานาน ขณะที่รัฐบาลให้ทำ 7 แสน วิธีทำที่อยู่อาศัยจำนวนมาก 2 วิธี วิธีแรกคือ ให้เอกชนรับเหมาทำ ซึ่งจะเห็นว่าการสร้างที่อยู่อาศัยโดยเอกชนทำได้เร็วมาก และโลกของเราในภาคต่างประเทศหันไปหาเอกชน เพื่อสร้างที่อยู่อาศัยและให้คนจนย้ายเข้ามาอยู่ เรากำลังพยายามพิสูจน์วิธีที่ 2 ที่บอกว่า ไม่ต้องใช้ผู้รับเหมา คนจนมีจำนวนเยอะ มีความอยากแก้ปัญหาเยอะ มีฝีมือ เราเป็นคนไม่ต้องไปอยู่ในวัตถุที่เขาสร้างให้ เราทำโครงการบ้านมั่นคงเพราะเราเชื่อว่าเรามีคนเยอะ เราสร้างระบบคน ชุมชน วิถีชีวิต และระบบเมืองไปพร้อมๆ กัน เพราะฉะนั้น ต้องให้เขาสร้าง มีส่วนในการกำหนด แต่ในช่วง 3 – 4 ปีที่ผ่านมาตัวเลข (การอนุมัติโครงการ) ไม่เพิ่ม

วันนี้คือจุดเปลี่ยนผ่านที่สำคัญ ในช่วง 3 – 4 ที่ผ่านมา การพัฒนาบ้านมั่นคงไม่คืบหน้าเท่าที่ควร เราต้องค้นหาปัญหาว่าคืออะไร เราไม่ขาดแคลนจำนวนคน เรามีคนที่อยากเปลี่ยนแปลง เรามีจำนวนคนมาก มีความรู้จากการทำงานมานับแสนหน่วย มีตัวอย่างการพัฒนาโครงการรูปแบบต่างๆ เพราะฉะนั้น เรามีความรู้ว่าแบบไหนทำอย่างไร ทำแล้วจะมีปัญหาอะไร เรามีตัวอย่าง ความรู้ หน่วยงานท้องถิ่น และภาคีพัฒนา โครงการบ้านมั่นคงร่วมมือกับคณะสถาปัตยกรรมทุกมหาวิทยาลัย ถามว่าทำไมจำนวนจึงไม่เพิ่ม โจทย์ของงานที่อยู่อาศัยปีนี้เราต้องช่วยกันคิดเรื่องนี้ เราต้องปรับโครงสร้างใหม่ที่เอาทุกคนในเมืองมาช่วยกันทำ ทั้งองค์กรท้องถิ่น มหาวิทยาลัย เพื่อน เอกชนหรือผู้รับเหมา สร้างแรงให้มากขึ้น อย่าเป็นงานที่อยู่เฉพาะเครือข่ายองค์กรชุมชนเท่านั้น เราต้องมั่นใจว่าเราเก่งเหมือนคนอื่น เรามีความรู้ เราต้องชวนเพื่อนองค์กรต่างๆ มาทำงานร่วมกับเรา ร่วมงานกับเขาให้มากขึ้น โครงการบ้านมั่นคงต้องเอาผู้ที่อยู่ในเมืองมาช่วยกันแก้ ต้องเอาคนอื่นมาร่วมมือกับเรา ใช้อิทธิพลคนอื่น ถ้าเราทำใหญ่ มีคนมาร่วมเยอะ คนในเมืองคนอื่น เช่นเจ้าของที่ดินก็จะโอนอ่อนต่อเรา ต้องทำไปพร้อมๆ กัน เราเป็นผู้บริหารทั้งเมืองได้อย่างไร ไม่ใช่บริหารเฉพาะโครงการ เราต้องคิดระบบการเชื่อมโยงเงิน สวัสดิการ ที่ดิน ทั้งเมืองได้อย่างไร

ดังนั้น โครงการบ้านมั่นคงถ้าจะมีผลต่อการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญคือการทำทั้งเมือง เพื่อนำไปสู่การสร้างเมืองร่วมกับหน่วยงานต่างๆ สร้างสิ่งแวดล้อม เราจะมีพื้นที่ทางสังคมและกายภาพที่แท้จริง ที่ทำให้คนในเมืองตื่นรู้ เป็นพลเมืองที่มีคุณภาพ มีการศึกษา มีการเรียนรู้ แปลว่าบ้านมั่นคงเป็นโครงการที่เน้นนำการสร้างการพัฒนาเมืองอย่างมีส่วนร่วม ซึ่งเป็นศาสตร์ที่สำคัญ เป็นเรื่องเดียวกับชุมชนท้องถิ่นจัดการตนเอง แต่เป็นบริบทเมือง พวกเราทำเรื่องโครงการบ้านมั่นคงไม่ใช่เพราะอยากได้บ้าน เมื่อได้บ้านแล้วไม่ยุ่งกับใคร แต่เป็นการสร้างเมือง สร้างชุมชน ปฏิรูปสังคมใหม่ เรากำลังปฏิรูปให้คนจนหายจนและมีเสรีภาพเท่ากับคนอื่น อยู่เป็นชุดเป็นระบบ ถ้าชุมชนอ่อนแอเรามีเพื่อน มีหน่วยงานต่างๆ ที่รู้สึกว่าไม่ว่าเกิดปัญหาที่เหมือนก็เหมือนกับเกิดปัญหาที่บ้านตัวเอง อยากไปช่วยกันดูแล เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน

แนวทางการทำงานช่วงต่อไป คือ การเชื่อมโยงระหว่างเมืองกับชนบทให้เป็นพี่เป็นน้องกัน เราอยากให้เมืองเป็นที่ที่เอื้ออาทร โยงกับชนบทพัฒนาไปด้วยกัน ศักดิ์ศรีเหมือนกัน เราได้ดำเนินการเรื่องนี้มาอย่างต่อเนื่อง

การพัฒนาของโลกสมัยใหม่ ไม่มีชุมชน ต่างคนต่างอยู่ เป็นโลกของคนปัจเจก ดังนั้น การสร้างที่อยู่อาศัยจึงสร้างแบบปัจเจก เช่น คอนโด อพาร์ทเม้นต์ ต่างคนต่างอยู่ แต่พวกเราเชื่อเรื่องชุมชน คนจะอยู่คนเดียวในเมืองไม่ได้ เวลานี้แนวทางการพัฒนาเมืองทั้งในประเทศไทย เอเชีย และโลก เน้นเรื่องการสร้างที่อยู่อาศัยขายในตลาด กลายเป็นสินค้าซื้อขาย แต่ไม่มีเรื่องความเป็นชุมชน ซึ่งนักเศรษฐศาตร์ถือว่าการสร้างที่อยู่อาศัยได้มาก มีการซื้อขายถือเป็นการตุ้นเศรษฐกิจ วิธีคิดการทำที่อยู่อาศัยในหลายๆ ปีที่ผ่านมา คิดเป็นจำนวนหน่วย เชิงกายภาพ ไม่มีระบบคน ดังนั้น เมื่อต้องสร้าง 700,000 หน่วย เริ่มมีความวิตกกัวลว่าเราจะไปสร้างที่อยู่อาศัย สร้างชุมชนให้เข้มแข็งได้อย่างไร

จากเรื่องที่อยู่อาศัยนำไปสู่การสร้างสุขภาวะอนามัยทั้งเมือง เราสร้างสังคมใหม่ในการมีเมืองที่ดี เอื้อต่อการพัฒนาของทุกคนในเมืองอย่างมีอิสระเสรีทุกคน

WHD221058.12ใน 3 – 5 ปีมานี้ จำนวนที่อยู่อาศัยที่ได้รับอนุมัติงบประมาณไม่เพิ่มมากนัก เราต้องปรับปรุงวิธีการทำงานของเราใหม่ เราต้องทำให้เรื่องการทำที่อยู่อาศัยเป็นเรื่องของทุกคน เมืองเราต้องทำให้ได้ อย่ารู้สึกว่าเราเป็นผู้ต่ำต้อย เราทำโครงการบ้านมั่นคงได้ถือว่าเป็นผู้ที่มีความรู้ พอช. ต้องทำให้เกิดการขยายความรู้ ความคิดของกลุ่มคนทุกฝ่าย รวมทั้งภาคเอกชนด้วย ขั้นต่อไปชุมชนต้องเข้าไปมีส่วนร่วม ขอให้พวกเราถือว่าที่รัฐบาลมอบหมายให้ดำเนินการ 700,000 หน่วย เป็นเรื่องที่ยิ่งใหญ่ของคนจน สิ่งที่เราได้มาเป็นบุญที่เราได้ แต่บุญนี้จะยิ่งใหญ่เมื่อเราส่งผ่านให้คนอื่น ดังนั้น การแก้ปัญหานี้เป็นหน้าที่ของเราที่จะต้องทำให้คนอื่น ทำให้เกิดผลสำเร็จเด่นชัด การที่มีโครงการจำนวนมาก ทำให้เกิดพื้นที่ความเชื่อมั่นในภาคประชาชนที่ใหญ่ขึ้น ต่อไปนี้ชุมชนมีพื้นที่ทางการเมืองในภาคต่างๆ มากขึ้นไปพร้อมๆ กัน แต่เราต้องทำงานหนักเพื่อให้สังคมไทยดีขึ้น

เวลานี้นโยบายประเทศไทยชัดเจนแล้ว ทั้งเรื่องจำนวนเป้าหมายที่ต้องดำเนินการและงบประมาณ เราจะไปบริหารเมืองของเราให้ปลอดสลัม สร้างชุมชนให้กับแฟลต บ้านจัดสรร คอนโดมิเนี่ยม เปลี่ยนผู้เช่าบ้านเป็นเจ้าของบ้าน ทำให้หมดใน 5 ปี โดยไม่ต้องรอถึง 10 ปีตามที่รัฐบาลกำหนด โดยมองว่าการแก้ปัญหาที่อยู่อาศัยเป็นเรื่องที่คนจนต้องแก้เอง โดยใช้ความเชี่ยวชาญของคนจน และแสวงหาความรู้ด้านอื่นจากภายนอก”

แบ่งปัน
Submit to FacebookSubmit to Google PlusSubmit to Twitter