playlists faocebook CODINew icon_tw Intranet mail
ภาษาไทย english หน้าหลัก

 ผู้ว่า กทม.ตอกเสาเข็มสร้างเขื่อน  ส่งสัญญาณรื้อบ้านพ้นคลอง

1.jpg11_resize.JPG

หลังจากที่กรุงเทพมหานคร  โดย ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์  บริพัตร  ผู้ว่า กทม.เป็นประธานในพิธีตอกเสาเข็มสร้างเขื่อนคอนกรีตป้องกันน้ำท่วมเมื่อวันที่ 10 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา  ที่ริมคลองลาดพร้าว  เขตวังทองหลาง  จึงเป็นเสมือนสัญญาณบอกให้ชาวชุมชนริมคลองลาดพร้าว   รวมทั้งคลองบางซื่อรู้ว่าจะต้องรื้อย้ายบ้านเรือนออกจากแนวเขื่อนเพื่อให้บริษัทรับเหมาเข้าไปก่อสร้างเขื่อน  ขณะเดียวกันชาวชุมชนริมคลองที่รื้อบ้านแล้วก็จะสร้างบ้านใหม่ขึ้นมาในที่ดินเดิมตามแนวทางบ้านมั่นคง   โดยเช่าที่ดินอย่างถูกต้องกับกรมธนารักษ์เป็นระยะเวลา 30 ปี


โครงการก่อสร้างเขื่อนฯ ในช่วงแรก (พ.ศ.2559-2561) ประกอบด้วยการก่อสร้างเขื่อนคอนกรีตและประตูระบายน้ำในคลองลาดพร้าว  (คลองบางบัว-คลองถนน-คลองสอง)  และคลองบางซื่อ  จากอุโมงค์เขื่อนยักษ์พระราม 9 – รามคำแหง  ไปยังประตูระบายน้ำคลองสองสายใต้  เขตสายไหม  เพื่อระบายน้ำลงสู่ทะเลต่อไป  รูปแบบเป็นเขื่อนคอนกรีตความยาวทั้งหมดประมาณ 45 กิโลเมตร (ทั้งสองฝั่งคลอง) และประตูระบายน้ำ 1 แห่ง  ระยะเวลาก่อสร้าง  1,260 วัน  โดยบริษัทริเวอร์เอ็นจิเนียริ่งประมูลงานได้ในวงเงิน 1,645 ล้านบาท  ขณะที่สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) ได้รับมอบหมายจากรัฐบาลให้จัดทำแผนงานรองรับด้านที่อยู่อาศัยของประชาชนที่จะได้รับผลกระทบจากโครงการนี้

นายพลากร  วงค์กองแก้ว  ผู้อำนวยการสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชนฯ กล่าวว่า  พอช.ได้จัดทำโครงการพัฒนาที่อยู่อาศัยชุมชนริมคลองตามโครงการบ้านมั่นคง  เพื่อรองรับนโยบายของรัฐบาล  ระยะเวลา 3 ปี  (พ.ศ.2559-2561)  มีเป้าหมาย  74 ชุมชน รวม  11,004  ครัวเรือน   มีผู้รับผลประโยชน์ 64,869  คน ใช้งบประมาณรวม  4,061  ล้านบาทเศษ   แยกเป็น 1. งบสนับสนุนสาธารณูปโภคและที่อยู่อาศัย  880 ล้านบาท  2. ช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบและเสียโอกาส  880 ล้านบาท  3.สนับสนุนสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัย 2,200 ล้านบาท  และ 4.สำรวจและจัดทำฐานข้อมูลเพื่อพัฒนาองค์กรชาวบ้าน  และติดตามประเมินผล 100 ล้านบาท

“ในปี 2559  นี้  จะเริ่มดำเนินการในคลองลาดพร้าว  คลองบางซื่อ  และคลองเปรมประชากรก่อน  จำนวน  26  ชุมชน  รวม  3,810 ครัวเรือน  ใช้งบ  1,401  ล้านบาทเศษ  ส่วนพื้นที่ที่จะดำเนินการอยู่ในเขตสายไหม  ดอนเมือง  จตุจักร  หลักสี่   และห้วยขวาง  ส่วนเรื่องที่ดินในการสร้างบ้านนั้น  กรมธนารักษ์ในฐานะเจ้าของที่ดินก็ได้ลงนามในบันทึกข้อตกลงเพื่อให้ชุมชนต่างๆ ได้เช่าที่ดินระยะยาวในอัตราผ่อนปรนแล้ว”  ผอ.พอช.กล่าว



อย่างไรก็ตาม  ก่อนหน้านี้คือในช่วงกลางปี 2558  มีบางชุมชนได้เริ่มรื้อย้ายบ้านเรือนออกจากแนวคลองและเริ่มสร้างบ้านใหม่แล้ว  เช่น  ชุมชนบางบัวร่วมใจพัฒนาหรือ “ชุมชนเชิงสะพานไม้ 2  ริมคลองบางบัว (คลองลาดพร้าว)  ชุมชนแจ้งวัฒนะซอย 5  และชุมชนคนรักถิ่น  ริมคลองเปรมประชากร  เขตหลักสี่   แต่ดูเหมือนว่าชุมชนเชิงสะพานไม้ 2 จะมีความคืบหน้าในการก่อสร้างมากกว่า  เนื่องจาก 2 ชุมชนหลังติดขัดเรื่องข้อระเบียบและขั้นตอนการขออนุญาตก่อสร้างจากสำนักงานเขตจึงทำให้การก่อสร้างล่าช้าไม่เป็นไปตามแผนงาน

2_resize.JPG
บ้านมั่นคงริมคลองบางบัวต้นแบบการพัฒนาที่อยู่อาศัยชุมชนริมคลอง

คลองลาดพร้าวมีความยาวทั้งหมดประมาณ 22 กิโลเมตร  สันนิษฐานว่าเป็นคลองที่ขุดในสมัยรัชกาลที่ 5 เพื่อเชื่อมระหว่างคลองสองสายใต้ (ปัจจุบันอยู่ในเขตสายไหม เป็นคลองสายหนึ่งที่ขุดเชื่อมกับคลองรังสิต) กับคลองแสนแสบ  แต่ชาวบ้านมักจะเรียกชื่อคลองตามถิ่นฐานที่ตั้งอยู่  เช่น  หากอยู่ใกล้วัดลาดพร้าวก็จะเรียกว่า “คลองลาดพร้าว”  หากอยู่ใกล้วังหินก็จะเรียกว่า “คลองวังหิน”  หรือเมื่ออยู่ใกล้วัดบางบัวก็จะเรียกว่า “คลองบางบัว”  ฯลฯ  แต่ไม่ว่าจะเรียกชื่ออย่างไร  ปัจจุบันคลองสายนี้อยู่ในสภาพที่น้ำเน่าเสีย  มีสีดำสนิท

                ลุงกร  ยิ้มแก้ม  ชาวชุมชนเชิงสะพานไม้ 1 เขตหลักสี่  อายุ 69 ปี  เล่าว่า  “ผมเกิดที่คลองบางบัวนี่เอง  ตอนนั้นน้ำในคลองยังใสสะอาด  ชาวบ้านยังใช้น้ำในคลองอาบหรือซักเสื้อผ้าได้   กุ้ง  ปลาก็ยังมีเยอะ  กุ้งก้ามกรามตัวใหญ่ๆ  ปลาตะเพียน  ปลาชะโด  มีให้จับกินไม่อดอยาก  เรียกว่ากับข้าวไม่ต้องซื้อ  พอตั้งหม้อข้าวเดือดก็บอกให้คนบนบ้านตำเครื่องแกงเอาไว้เลย  สักพักผมก็จะดำลงไปงมกุ้งในคลองหรือจับปลาเอามาแกง  ไม่ต้องกินแกงถุงเหมือนทุกวันนี้”

                ลุงกรถือว่าเป็นชาวบ้านรุ่นแรกๆ  ที่เติบโตและอยู่อาศัยในริมคลองบางบัวมาตลอด  หากจะนับรวมไปถึงพ่อแม่  ครอบครัวของลุงกรอยู่อาศัยที่นี่มานานไม่ต่ำกว่า 80 ปี  หรือก่อนสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2  (พ.ศ. 2484-2488)  แต่ปัญหาน้ำเน่าเสียเริ่มส่งผลให้เห็นชัดในช่วง 20-30 ปีมานี้  เนื่องจากเมืองเริ่มขยายตัว  มีบ้านเรือน  อาคาร  ร้านค้า  ตลาดสด  โรงงาน  โรงแรม  และสถานบริการต่างๆ เกิดขึ้นมากมาย  ซึ่งทั้งหมดเหล่านี้ล้วนแล้วแต่ปล่อยน้ำเสียลงสู่ท่อระบายน้ำของกรุงเทพมหานครโดยไม่มีการบำบัดและไหลลงสู่คลอง  ดังนั้นคลองจึงเป็นเสมือนท่อน้ำทิ้งขนาดใหญ่  จึงไม่น่าสงสัยว่าทำไมคลองที่เคยใสสะอาด  เคยเป็นแหล่งอาหารของคนริมคลอง  จึงกลายเป็นท่อน้ำทิ้งที่โสโครกไปได้

                “ผมว่าหมู่บ้านใหม่ๆ เกิดขึ้นเยอะ  มีทั้งแฟลต  อพาร์ทเม้นท์  รวมทั้งพวกอู่ซ่อมรถ  อู่ล้างรถก็ดี  พวกนี้จะปล่อยคราบน้ำมันต่างๆ ลงท่อแล้วลงคลอง  ทำให้น้ำเน่าเสีย”  ลุงกรให้ความเห็นและกล่าวว่า  หาก กทม.มีโครงการจะฟื้นฟูคลองหรือบำบัดน้ำเน่าเสียในคลองก็ดี  เพื่อคลองจะได้ใสสะอาด  ไม่เป็นแหล่งรวมเชื้อโรค  เพราะเมื่อไม่กี่ปีมานี้  มีเด็กในชุมชนบางบัวฯ ตกคลองจนเสียชีวิต  แต่ไม่ได้เสียชีวิตเพราะจมน้ำ  หากเป็นเพราะเชื้อโรคในน้ำเข้าไปทำลายสมองจนถึงแก่ความตาย

3.JPG
                ย้อนกลับไปในปี 2542  ก่อนหน้าที่ กทม.จะมีโครงการก่อสร้างเขื่อนคอนกรีตระบายน้ำเพื่อป้องกันน้ำท่วมนั้น  ชาวชุมชนริมคลองบางบัวหลายชุมชนประสบกับปัญหาเรื่องน้ำเน่าเสีย  ขยะ  และสิ่งปฏิกูลต่างๆ ที่ลอยฟ่องอยู่ในลำคลอง  จึงได้รวมกันเป็นเครือข่ายใช้ชื่อว่า “เครือข่ายพัฒนาสิ่งแวดล้อมคลองบางบัว”  มีสมาชิกเริ่มต้นประมาณ  6 ชุมชน  เช่น  ร้อยกรอง  บางบัว (หลังกองการภาพ)  สามัคคีร่วมใจ  ร่วมใจพัฒนาเหนือ  ร่วมใจพัฒนาใต้  ฯลฯ  มีกิจกรรมร่วมกัน  เช่น  เก็บขยะในคลอง  ทำถังดักไขมันในครัวเรือน  ทำน้ำหมักจุลินทรีย์  ลูกบอลจุลินทรีย์เพื่อบำบัดสภาพน้ำในคลอง  ทอดผ้าป่าขยะเพื่อนำเงินมาซื้อเรือเก็บขยะหรือใช้เป็นเรือดับเพลิง  ฯลฯ

                จากกิจกรรมเรื่องสิ่งแวดล้อมต่อมาเครือข่ายได้ขยับไปทำเรื่องที่อยู่อาศัย  เนื่องจากในช่วงเวลานั้น กทม.มีโครงการจะสร้างถนนเลียบคลองบางบัวเพื่อแก้ไขปัญหาการจราจร  ชาวชุมชนจึงเกิดปัญหาความไม่มั่นคงเรื่องที่อยู่อาศัย  ประกอบกับสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) มีโครงการ “บ้านมั่นคง” ในปี 2546  ชาวชุมชนริมคลองบางบัวหลายชุมชนจึงเข้าร่วมโครงการบ้านมั่นคง  มีการจัดตั้งคณะกรรมการขึ้นมาดูแลโครงการ  มีกลุ่มออมทรัพย์เพื่อเป็นทุนในการสร้างบ้าน  ต่อมาในช่วงปี 2547-2549  ชุมชนที่มีความพร้อมจึงเริ่มทยอยสร้างบ้าน  เช่น  ชุมชนสามัคคีร่วมใจ  ชุมชนบางบัว (หลังกองการภาพ)  ชุมชนสะพานไม้ 1  ฯลฯ

4._resize.JPG

                “ป้าตุ๋ย  พลอยขาว”  คณะกรรมการชุมชนบางบัว  เขตบางเขน  เล่าว่า  การจัดทำโครงการบ้านมั่นคงตอนแรกมีปัญหาและอุปสรรคมาก  เพราะเป็นโครงการที่เพิ่งเกิดขึ้นใหม่  คนที่คัดค้านก็มีมาก  บ้างก็ไม่อยากรื้อบ้าน  บางคนก็บอกว่าไม่อยากจะเป็นหนี้  ตัวแกเองตอนแรกก็ยังไม่เชื่อมั่น  ยังเหยียบเรือสองแคม  ไม่รู้ว่าจะเข้าร่วมดีหรือไม่ดี  แต่กลัวว่าหากไม่เข้าร่วมแล้ว กทม.เกิดไล่ที่ขึ้นมา  ครอบครัวของแกจะไม่มีบ้านอยู่  ดังนั้นแกจึงร่วมเป็นสมาชิกและออมตอนแรกเดือนละ 200 บาท 

                “ตอนแรกก็ยังขยักอยู่  ออมแค่เดือนละ 200 บาท  เพราะยังไม่เชื่อโครงการและยังไม่เชื่อว่าชาวบ้านจะทำได้  แต่พอเห็นว่าบ้านมั่นคงหลังแรกสร้างเสร็จแล้วและดูสวยดี  ป้าจึงเชื่อ  แล้วออมเพิ่มเป็นเดือนละ 500 บาท  กะว่าจะได้สร้างบ้านใหม่ได้ไวๆ  เพราะบ้านหลังเก่ามันจวนจะพังแล้ว  ป้าออมได้ 2 ปีจึงได้สร้างบ้าน  พอบ้านเสร็จก็รู้สึกภูมิใจว่าได้สร้างมรดกเอาไว้ให้ลูกหลาน  เพราะมีที่อยู่อาศัยเป็นหลักแหล่ง  มีทะเบียนบ้าน  มีน้ำประปา  มีไฟฟ้าใช้  ไม่แพงเหมือนเมื่อก่อนที่ต้องพ่วงคนอื่นใช้  ถนนก็มีเข้า-ออก  เมื่อก่อนต้องมุดรั้วสังกะสีออกมาเพราะหน่วยงานรัฐไม่อยากให้พวกเราอยู่ตรงนี้จึงเอารั้วมาปิดล้อมชุมชน”  ป้าตุ๋ยเล่าย้อนอดีต

ปัจจุบันชุมชนบางบัวถือว่าเป็นต้นแบบของการพัฒนาที่อยู่อาศัยชุมชนริมคลอง  เพราะชาวบ้านมีส่วนในการทำงานร่วมกัน  เริ่มตั้งแต่การสำรวจข้อมูลชุมชน  มีข้อตกลงร่วมกันเรื่องรื้อย้ายบ้านเรือนออกจากลำคลอง  มีการออกแบบและจัดผังชุมชนใหม่เพื่อให้ทุกครัวเรือนสามารถอยู่ร่วมกันได้ทั้งหมด  รวม 229 หลัง    มีการแบ่งคณะทำงานรับผิดชอบในด้านต่างๆ  เช่น  จัดซื้อวัสดุก่อสร้าง  ฝ่ายช่าง  ฝ่ายตรวจสอบ  ฯลฯ  เมื่อสร้างบ้านและชุมชนเสร็จแล้วจึงทำให้ชุมชนดูสวยงามเป็นระเบียบ   มีต้นไม้ริมคลองดูร่มรื่น  มีทางเดินคอนกรีตเลียบคลอง  มีลานพักผ่อนและออกกำลังกาย  ฯลฯ 

นอกจากนี้ยังมีกลุ่มกองทุนต่างๆ เช่น  กลุ่มออมทรัพย์  สวัสดิการ  ฌาปนกิจ  ฯลฯ  เอาไว้ดูแลช่วยเหลือกัน  ผลสำเร็จจากการจัดทำบ้านมั่นคงจึงทำให้มีพี่น้องชาวชุมชนต่างๆ ตลอดจนนักวิชาการ  นักศึกษา  ทั้งในและต่างประเทศมาศึกษาดูงานที่ชุมชนบางบัวแห่งนี้เป็นจำนวนมาก  และป้าตุ๋ยก็เป็นหนึ่งในคณะกรรมการชุมชนที่เป็นวิทยากรคอยให้ข้อมูลแก่ผู้มาเยี่ยมเยือน

บ้านมั่นคงผลิตโซล่าเซลล์ขาย กฟน.กำไร 10% เข้ากองทุนสวัสดิการ

                นอกจากชุมชนบางบัว (หลังกองการภาพ) เขตบางเขน  ที่เป็นต้นแบบในการพัฒนาที่อยู่อาศัยชุมชนริมคลองแล้ว  หากมองไปยังชุมชนที่ปลูกสร้างบ้านเรือนอยู่ริมคลองบางบัวฝั่งตรงข้ามแล้ว  จะเห็นว่ามีบ้านเรือนปลูกสร้างเรียงรายยาวขนานไปตามลำคลองเช่นกัน  เริ่มจากเชิงสะพานคอนกรีตข้ามคลองบางบัวจะมีสะพานไม้ข้ามคลองบางเขนเข้าสู่ชุมชน  ชาวบ้านเรียกชุมชนของตัวเองว่า “ชุมชนบางบัวเชิงสะพานไม้ 1  มีบ้านเรือนรวม 106  หลัง   ถัดมาคือ “ชุมชนบางบัวร่วมใจพัฒนา” หรือ “ชุมชนเชิงสะพานไม้ 2มีบ้านเรือน 206 หลัง  ตั้งอยู่ในเขตหลักสี่ทั้ง 2 ชุมชน

5._resize.jpg
                ชุมชนบางบัวเชิงสะพานไม้ 1 เริ่มก่อสร้างบ้านมั่นคงพร้อมๆ กับชุมชนบางบัว (หลังกองการภาพ) ปัจจุบันทั้ง 106 หลังก่อสร้างเสร็จหมดแล้ว  พันโทสมชาย  จินต์ประยูร  นายทหารนอกราชการ  ผู้นำชุมชนบางบัวเชิงสะพานไม้ 1 เล่าว่า  ตอนแรกที่เริ่มโครงการบ้านมั่นคงก็ถูกขู่  ถูกต่อต้านเช่นกัน  ถึงขนาดชี้หน้าด่าพ่อล่อแม่  เพราะคนที่ไม่อยากจะรื้อบ้านก็มีอยู่มาก  บางคนบอกว่า (กู) อยู่มานานกว่า 70-80 ปีไม่เคยเสียค่าเช่าให้กรมธนารักษ์  แต่ตอนนี้จะให้กู้เงินมาสร้างบ้านใหม่  แถมยังต้องเสียค่าเช่าที่อีก  ใครจะไปยอม (วะ)!

                “เราต้องเริ่มจากกลุ่มเล็กๆ ก่อน  เอาผู้ร่วมก่อการดีมาคุยกัน  คุยกันแบบปากต่อปาก  ใช้เหตุใช้ผลว่า  เราจะอยู่ต่อไปแบบเดิมไม่ได้แล้วนะ  บ้านเมืองจะต้องมีการพัฒนา  ต้องมีการรื้อย้ายบ้านออกจากคลองแล้วเช่าที่ดินให้ถูกต้อง  อยู่อย่างมั่นคง  ตอนแรกจากกลุ่มก่อการดี 19 คนก็ขยายเป็น 35 คน  แล้วขยายไปเรื่อยๆ พอถึง 6 เดือน  สมาชิกก็เพิ่มเป็น  60 กว่าคน  พอถึงปี 2549 ก็เริ่มสร้างบ้านเฟสแรกได้  แล้วทยอยสร้างไปเรื่อยๆ จนถึงปี 2556 จึงสร้างเสร็จทั้งหมด  เคล็ดลับที่สำคัญก็คือ  คณะกรรมการจะต้องบริหารเงินให้โปร่งใส  บริสุทธิ์  ทำให้ชาวบ้านเชื่อถือศรัทธา  หากใครจะมานินทาว่าร้าย  ชาวบ้านก็จะช่วยปกป้องเราเอง”  ผู้นำชุมชนบางบัวเชิงสะพานไม้ 1 เล่าถึงขั้นตอนในการทำบ้านมั่นคง

                นอกจากการจัดทำโครงบ้านมั่นคงแล้ว  ปัจจุบันชุมชนแห่งนี้ยังเป็นต้นแบบในการผลิตพลังงานไฟฟ้าจากแสงอาทิตย์หรือ “โซล่าร์เซลล์”  โดยติดตั้งแผงโซล่าร์เซลล์ไว้บนหลังคาบ้านแล้วส่งกระแสไฟฟ้าขายให้แก่การไฟฟ้านครหลวง (กฟน.)  โครงการนี้เริ่มต้นในปี 2556 เนื่องจากรัฐบาลมีนโยบายสนับสนุนให้ประชาชนหรือธุรกิจขนาดเล็กผลิตโซล่าร์เซลล์ขายให้แก่การไฟฟ้า  เพื่อส่งเสริมการใช้พลังงานทางเลือก  สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชนฯ จึงสนับสนุนให้ชุมชนในโครงการบ้านมั่นคงเข้าร่วมผลิตโซล่าร์เซลล์  แต่เนื่องจากต้นทุนในการผลิตค่อนข้างสูง  ประกอบกับยังมีข้อจำกัดเรื่องการทำสัญญาซื้อขายไฟฟ้ากับ กฟน.จึงมีชุมชนเข้าร่วมโครงการนี้ไม่มากนัก โดยในชุมชนบางบัวเชิงสะพานไม้ 1 มีบ้านที่เข้าร่วมโครงการจำนวน 4 หลัง  และโครงการบ้านมั่นคงในจังหวัดสมุทรปราการอีก 36 หลัง  ซึ่งทั้งหมดนี้เริ่มขายไฟฟ้าได้ตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา

 6._resize.jpg

สำหรับค่าใช้จ่ายในการติดตั้งแผงโซล่าร์เซลล์ขนาด 3 กิโลวัตต์  ราคาประมาณ 220,000 บาท  ประกอบด้วย  แผงโซล่าร์เซลล์  ตู้เก็บกระแสไฟ-จ่ายไฟ  เบรกเกอร์  อุปกรณ์ต่อพ่วง  ฯลฯ  และค่าติดตั้ง  โดยได้รับการสนับสนุนสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำจากสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) ผ่อนชำระคืนภายใน 15 ปี  สามารถขายไฟฟ้าให้แก่ กฟน.ได้ 25 ปี  ในอัตรายูนิตละ 6 บาท 85 สตางค์  

“โดยเฉลี่ยแต่ละหลังจะผลิตไฟฟ้าได้วันละ 12 ยูนิต  คิดเป็นมูลค่าประมาณเดือนละ 2,500 บาท   หรือปีละ 30,000 บาท  ซึ่งสมาชิกที่เข้าร่วมโครงการทั้ง 4 หลังได้ตกลงกันว่าจะนำรายได้จากการขายไฟฟ้าเดือนละ 10 %  ต่อหลัง  หรือประมาณหลังละ 250 บาทมาเป็นสวัสดิการช่วยเหลือชาวบ้านในชุมชน  ซึ่งจะทำให้ชุมชนมีกองทุนสวัสดิการเดือนละ 1,000 บาท  หรือปีละ  12,000 บาท  หากคิดตลอดระยะเวลาที่ขายไฟฟ้า 25 ปีก็จะมีเงินเข้ากองทุนไม่ต่ำกว่า 300,000 บาท” พันโทสมชายกล่าว

นายยรรยง   บุญ-หลง  นักวิจัยอิสระ  ที่ปรึกษาเครือข่ายชุมชนริมคลองลาดพร้าว  กล่าวว่า  ตนได้ศึกษาเรื่องการติดตั้งแผงโซล่าร์เซลล์ในชุมชนเพื่อผลิตกระแสไฟฟ้าขายให้แก่ กฟน.แล้ว  เห็นว่ามีความเป็นไปได้สูงที่จะสนับสนุนให้ชาวบ้านผลิตกระแสไฟฟ้าขาย   โดยเฉพาะชุมชนริมคลองลาดพร้าวที่กำลังจะมีการรื้อย้ายบ้านเรือนออกจากแนวก่อสร้างเขื่อนป้องกันน้ำท่วมของ กทม.  และจะต้องสร้างบ้านใหม่ประมาณ 1,200 หลัง  ซึ่งชาวบ้านจะต้องมีภาระในการกู้ยืมและผ่อนชำระค่าก่อสร้างบ้านจากสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชนหรือ พอช.เฉลี่ยประมาณหลังละ  2,000 บาทต่อเดือน   หากชาวบ้านมีรายได้เพิ่มจากการผลิตกระแสไฟฟ้าขายก็สามารถจะช่วยแบ่งเบาภาระจากการผ่อนชำระเงินกู้ได้ 

“การผลิตกระแสไฟฟ้าจากโซล่าร์เซลล์นี้   หากรัฐบาลหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้การสนับสนุนชาวบ้านทั้งในเรื่องของเงินกู้เพื่อลงทุนระยะยาว  ดอกเบี้ยต่ำ   การฝึกอบรมให้มีความรู้เรื่องการติดตั้งแผงโซล่าร์เซลล์  ฯลฯ  ก็จะทำให้นโยบายการขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากของรัฐบาลเป็นจริง  เพราะชาวบ้านยังขาดแคลนเรื่องเงินทุน  และการติดตั้งก็ยังมีค่าใช้จ่ายที่สูง  หากชาวบ้านมีความรู้เรื่องการติดตั้งโซล่าร์เซลล์ก็สามารถทำเป็นอาชีพได้  นอกจากนี้ กฟน.ก็จะต้องสนับสนุนชุมชนด้วยการเพิ่มปริมาณการรับซื้อกระแสไฟฟ้าที่ผลิตจากโซล่าร์เซลล์ด้วย”  ที่ปรึกษาเครือข่ายชุมชนริมคลองลาดพร้าวเสนอความเห็น

(ติดตามรายงานความคืบหน้าการพัฒนาที่อยู่อาศัยชุมชนริมคลองตอน 2)

โดย : สุวัฒน์ กิขุนทด


แบ่งปัน
Submit to FacebookSubmit to Google PlusSubmit to Twitter