playlists faocebook CODINew icon_tw Intranet mail
ภาษาไทย english หน้าหลัก

 

chaophya2.jpg

ศปก.ทชพ./ เปิดแผนพัฒนาที่อยู่อาศัยรองรับชุมชนที่จะได้รับผลกระทบจากโครงการพัฒนาริมฝั่งเจ้าพระยา  เผย 3 ชุมชนริมแม่น้ำฯ เขียวไข่กา ปากคลองบางเขน  วัดสร้อยทอง  40 ครัวเรือน  รวมทั้งชุมชนที่อยู่ในพื้นที่ก่อสร้างรัฐสภาแห่งใหม่จำนวน 24 ครัวเรือน  เตรียมย้ายเข้าอยู่แฟลต ขส.ทบ.ภายในเดือนกรกฎาคมนี้หลังการซ่อมแซมแฟลตแล้วเสร็จ  ส่วนอีก 9 ชุมชนกำลังจัดหาที่ดิน/ที่อยู่อาศัย  คาดปิดโครงการเดือนกุมภาพันธ์ 2560 ใช้งบรวม 125 ล้านบาทเศษ  รองรับชาวบ้านทั้งหมด 309 ครัวเรือน

                ตามที่รัฐบาลมีโครงการพัฒนาริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยาเพื่อให้เป็นพื้นที่สันทนาการ  เช่น  ทางเดินและจักรยานเลียบแม่น้ำ  ลานกีฬา  ฯลฯ   โดยให้สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบังและมหาวิทยาลัยขอนแก่นทำการศึกษาและจัดทำแผนแม่บทระยะเวลา 7 เดือน (มีนาคม- กันยายน 2559) และให้กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์  โดยสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) จัดทำแผนงานระยะเวลา 1 ปี (มีนาคม 2559-กุมภาพันธ์ 2560) เพื่อรองรับด้านที่อยู่อาศัยแก่ประชาชนที่ปลูกสร้างบ้านเรือนรุกล้ำแม่น้ำเจ้าพระยาและจะได้รับผลกระทบจากโครงการพัฒนาริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยานั้น

              

CEOchaophya.JPG
  นายจีรศักดิ์  พูลสง  ผู้อำนวยการศูนย์ปฏิบัติการพัฒนาชุมชนริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา (ศปก.ทชพ.)  สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน)  กล่าวว่า  พอช.ได้ส่งเจ้าหน้าที่ลงสำรวจพื้นที่ชุมชนริมฝั่งเจ้าพระยาที่อยู่ในแนวโครงการพัฒนาริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยาตั้งแต่เชิงสะพานพระปิ่นเกล้าถึงสะพานพระราม 7  พบว่า  มีชุมชนที่ปลู
กสร้างบ้านเรือนรุกล้ำแม่น้ำเจ้าพระยารวม 12 ชุมชน  จำนวน  309  ครอบครัว   นอกจากนี้ พอช.ยังได้จัดประชุมชาวบ้านในแต่ละชุมชนเพื่อสร้างความเข้าใจเรื่องการช่วยเหลือการรื้อย้ายบ้านเรือนออกจากแม่น้ำเจ้าพระยาและจัดหาที่อยู่อาศัยใหม่ตามโครงการบ้านมั่นคง 

                “จากการสอบถามความต้องการของชาวบ้านและการสำรวจข้อมูลพบว่า  มีแนวทางในการรองรับด้านที่อยู่อาศัยอยู่ 6 แนวทาง  คือ  1.ย้ายขึ้นแฟลตกรมการขนส่งทหารบก (ขส.ทบ.)  2.ขอเช่าที่ดินวัดเพื่อสร้างบ้านใหม่  3.ขอเช่าที่ดินรัฐ     4.ซื้อที่ดินเอกชน   5.หาที่อยู่อาศัยของการเคะแห่งชาติ  เช่น  บ้านเอื้ออาทร  และ 6.ขอรับเงินเยียวยาและหาที่อยู่อาศัยเอง”  นายจีรศักดิ์กล่าว

                สำหรับแฟลต ขส.ทบ.นั้น   ตั้งอยู่ใกล้กับรัฐสภาใหม่บริเวณสี่แยกเกียกกาย  เป็นแฟลต  5 ชั้น  2 อาคารเชื่อมต่อกัน  รวมทั้งหมด 64  ห้อง  ขนาดพื้นที่ห้องละ 51 ตารางเมตร   เดิมเป็นที่พักอาศัยของข้าราชการ ขส.ทบ.  แต่เมื่อมีโครงการก่อสร้างรัฐสภาแห่งใหม่  สำนักงานเลขาธิการรัฐสภาจึงขอใช้แฟลต ขส.ทบ.เพื่อเป็นที่พักสำหรับข้าราชการรัฐสภา  และจัดหาที่อยู่อาศัยแห่งใหม่ให้แก่ข้าราชการ ขส.ทบ.  เมื่อข้าราชการ ขส.ทบ.ย้ายออกไป  แฟลตดังกล่าวจึงปล่อยทิ้งร้างเพื่อรอการซ่อมแซม   ทั้งนี้โครงสร้างของอาคารและสภาพภายในห้องยังดูแข็งแรง  แต่ชำรุดบางส่วน  เช่น  บานเกล็ด  ประตู   หน้าต่าง  ห้องน้ำ  ฯลฯ 

                อย่างไรก็ตาม  เมื่อรัฐบาลมีโครงการพัฒนาริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา  รัฐสภาจึงมอบแฟลตให้กระทรวงการพัฒนาสังคมฯ ใช้เพื่อเป็นที่อยู่อาศัยของผู้ที่ได้รับผลกระทบจากโครงการพัฒนาริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา  สามารถรองรับชาวชุมชนเขียวไข่กา, ปากคลองบางเขน  และวัดสร้อยทอง  รวม 40 ห้อง  รวมทั้งรองรับชุมชนที่อยู่ในพื้นที่ก่อสร้างรัฐสภาแห่งใหม่จำนวน 2 ชุมชนคือ  ชุมชนบ้านพักองค์การทอผ้า  19 ห้อง  และชุมชนริมไทร  5 ห้อง 

                นายจีรศักดิ์กล่าวต่อไปว่า  ที่ผ่านมาตนได้นำตัวแทนชาวบ้าน  3 ชุมชนริมแม่น้ำเจ้าพระยามาดูสภาพแฟลต ขส.ทบ.แล้ว ซึ่งตัวแทนชาวบ้านต่างพอใจ  เพราะสามารถรองรับครอบครัวของชาวบ้านได้  โดยแต่ละยูนิตจะมี 2 ห้องนอน  1 ห้องโถง  ห้องอาบน้ำและห้องส้วมแยกต่างหาก   มีเฉลียงหลังห้องสำหรับตากเสื้อผ้าและใช้ทำครัวได้  รวมเนื้อที่ยูนิตละ 51 ตารางเมตรนอกจากนี้พื้นที่ชั้นล่างของแฟลตยังเป็นพื้นที่โล่ง   สามารถใช้เป็นที่พักผ่อนหรือจัดกิจกรรมต่างๆ ร่วมกันได้ 

                ทั้งนี้กรมโยธาธิการและสำนักผังเมืองได้ประเมินค่าซ่อมแซมแฟลตทั้ง 64 ห้อง (รวมระบบประปา, ไฟฟ้า และซ่อมแซมห้อง)  รวมทั้งหมดประมาณ 27 ล้านบาทเศษ  หรือเฉลี่ยห้องละ 421,875 บาท  ซึ่งศูนย์ปฏิบัติการพัฒนาชุมชนริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา (ศปก.ทชพ.)  มีงบประมาณไม่เพียงพอ  ศปก.ทชพ.จึงขอความร่วมมือจากการเคะแห่งชาติให้ช่วยประเมินราคาซ่อมแซมใหม่  โดยจะซ่อมแซมเฉพาะสิ่งชำรุดที่จำเป็น   ซึ่งหากเป็นไปตามแผนงาน  การซ่อมแซมจะใช้เวลาประมาณ 1เดือนเศษ  และคาดว่าภายในต้นเดือนกรกฎาคมนี้   ชาวบ้านที่ได้รับผลกระทบจากโครงการพัฒนาริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา 3 ชุมชน  และจากรัฐสภา 2 ชุมชน  รวม 64  ครัวเรือนจะย้ายเข้าอยู่ที่แฟลตแห่งนี้ได้

chaophya4.JPG


                นายศักดิ์น้อย  พรรณพิจิตร  ประธานชุมชนเขียวไข่กา  เขตดุสิต  กล่าวว่า  ชาวบ้านในชุมชนรู้ข่าวว่าทางราชการจะมีโครงการพัฒนาพื้นที่ริมแม่น้ำเจ้าพระยาและต้องรื้อย้ายบ้านเรือนที่ปลูกอยู่ในแม่น้ำออกไปในช่วงปลายปี 2558 ที่ผ่านมา เพราะทางเขตดุสิตส่งเจ้าหน้าที่เข้ามาบอก  ซึ่งในตอนแรกชาวบ้านส่วนใหญ่ต่างก็รู้สึกตกใจ  เพราะอยู่อาศัยกันมานาน  ไม่รู้ว่าจะถูกไล่ไปอยู่ที่ไหน  ไม่อยากจะรื้อย้าย  เพราะอยู่ที่เดิมสะดวกสบาย  อยู่ใกล้โรงพยาบาลวชิระ  และใกล้โรงเรียนของลูกหลาน

                “แต่เมื่อทาง พอช.ลงมาพูดคุยชี้แจงทำความเข้าใจกับชาวบ้าน  และพาไปดูแฟลต ขส.ทบ.  ซึ่งอยู่ไม่ไกลจากชุมชนเดิมมากนัก  ชาวบ้านก็รู้สึกพอใจ  เพราะเดิมชาวบ้านก็ปลูกบ้านอยู่ริมแม่น้ำเจ้าพระยามานาน  รู้ว่ารุกล้ำแม่น้ำ  บ้านเรือนก็ไม่มั่นคงแข็งแรง   อีกทั้งเวลาจะเข้าบ้านหรือออกจากบ้านต้องปีนบันไดข้ามเขื่อนทำให้ลำบาก  โดยเฉพาะคนแก่และเด็กๆ  ฉะนั้นเมื่อทางราชการมีแฟลตรองรับ  ชาวบ้านก็รู้สึกพอใจเพราะไม่ได้ถูกขับไล่เปล่าๆ  ส่วนการจะรวมตัวกันหาซื้อที่ดินเพื่อสร้างบ้านใหม่นั้น  คงจะเป็นไปได้ยาก  เพราะชาวบ้านส่วนใหญ่หาเช้ากินค่ำ  มีรายได้เล็กๆ น้อย”  นายศักดิ์น้อยกล่าว 

 

chaophya_resize.JPGชุมชนเขียวไข่กามีบ้านเรือนที่ปลูกสร้างอยู่ในแม่น้ำเจ้าพระยาทั้งหมด 21 ครัวเรือน  ชาวบ้านส่วนใหญ่มีอาชีพรับจ้างทั่วไป  ค้าขายเล็กๆ น้อยๆ  และจับปลาในแม่น้ำ  โดย พอช.สนับสนุนให้ชาวบ้านรวมตัวจัดตั้งกลุ่มออมทรัพย์เพื่อที่อยู่อาศัยในช่วงเดือนมีนาคมที่ผ่านมา  มีสมาชิก 21 ครัวเรือน  กำหนดออมเดือนละ 2 ครั้งๆ ละ 1,200 บาท  ทั้งนี้กรมธนารักษ์ในฐานะหน่วยงานเจ้าของแฟลต ขส.ทบ.จะเก็บค่าเช่าผู้อยู่อาศัยยูนิตละ 1,001 บาทต่อเดือน  ไม่รวมค่าน้ำประปาและไฟฟ้า

                อย่างไรก็ตาม  นอกจากแฟลต ขส.ทบ.ที่รองรับชาวบ้านที่ได้รับผลกระทบดังกล่าวแล้ว   นายจีรศักดิ์กล่าวว่า  ขณะนี้มีที่ดินว่างเปล่าของกรมธนารักษ์อยู่ติดกับแฟลต ขส.ทบ.เนื้อที่ ไร่  1 งาน  17 ตารางวา  ซึ่งการเคหะฯ ได้มาสำรวจแล้ว  ขณะนี้กำลังอยู่ในระหว่างการออกแบบ  หากสร้างเหมือนแฟลต ขส.ทบ.ก็จะรองรับชาวบ้านได้ประมาณ 60-80  ครอบครัว 


chaophya5.JPG                 ส่วนที่ดินแปลงอื่นๆ ที่จะรองรับชาวบ้านริมฝั่งเจ้าพระยาอีก 9 ชุมชน  ประมาณ 250  ครัวเรือนนั้น  ขณะนี้มีที่ดินของเอกชน  2 แปลง  คือ แปลงที่ 1 เนื้อที่ 3 ไร่  อยู่ติดกับชุมชนราชผาทับทิม  เขตดุสิต  ขณะนี้อยู่ระหว่างการติดต่อกับเจ้าของที่ดิน , แปลงที่ 2 เนื้อที่ 5 ไร่  อยู่บริเวณพุทธมณฑลสาย 1  ใกล้สายใต้ใหม่  และที่ดินของบริษัทบริหารสินทรัพย์สุขุมวิทย์ (บบส.) ซึ่งเป็นรัฐวิสาหกิจ  เนื้อที่ 5 ไร่เศษ  อยู่ซอยจรัญสนิทวงศ์ 37 เขตบางกอกน้อย  ราคา 39.9 ล้านบาท  สามารถรองรับผู้อยู่อาศัยได้ประมาณ  240 ครอบครัว   นอกจากนี้ยังมีบ้านเอื้ออาทรนครชัยศรี (ท่าตำนัก) อ.นครชัยศรี  จ.นครปฐม  ซึ่งอยู่ห่างจากสะพานพระปิ่นเกล้าประมาณ  30  กิโลเมตร  ยังมีห้องว่างสามารถรองรับผู้อยู่อาศัยได้หลายสิบครอบครัว

                สำหรับงบประมาณสนับสนุนการรองรับที่อยู่อาศัยตามโครงการบ้านมั่นคงนั้น   นายจีรศักดิ์กล่าวว่า  พอช.จะสนับสนุนชาวบ้านที่ได้รับผลกระทบไม่เกินครัวเรือนละ 80,000 บาท  โดยแยกเป็น 1. อุดหนุนที่อยู่อาศัยครัวเรือนละ 25,000 บาท  และ 2.พัฒนาระบบสาธารณปโภคครัวเรือนละ 50,000 บาท  และ 3.งบบริหารจัดการครัวเรือนละ 5,000 บาท ซึ่งทั้ง 3 รายการดังกล่าว พอช.ไม่ได้จ่ายให้ชาวบ้านเป็นเงินสด  แต่จะอยู่ในรูปของงบอุดหนุน  เช่น  หากชาวบ้านจะไปอยู่แฟลต ขส.ทบ. ทาง พอช.ก็จะอุดหนุนงบพัฒนาระบบสาธารณูปโภค (ค่าซ่อมแซมระบบไฟฟ้า, ประปา,ซ่อมห้อง) ค่าธรรมเนียมการจัดให้เช่าเป็นระยะเวลา 3 ปี,  ค่าประกันล่วงหน้า 3 เดือน  ส่วนค่าเช่ารายเดือน  เดือนละ 1,001 บาท  ชาวบ้านจะต้องจ่ายผ่านสหกรณ์เพื่อนำไปจ่ายค่าเช่าให้แก่กรมธนารักษ์ต่อไป

                ส่วนในกรณีที่ชาวบ้านจะรวมกลุ่มจัดซื้อที่ดินแปลงใหม่เพื่อสร้างบ้าน  พอช.จะสนับสนุนสินเชื่อไม่เกินครัวเรือนละ 300,000 บาท  คิดดอกเบี้ยร้อยละ 4 บาทต่อปี  ผ่อนชำระคืนภายใน 15 ปี  รวมทั้งยังมีงบอุดหนุนที่อยู่อาศัยและพัฒนาระบบสาธารณูปโภค  ครัวเรือนละ 80,000 บาท (เช่นเดียวกับผู้ที่จะย้ายขึ้นแฟลต ขส.ทบ.และไม่ได้จ่ายเป็นเงินสด)

                “สำหรับการจัดหาที่ดินและที่อยู่อาศัยที่สร้างเสร็จแล้วนั้น  หากเจรจาตกลงกับเจ้าของที่ดินหรือเจ้าของอาคารในเบื้องต้นได้แล้ว  ทาง ศปก.ทชพ.ก็จะประชุมกับชาวบ้านทั้ง 9 ชุมชนเพื่อทำความเข้าใจเกี่ยวกับเงื่อนไขในการสนับสนุนงบประมาณด้านที่อยู่อาศัย  รวมทั้งร่วมกันจัดทำแผนงานพัฒนาที่อยู่อาศัยต่อไป  ส่วนผู้ที่ไม่ต้องการอยู่อาศัยตามแนวทางดังกล่าว  หรืออยากจะหาที่อยู่อาศัยเอง  ขณะนี้ทาง พอช.กำลังขอความชัดเจนจากทางรัฐบาลว่าจะให้ความช่วยเหลือคนกลุ่มนี้อย่างไร  เช่น  รับเงินเยียวยาแล้วย้ายออกจากพื้นที่ไปเลย”  นายจีรศักดิ์กล่าว

               chaophya1.JPG

ทั้งนี้ ศปก.ทชพ.กำหนดแผนการขับเคลื่อนงานพัฒนาที่อยู่อาศัยชุมชนริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา   ระยะเวลา 1 ปี  ตั้งแต่เดือนมีนาคม 2559- กุมภาพันธ์ 2560  โดยหลังจากจัดหาที่ดินหรือที่อยู่อาศัยได้แล้ว  จะเข้าสู่กระบวนการออกแบบวางผัง-เสนอโครงการ-จัดตั้งสหกรณ์-ขออนุญาตก่อสร้าง-ปรับพื้นที่-ยกเสาเอก-ก่อสร้าง-ส่งมอบงานโดยรัฐมนตรีกระทรวงการพัฒนาสังคมฯ  ใช้งบประมาณรวม 125 ล้านบาทเศษ  ผู้รับผลประโยชน์  309 ครัวเรือน

                ส่วนในกรณีที่ผลการศึกษาของสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าฯ และมหาวิทยาลัยขอนแก่นออกมาแล้วและสรุปว่าโครงนี้ไม่มีความเหมาะสมหรือจะไม่มีการเดินหน้าโครงการนี้ต่อไปนั้น  นายจีรศักดิ์กล่าวว่า  ภาระหน้าที่ของ พอช.ก็คือทำให้ชาวบ้านมีที่อยู่อาศัยที่มั่นคง  แม้ว่าจะไม่มีการดำเนินโครงการนี้ต่อ  แต่ชาวบ้านก็จะมีที่อยู่อาศัยที่มั่นคง  ไม่ว่าจะเช่าห้องหรือสร้างบ้านใหม่  เพราะเป็นการอยู่อาศัยอย่างถูกต้อง  ไม่ต้องกลัวว่าจะถูกไล่รื้ออีกต่อไป  นอกจากนี้ พอช.ก็ยังมีภารกิจที่จะสนับสนุนชาวบ้านต่อไปนอกเหนือจากเรื่องที่อยู่อาศัย  เช่น  การสนับสนุนเรื่องอาชีพ  เศรษฐกิจ  สวัสดิการชุมชน  ฯลฯ ซึ่งก็คือการสร้างความเข้มแข็งให้ชุมชน  ให้ชุมชนสามารถแก้ไขปัญหาและพัฒนาชุมชนต่อไปได้ด้วยชาวชุมชนเอง

                สำหรับชุมชนที่ปลูกสร้างบ้านเรือนรุกล้ำแม่น้ำเจ้าพระยาและจะได้รับผลกระทบจากโครงการพัฒนาริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยามีจำนวน 12 ชุมชน  รวม  309  ครัวเรือน  คือ เขตบางซื่อ  1.ชุมชนปากคลองบางเขนใหม่ ( 12 ครัวเรือน) 2.ชุมชนวัดสร้อยทอง (14 ครัวเรือน)  เขตบางพลัด  3.ชุมชนวัดฉัตรแก้วจงกลณี ( 10 ครัวเรือน)  เขตดุสิต  4.ชุมชนเขียวไข่กา ( 21 ครัวเรือน) 5.ชุมชนศรีคราม (10 ครัวเรือน) 6.ราชผาทับทิม ( 32 ครัวเรือน) 7.ชุมชนศาลเจ้าแม่ทับทิม (32 ครัวเรือน) 8.ชุมชนมิตรคาม 1 (66 ครัวเรือน)  9.ชุมชนมิตรคาม 2 (55 ครัวเรือน) 10.ชุมชนวัดเทวราชกุญชร (33 ครัวเรือน) 11.ชุมชนองค์การทอผ้า (19 ครัวเรือน)  และ 12.ชุมชนริมไทร ( 5 ครัวเรือน)

                อย่างไรก็ตาม  ชุมชนวัดเทวราชกุญชร  จำนวน 33 ครัวเรือน (เขตดุสิต)  ซึ่งในเบื้องต้นคาดว่าจะอยู่ในพื้นที่โครงการพัฒนาริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยานั้น  ทางตัวแทนชุมชนได้ยืนยันว่าชุมชนของตนเดิมปลูกสร้างอยู่บนพื้นที่ริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา  โดยมีหนังสือการเช่าที่ดินจากวัดเทวราชกุญชรเพื่อปลูกสร้างบ้านเป็นหลักฐานมานานหลายสิบปีแล้ว  แต่เนื่องจากพื้นที่ริมฝั่งถูกกระแสน้ำกัดเซาะเป็นเวลานานจึงทำให้บ้านเรือนกลายสภาพเป็นบ้านที่ปลูกสร้างในแม่น้ำเจ้าพระยา  ดังนั้นจึงต้องให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องตรวจสอบข้อเท็จจริงต่อไป

chaophya3.JPG

chaophya.6.JPG

 

รายงานโดย: สุวัฒน์ กิขุนทด

แบ่งปัน
Submit to FacebookSubmit to Google PlusSubmit to Twitter