playlists faocebook CODINew icon_tw Intranet mail
ภาษาไทย english หน้าหลัก

Baan_Chaophaya1_resize.JPG

ย้อนเวลากลับไปเมื่อ 20-30 ปีที่ผ่านมา  สองฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยาในเขตกรุงเทพมหานครยังมีชุมชนเรือนแพปรากฏให้เห็นอยู่หลายแห่ง  หนึ่งในนั้นก็คือชุมชนเรือนแพที่อยู่ใกล้วัดฉัตรแก้วจงกลณี  เขตบางพลัด  เรือนแพเหล่านี้ลอยตัวอยู่บนผืนน้ำ  โดยมี “ลูกบวบ” หรือไม้ไผ่ลำใหญ่มัดรวมๆ กันเป็นแพเพื่อรองรับเรือนหรือตัวบ้าน  แต่นานวันเข้าลูกบวบที่แช่อยู่ในน้ำทั้งปีทั้งชาติก็จะค่อยๆ ผุพัง  และยิ่งพังเร็วขึ้นเมื่อถูกเกลียวคลื่นที่มาจากเรือด่วนและเรือลำใหญ่ในแม่น้ำเจ้าพระยาโถมเข้าใส่แทบจะไม่ว่างเว้น

“ครอบครัวฉันอยู่เรือนแพมาตั้งแต่ปี 2519  พ่อมีอาชีพขับเรือโยงขนส่งสินค้า จึงอยู่เรือนแพเพื่อความสะดวก อยู่ในแพมานานเกือบ 20  ปี  เฉพาะที่ปลูกแพอยู่ที่นี่ก็มีเกือบ 30  หลัง  เรียกว่าเป็นชุมชนเรือนแพก็ได้  พอถึงปี  2537-2538  ตอนนั้นคลื่นจากเรือด่วนตีลูกบวบจนพัง  จะเปลี่ยนบ่อยๆ ก็เปลืองแรง  เปลืองเงิน  พ่อจึงรื้อแพมาสร้างบ้าน  แล้วก็อยู่กันมาจนถึงทุกวันนี้  ส่วนแพหลังอื่นๆ ก็ทยอยรื้อแล้วสร้างบ้าน  บางครอบครัวก็ย้ายขึ้นฝั่ง  จนเรือนแพแถบนี้หมดไป”  ศรัญญา  บุญเพ็ชร์  วัย 48 ปี  จากชุมชนริมน้ำใกล้วัดฉัตรแก้วฯ เล่าตำนานคนเรือนแพให้ฟัง

เช่นเดียวกับครอบครัวของ “ศักดิ์น้อย   พรรณพิจิตร” วัย 54 ปี   ลูกเจ้าพระยาขนานแท้  เพราะเกิดและเติบโตอยู่ในเรือนริมน้ำแถบท่าเรือเขียวไข่กา  ติดกับโรงเรียนราชินีบน  เขตดุสิต  เพียงแต่ไม่ได้อยู่ในเรือนแพเหมือนศรัญญา  แต่คนที่นี่ปลูกสร้างบ้านเรือนอยู่ริมแม่น้ำเจ้าพระยามานานเกือบร้อยปี  เพราะในอดีตเขียวไข่กาเป็นท่าเรือใหญ่  มีเรือสินค้าและเรือโดยสารจากอยุธยาและปทุมธานีมาจอดที่นี่  ทั้งยังมีอู่ต่อเรือ  มีโรงยาฝิ่นและซ่อง  ผู้คนพลุกพล่านทั้งวันทั้งคืนเขียวไข่กาจึงเป็นชุมชนขนาดใหญ่แห่งหนึ่งริมแม่น้ำเจ้าพระยา  แต่ปัจจุบันสภาพในอดีตแทบไม่เหลือเค้าให้เห็น  คงเหลือเพียงบ้านไม้สภาพทรุดโทรมที่แช่อยู่ในแม่น้ำราว 20 หลัง 

Baan_Chaophaya4_resize.JPG

ชุมชนริมแม่น้ำเจ้าพระยา  เช่น  วัดฉัตรแก้วจงกลณีและเขียวไข่กา  เป็นตัวอย่างของชาวบ้านหลายร้อยครัวเรือนที่ปลูกสร้างบ้านอยู่ในน้ำมานานหลายสิบปี   บ้างก็เป็นชุมชนเรือนแพแต่ดั้งเดิม  บ้างก็เป็นชุมชนเก่า บ้างก็ปลูกบ้านอยู่ในแม่น้ำเพราะไม่มีที่ดินบนบก  แต่ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใด  วันนี้บ้านเรือนของพวกเขาไม่มั่นคงอีกต่อไปแล้ว  เพราะรัฐบาลมีโครงการพัฒนาพื้นที่ริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยาเพื่อทำเป็นเส้นทางสันทนาการเลียบแม่น้ำ  เช่น  ทางจักรยาน  ลานกีฬา  สวนหย่อมริมแม่น้ำ  ฯลฯ  เริ่มต้นจากเชิงสะพานพระราม 7 ถึงสะพานพระปิ่นเกล้า  รวมระยะทางทั้งสองฝั่งประมาณ 14 กิโลเมตร  ซึ่งขณะนี้สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบังและมหาวิทยาลัยขอนแก่นได้รับมอบหมายจากรัฐบาลให้ศึกษาความเหมาะสมและออกแบบโครงการ (มีนาคม-กันยายน 2559

ขณะที่สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) หรือ พอช.ได้รับมอบหมายให้จัดทำแผนงานรองรับที่อยู่อาศัยของประชาชนที่ปลูกสร้างบ้านเรือนอยู่ริมแม่น้ำเจ้าพระยา  เช่นเดียวกับแผนงานที่อยู่อาศัยของชาวริมคลองลาดพร้าวที่ได้รับผลกระทบจากการสร้างเขื่อนระบายน้ำป้องกันน้ำท่วมที่ พอช.ได้รับมอบหมายจากรัฐบาลไปก่อนหน้านี้

จีรศักดิ์  พูลสง  ผู้อำนวยการศูนย์ปฏิบัติการพัฒนาชุมชนริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา (ศปก.ทชพ.)  สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน  กล่าวว่า  พอช.ได้ลงสำรวจพื้นที่สองฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยาจากสะพานพระราม 7 ถึงสะพานพระปิ่นเกล้า  พบว่ามีชุมชนที่ปลูกสร้างบ้านเรือนอยู่ในแม่น้ำเจ้าพระยาทั้งหมด  10  ชุมชน  รวม  285 ครัวเรือน  ประชากรทั้งหมดประมาณ  900 คน  นอกจากนี้ยังจัดประชุมชาวบ้านแต่ละชุมชนเพื่อสร้างความเข้าใจเรื่องการช่วยเหลือและการจัดหาที่อยู่อาศัยรองรับชาวบ้านที่จะได้รับผลกระทบ 

ชุมชนที่ปลูกสร้างบ้านเรือนรุกล้ำแม่น้ำเจ้าพระยาและจะได้รับผลกระทบจากโครงการพัฒนาริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา  จำนวน 10 ชุมชน  ประกอบด้วย  เขตบางซื่อ  ชุมชนปากคลองบางเขนใหม่ 12 ครัวเรือน  ชุมชนวัดสร้อยทอง 14 ครัวเรือน เขตบางพลัด  ชุมชนวัดฉัตรแก้วจงกลณี 10 ครัวเรือน

เขตดุสิต  ชุมชนเขียวไข่กา 21 ครัวเรือน  ชุมชนศรีคราม 10 ครัวเรือน  ราชผาทับทิม 32 ครัวเรือน  ชุมชนศาลเจ้าแม่ทับทิม 32 ครัวเรือน  ชุมชนมิตรคาม 1, 66 ครัวเรือน   ชุมชนมิตรคาม 2, 55 ครัวเรือน  ชุมชนวัดเทวราชกุญชร 33 ครัวเรือน  (หมายเหตุ : ชุมชนยืนยันว่าชุมชนของตนเดิมปลูกสร้างอยู่บนพื้นดินริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา โดยมีหนังสือการเช่าที่ดินจากวัดเทวราชกุญชรเพื่อปลูกสร้างบ้านเป็นหลักฐานมานานหลายสิบปีแล้ว   แต่เนื่องจากพื้นที่ริมฝั่งถูกกระแสน้ำกัดเซาะเป็นเวลานาน   จึงทำให้บ้านเรือนกลายสภาพเป็นบ้านที่ปลูกสร้างในแม่น้ำเจ้าพระยา)   

 “จากการสอบถามความต้องการของชาวบ้านและการสำรวจข้อมูลทั้ง 10 ชุมชนพบว่า มีแนวทางในการรองรับที่อยู่อาศัยอยู่  6 แนวทาง คือ 1.ย้ายขึ้นแฟลตกรมการขนส่งทหารบก (ขส.ทบ.) 2.ขอเช่าที่ดินวัดเพื่อสร้างบ้านใหม่  3. ขอเช่าที่ดินรัฐ  4.ซื้อที่ดินเอกชน  5.หาที่อยู่อาศัยของการเคะแห่งชาติ  เช่น  บ้านเอื้ออาทร  และ 6. ขอรับเงินเยียวยาและหาที่อยู่อาศัยเอง”   จีรศักดิ์ชี้แจง
             สำหรับแฟลต ขส.ทบ.นั้น  ตั้งอยู่ใกล้กับรัฐสภาใหม่บริเวณสี่แยกเกียกกาย เป็นแฟลต 5 ชั้น 2 อาคารเชื่อมต่อกัน รวมทั้งหมด 64 ห้อง  ขนาดพื้นที่ห้องละ 51 ตารางเมตร เดิมเป็นที่พักอาศัยของข้าราชการ ขส.ทบ. เมื่อมีโครงการก่อสร้างรัฐสภาแห่งใหม่  สำนักงานเลขาธิการรัฐสภาจึงขอใช้แฟลต ขส.ทบ.เพื่อเป็นที่พักสำหรับข้าราชการรัฐสภา  แต่เมื่อรัฐบาลมีโครงการพัฒนาริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา  รัฐสภาจึงมอบแฟลตให้กระทรวงการพัฒนาสังคมฯ เพื่อเป็นที่อยู่อาศัยของผู้ที่ได้รับผลกระทบจากโครงการพัฒนาริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา

Baan_Chaophaya2_resize.JPG 

แฟลต ขส.ทบ.สามารถรองรับชาวชุมชนเขียวไข่กา, ปากคลองบางเขน  และวัดสร้อยทอง  รวม 40 ห้อง  รวมทั้งรองรับชุมชนที่ต้องรื้อย้ายจากการก่อสร้างรัฐสภาแห่งใหม่จำนวน 2 ชุมชน  คือ  ชุมชนบ้านพักองค์การทอผ้า 19 ห้อง  และชุมชนริมไทร 5 ห้อง   ขณะนี้อยู่ในระหว่างการประเมินราคาซ่อมแซมแฟลต  ซึ่งหากเป็นไปตามแผนงาน   การซ่อมแซมจะใช้เวลาประมาณ 1 เดือนเศษ  คาดว่าภายในต้นเดือนกรกฎาคมนี้  ชาวบ้านที่ได้รับผลกระทบจากโครงการพัฒนาริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา 3 ชุมชน  และจากรัฐสภา 2 ชุมชน  รวม 64 ครัวเรือน  จะย้ายเข้าอยู่ที่แฟลตแห่งนี้ได้   ทั้งนี้กรมธนารักษ์ในฐานะหน่วยงานเจ้าของแฟลต ขส.ทบ.จะเก็บค่าเช่าผู้อยู่อาศัยในราคาถูกคือยูนิตละ 1,001 บาทต่อเดือน  ไม่รวมค่าน้ำประปาและไฟฟ้า
            สำหรับงบประมาณที่จะใช้รองรับด้านที่อยู่อาศัยของชาวบ้านนั้น   จีรศักดิ์กล่าวว่า พอช. จะสนับสนุนชาวบ้านที่ได้รับผลกระทบไม่เกินครัวเรือนละ 80,000 บาท  โดยแยกเป็น 1. อุดหนุนที่อยู่อาศัยครัวเรือนละ 25,000 บาท   2. พัฒนาระบบสาธารณูปโภคครัวเรือนละ 50,000 บาท   และ 3. งบบริหารจัดการครัวเรือนละ 5,000 บาท  ซึ่งทั้ง 3 รายการดังกล่าว พอช. ไม่ได้จ่ายให้ชาวบ้านเป็นเงินสด   แต่จะอยู่ในรูปของงบอุดหนุน   เช่น หากชาวบ้านจะไปอยู่แฟลต ขส.ทบ. ทาง พอช.ก็จะอุดหนุนงบพัฒนาระบบสาธารณูปโภค (ค่าซ่อมแซมระบบไฟฟ้า, ประปา, ซ่อมห้อง) ค่าธรรมเนียมการจัดให้เช่าเป็นระยะเวลา 3 ปี, ค่าประกันล่วงหน้า 3 เดือน   ส่วนค่าเช่ารายเดือน  เดือนละ 1,001 บาท ชาวบ้านจะต้องจ่ายผ่านสหกรณ์เพื่อนำไปจ่ายค่าเช่าให้แก่กรมธนารักษ์ต่อไป
              ส่วนในกรณีที่ชาวบ้านจะรวมกลุ่มจัดซื้อที่ดินแปลงใหม่เพื่อสร้างบ้านหรือที่อยู่อาศัยของการเคหะฯ นั้น  พอช.จะสนับสนุนสินเชื่อไม่เกินครัวเรือนละ 300,000 บาท   คิดดอกเบี้ยร้อยละ 4 บาทต่อปี   ผ่อนชำระคืนภายใน 15 ปี   รวมทั้งยังมีงบอุดหนุนที่อยู่อาศัยและพัฒนาระบบสาธารณูปโภค  ครัวเรือนละ 80,000 บาท  เช่นเดียวกับผู้ที่จะย้ายขึ้นแฟลต ขส.ทบ. แต่ไม่ได้จ่ายเป็นเงินสด
              ทั้งนี้ พอช.กำหนดแผนการขับเคลื่อนงานพัฒนาที่อยู่อาศัยชุมชนริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา  ระยะเวลา 1 ปี  คือมีนาคม 2559 - กุมภาพันธ์ 2560  โดยหลังจากจัดหาที่ดินรองรับชาวบ้านได้แล้วก็จะเข้าสู่กระบวนการออกแบบวางผัง - เสนอโครงการ - จัดตั้งสหกรณ์ - ขออนุญาตก่อสร้าง - ปรับพื้นที่ - ยกเสาเอก - ก่อสร้าง – ส่งมอบงาน  โดยใช้งบประมาณรวม 125 ล้านบาทเศษ   ผู้รับผลประโยชน์ 309 ครัวเรือน (รวมชุมชนที่ได้รับผลกระทบจากการก่อสร้างรัฐสภาแห่งใหม่)
              ส่วนในกรณีที่ผลการศึกษาของสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าฯ และมหาวิทยาลัยขอนแก่นออกมาแล้ว และสรุปว่าโครงนี้ไม่มีความเหมาะสมหรือจะไม่มีการเดินหน้าโครงการนี้ต่อไปนั้น   จีรศักดิ์กล่าวว่า  ภาระหน้าที่ของ พอช.ก็คือทำให้ชาวบ้านมีที่อยู่อาศัยที่มั่นคง  แม้ว่าจะไม่มีการดำเนินโครงการนี้ต่อ  แต่ชาวบ้านก็จะมีที่อยู่อาศัยใหม่ที่มั่นคง  ไม่ว่าจะอยู่แฟลตหรือสร้างบ้านใหม่  เพราะเป็นการอยู่อาศัยอย่างถูกต้อง  ไม่ต้องกลัวว่าจะถูกไล่รื้ออีกต่อไป   นอกจากนี้ พอช. ยังมีภารกิจที่จะสนับสนุนชาวบ้านต่อไปนอกเหนือจากเรื่องที่อยู่อาศัย  เช่น   การสนับสนุนเรื่องอาชีพ  เศรษฐกิจ สวัสดิการชุมชน ฯลฯ  ซึ่งก็คือการสร้างความเข้มแข็งให้ชุมชน  ให้ชุมชนสามารถแก้ไขปัญหาและพัฒนาชุมชนต่อไปได้ด้วยชาวชุมชนเอง

Baan_Chaophaya3_resize.JPG

ศรัญญา  บุญเพ็ชร์  ชุมชนวัดฉัตรแก้วจงกลณี   บอกว่า  เคยอยู่ทั้งเรือนแพและบ้านริมน้ำเจ้าพระยามาเกือบทั้งชีวิตจึงรู้สึกผูกพันกับแม่น้ำ  แต่ในช่วงปี 2554 ที่น้ำท่วมใหญ่  บ้านริมน้ำของเธอถูกน้ำท่วมจนถึงหน้าต่าง  ต้องกินนอนอยู่ในน้ำนานนับเดือน  เมื่อรัฐบาลมีโครงการพัฒนาริมน้ำฯ  และมีที่อยู่อาศัยรองรับ  ชาวบ้านที่นี่รวม 10 ครัวเรือนก็อยากจะย้ายเหมือนกัน  เพราะยังกลัวเรื่องน้ำจะท่วมอีก  ที่ผ่านมาก็ได้ไปดูที่อยู่อาศัยใหม่แล้ว  เห็นว่าบ้านเอื้ออาทรที่นครชัยศรี  พุทธมณฑลสาย 2 ก็เหมาะสมเพราะไม่ไกลจากชุมชนเดิมมากนัก 
                ศักดิ์น้อย  พรรณพิจิตร  ในฐานะประธานชุมชนเขียวไข่กา  กล่าวว่า ชาวบ้านในชุมชนรู้ข่าวว่าทางราชการจะมีโครงการพัฒนาพื้นที่ริมแม่น้ำเจ้าพระยาและจะต้องรื้อย้ายบ้านเรือนที่ปลูกอยู่ในแม่น้ำออกไปในช่วงปลายปี 2558 ที่ผ่านมา  เพราะทางเขตดุสิตส่งเจ้าหน้าที่เข้ามาบอก  ซึ่งในตอนแรกชาวบ้านส่วนใหญ่ต่างก็รู้สึกตกใจ  เพราะอยู่อาศัยกันมานาน  ไม่รู้ว่าจะถูกไล่ไปอยู่ที่ไหน  ไม่อยากจะรื้อย้าย  เพราะอยู่ที่เดิมสะดวกสบาย  ใกล้โรงพยาบาลวชิระและใกล้โรงเรียนของลูกหลาน
            “แต่เมื่อทาง พอช. ลงมาพูดคุยชี้แจงทำความเข้าใจกับชาวบ้าน และพาไปดูแฟลต ขส.ทบ. ซึ่งอยู่ไม่ไกลจากชุมชนเดิมมากนัก ชาวบ้านก็รู้สึกพอใจ เพราะพวกเราปลูกบ้านอยู่ริมแม่น้ำเจ้าพระยามานาน   รู้ว่ารุกล้ำแม่น้ำ บ้านเรือนก็ทรุดโทรม  อีกทั้งเวลาจะเข้าบ้านหรือออกจากบ้านต้องปีนบันไดข้ามเขื่อนทำให้ลำบาก โดยเฉพาะคนแก่และเด็ก ๆ  เมื่อทางราชการมีแฟลตรองรับ ชาวบ้านก็พอใจเพราะไม่ได้ถูกขับไล่เปล่า ๆ ” ศักดิ์น้อยกล่าวทิ้งท้าย


นี่คือสภาพที่กำลังจะเปลี่ยนไปของชุมชนริมฝั่งเจ้าพระยา...อีกไม่นานเมื่อผลการศึกษาและออกแบบโครงการพัฒนาพื้นที่ริมฝั่งเจ้าพระยาสำเร็จออกมา  เราคงจะได้เห็นว่าสองฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยาจะมีหน้าตาเป็นเช่นไร !

Baan_Chaophaya_resize.JPG

 

บทความโดย : สุวัฒน์ กิขุนทด

 

แบ่งปัน
Submit to FacebookSubmit to Google PlusSubmit to Twitter