playlists faocebook CODINew icon_tw Intranet mail
ภาษาไทย english หน้าหลัก
159A0280_resize.JPG
ธนาคารแห่งประเทศไทย/ รางวัล “ผู้สรรค์สร้างความมั่นคงของมนุษย์ตามแนวคิดของศาสตราจารย์ ดร.ป๋วย  อึ๊งภากรณ์   “คุณภาพแห่งชีวิต  ปฏิทินแห่งความหวัง  จากครรภ์มารดาถึงเชิงตะกอน” ปีนี้จัดขึ้นเป็นปีที่ 3  มีกองทุนสวัสดิการชุมชนตำบลที่ได้รับรางวัลในประเภทต่างๆ รวม 8 กองทุน  โดยมีการจัดตั้งกองทุนสวัสดิการฯ  ทั่วประเทศแล้วเกือบ 6,000   กองทุน  มีเงินรวมกันกว่า 13,244 ล้านบาท  ขณะที่รัฐบาลมอบงบสนับสนุนกองทุน 500 ตำบล  วงเงิน  127 ล้านบาท

วันนี้ (9 มีนาคม)  ที่ธนาคารแห่งประเทศไทย   มีพิธีมอบรางวัล “ธรรมาภิบาลดีเด่น  ประจำปี 2561” ให้แก่ธุรกิจ SMEs  ที่มีธรรมาภิบาลดีเด่นในการบริหารงาน   และพิธีมอบรางวัล “ผู้สรรค์สร้างความมั่นคงของมนุษย์ตามแนวคิดของศาสตราจารย์ ดร.ป๋วย  อึ๊งภากรณ์   คุณภาพแห่งชีวิต  ปฏิทินแห่งความหวัง  จากครรภ์มารดาถึงเชิงตะกอน” ให้แก่กองทุนสวัสดิการชุมชนที่มีผลงานดีเด่นในแต่ละด้าน  รวม 8 กองทุน  นอกจากนี้ยังมอบรางวัล “สันติประชาธรรม” ให้แก่นายเดโช  ไชยทัพ  ผู้อำนวยการมูลนิธิเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน (ภาคเหนือ) โดยมี ม.ร.ว.ปรีดียาธร  เทวกุล  อดีตรองนายกรัฐมนตรี และ รมว.คลัง เป็นประธานในพิธีมอบรางวัล  มีผู้เข้าร่วมงานทั้งจากภาคธุรกิจและกองทุนสวัสดิการฯ  ประมาณ  200 คน

ผศ.ดร.จิตติ  มงคลชัยอรัญญา  คณบดีวิทยาลัยพัฒนศาสตร์  ป๋วย  อึ๊งภากรณ์  กล่าวว่า  การจัดประกวดรางวัล “ผู้สรรค์สร้างความมั่นคงของมนุษย์ระดับชาติ” จะจัดขึ้นทุกปี  เริ่มครั้งแรกในปี 2559  โดยในปีนี้จัดขึ้นเป็นครั้งที่  3   มีวัตถุประสงค์เพื่อ  1.ยกย่อง  เชิดชู  องค์กร/กองทุนสวัสดิการชุมชนที่ดำเนินการงานช่วยเหลือ  ดูแลคุณภาพชีวิตคนในชุมชนอย่างโดดเด่นในด้านต่างๆ 

2.เพื่อเสริมสร้างความเข้มแข็งของกองทุนสวัสดิการชุมชนในพื้นที่  จังหวัด  ภาค  และประเทศ  และขยายผลกองทุนฯ ให้ครอบคลุมทั่วประเทศ  3.เพื่อกระตุ้นให้รัฐบาล  ภาคเอกชน  และสังคม  ตระหนักถึงคุณค่าของแนวคิดเรื่อง “คุณภาพชีวิต  ปฏิทินแห่งความหวัง  จากครรภ์มารดาถึงเชิงตะกอน” ของอาจารย์ป๋วย  อึ๊งภากรณ์   และนำไปสู่การพัฒนาระบบปฏิบัติการด้านสวัสดิการให้ประชาชนเข้าถึงและเหมาะสมต่อไป

ทั้งนี้การพิจารณารางวัลมีขึ้นเมื่อวันที่ 22 มกราคม 2561 ที่ผ่านมา  ที่สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน)  เขตบางกะปิ  กรุงเทพฯ  โดยมีองค์กรและสถาบันที่ทำงานเพื่อสังคมจำนวน 8 องค์กรร่วมกันจัดประกวดรางวัล  ประกอบด้วย  สถาบันป๋วย  อึ๊งภากรณ์,   มูลนิธิบูรณะชนบทแห่งประเทศไทยฯ,  เครือข่ายสวัสดิการชุมชน,  คณะอนุกรรมการส่งเสริมองค์กรสวัสดิการชุมชนฯ,  ศูนย์คุณธรรม (องค์การมหาชน), มูลนิธิมั่นพัฒนา,  วิทยาลัยพัฒนศาสตร์  ป๋วย  อึ๊งภากรณ์   และสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) 

159A0306_resize.JPG

ผลการพิจารณาของคณะกรรมการมีดังนี้  ประเภทที่  1. ด้านการสร้างครอบครัวอบอุ่น   การดูแลผู้สูงอายุให้มีคุณภาพชีวิตและคุณค่าในสังคม  ได้แก่  กองทุนสวัสดิการชุมชนเทศบาลตำบลห้วยงู  อำเภอหันคา จังหวัดชัยนาท

2. ด้านการส่งเสริมสุขภาพ  การรักษา   ดูแล  ป้องกัน  สุขภาวะในชุมชน  ได้แก่   กองทุนสวัสดิการชุมชนตำบลทับพริก อำเภออรัญประเทศ จังหวัดสระแก้ว

3. ด้านการพัฒนาเด็กและเยาวชนและการศึกษา  เพื่อการเติบโตเป็นคนดีและมีคุณภาพ  ได้แก่   กองทุนสวัสดิการชุมชนตำบลบ้านเหล่า  อำเภอแม่ใจ จังหวัดพะเยา

4. ด้านการพัฒนาการประกอบอาชีพ  พัฒนาระบบเศรษฐกิจชุมชน  และการแก้ปัญหาหนี้สิน  ได้แก่   กองทุนสวัสดิการชุมชนตำบลท่างาม  อำเภออินทร์บุรี จังหวัดสิงห์บุรี

5.ด้านการดูแลทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม   การอนุรักษ์พลังงาน  การจัดการขยะ  การจัดการและฟื้นฟูภัยพิบัติ  ได้แก่   กองทุนสวัสดิการชุมชนเทศบาลตำบลออย อำเภอปง จังหวัดพะเยา

6. ด้านการจัดการที่ดิน/จัดสรรที่ดินทำกิน  เพียงพอต่อการดำรงชีพ   การจัดการที่อยู่อาศัย  การสร้างความมั่นคงทางด้านอาหาร   ไม่มีกองทุนที่ได้รับรางวัล

7. ด้านการพัฒนาระบบบริหารจัดการกองทุนที่ดีและมีธรรมาภิบาล  ได้แก่   กองทุนสวัสดิการชุมชนตำบลคลองทับจันทร์  อำเภออรัญประเทศ จังหวัดสระแก้ว

8. ด้านผลงานการจัดสวัสดิการชุมชนแบบองค์รวม  หลายมิติ  สามารถเชื่อมโยงและบูรณาการทรัพยากรจากหลากหลายแห่งเพื่อแก้ไขปัญหาของสมาชิกได้อย่างมีประสิทธิภาพ  ได้แก่   กองทุนสวัสดิการชุมชนตำบลเทศบาลบางเลน  อำเภอบางเลน จังหวัดนครปฐม

9.ด้านการฟื้นฟูระบบคุณค่าทางวัฒนธรรม  การอยู่ร่วมกัน  การช่วยเหลือเกื้อกูลระหว่างกลุ่ม  หนุนช่วยเพื่อน  รวมทั้งร่วมมือกับหน่วยงาน  ภาคี  เครือข่ายต่างๆ เพื่อแก้ไขปัญหาของชุมชนและสังคม   ได้แก่  กองทุนสวัสดิการชุมชนตำบลหนองหงส์  อำเภอทุ่งสง จังหวัดนครศรีธรรมราช

นายสมชาติ  ภาระสุวรรณ   ผู้อำนวยการสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชนฯ  กล่าวว่า  หลักการสำคัญของกองทุนสวัสดิการชุมชนคือ  ประชาชนทั่วไป  เกษตรกร  ชาวไร่  ชาวนา  ที่ไม่มีสวัสดิการรองรับเหมือนกับข้าราชการ  พนักงานรัฐวิสาหกิจ  หรือบริษัทเอกชน  ได้รวมตัวกันจัดตั้งกองทุนสวัสดิการชุมชนในระดับตำบลขึ้นมาเพื่อช่วยเหลือกันเอง  โดยชุมชนจะมีการจัดตั้งคณะกรรมการขึ้นมาบริหารจัดการ  ให้สมาชิกสมทบเงินเข้ากองทุนวันละ 1 บาท  หรือเดือนละ 30 บาท  (บางกองทุนให้สมาชิกสมทบเงินเข้ากองทุนเป็นรายปีๆ ละ 365  บาท)  โดยที่ผ่านมารัฐบาลและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นก็ได้สนับสนุนงบประมาณเข้ากองทุนสวัสดิการฯ เหล่านี้ด้วย

“เมื่อสมาชิกเจ็บไข้ได้ป่วยหรือเสียชีวิต  ก็จะได้รับการช่วยเหลือจากกองทุน  เช่น   คลอดบุตร  ช่วยเหลือ 500 บาท  เสียชีวิต 10,000 บาท  หรือแล้วแต่ตามระเบียบของแต่ละกองทุนที่กำหนดเอาไว้  บางกองทุนจะมีสวัสดิการช่วยเหลือเรื่องทุนการศึกษา  ช่วยเหลือสมาชิกผู้สูงอายุ  คนพิการ  คนด้อยโอกาส  แม้ว่าจะเป็นเงินที่ไม่มากนัก  แต่ก็เป็นสิ่งที่ดีและเป็นจุดเริ่มต้นที่ประชาชนได้จัดตั้งกองทุนสวัสดิการเพื่อช่วยเหลือกันเอง”  นายสมชาติกล่าวและว่า  ปัจจุบันกองทุนสวัสดิการต่างๆ ได้ขยายการทำงานครอบคลุมสวัสดิการด้านต่างๆ ที่ไม่ใช่ตัวเงิน  เช่น ส่งเสริมและรักษาสิ่งแวดล้อม  การดูแลป่าไม้  ทรัพยากร  แก้ปัญหาที่ดิน  ที่อยู่อาศัย  การส่งเสริมอาชีพสมาชิก  ฯลฯ

ปัจจุบันมีกองทุนสวัสดิการชุมชนตำบลที่จัดตั้งขึ้นทั่วประเทศจำนวน  5,944  กองทุน   มีสมาชิกรวมทั้งหมดประมาณ  5.5  ล้านคน   มีเงินสวัสดิการรวมกันทั้งหมด   13,244  ล้านบาท    แยกเป็นเงินสมทบจากสมาชิก  8,423  ล้านบาท (64 %)  รัฐบาลสมทบเข้ากองทุน (ผ่าน พอช.)  รวม  2,482  ล้านบาท (19 %)  และอื่นๆ (อปท./เอกชน/หน่วยงานรัฐ)  รวม 2,339   ล้านบาท (17 %)  โดยมีผู้ที่ได้รับสวัสดิการไปแล้ว  รวม  1.58  ล้านคน

นายสมชาติกล่าวในตอนท้ายว่า  ในปี 2561 นี้  รัฐบาลได้ให้การสนับสนุนกองทุนสวัสดิการ  โดยอนุมัติงบประมาณจำนวน 127 ล้านบาท  มีเป้าหมายสนับสนุนกองทุนสวัสดิการทั่วประเทศรวม  500   ตำบล  ประชาชนได้รับผลประโยชน์  รวม  350,000 คน

ส่วนแนวคิด “คุณภาพชีวิต  ปฏิทินแห่งความหวัง  จากครรภ์มารดาถึงเชิงตะกอน” หรือเรียกสั้นๆ ว่า “จากครรภ์มารดาถึงเชิงตะกอน” เป็นบทความภาษาอังกฤษขนาด 2 หน้า  ซึ่ง อ.ป๋วยได้นำเสนอบทความชิ้นนี้ในที่ประชุมคณะกรรมการที่ปรึกษาการพัฒนาเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ในเดือนตุลาคม  2516  หลังจากนั้นจึงมีการแปลและเผยแพร่บทความนี้ออกไปอย่างกว้างขวาง  เนื้อหากล่าวถึงความต้องการขั้นพื้นฐานของมนุษย์ที่ควรจะได้รับบริการสวัสดิการจากรัฐตั้งแต่เกิดจนตาย  ซึ่งเนื้อหาดังกล่าวนี้เป็นแรงบันดาลใจให้คนรุ่นหลังได้นำแนวคิดของ อ.ป๋วยไปขับเคลื่อนให้เป็นจริง

159A0293_resize.JPG

สำหรับนายเดโช  ไชยทัพ  ผู้อำนวยการมูลนิธิเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน (ภาคเหนือ) ปัจจุบันอายุ 52 ปี  เป็นนักพัฒนาที่ทำงานร่วมกับเครือข่ายเกษตรกรภาคเหนือและเครือข่ายป่าชุมชนมาอย่างต่อเนื่อง  เป็นผู้มีบทบาทสำคัญในการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งระหว่างชุมชนกับรัฐ  มีผลงานที่สำคัญด้านการขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหาการจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม  โดยเน้นกระบวนการมีส่วนร่วมของชุมชน  จนเกิดนวัตกรรมต่างๆ ขึ้น  เช่น  การใช้ข้อมูลสารสนเทศทางภูมิศาสตร์ (GIS)  มาเป็นเครื่องมือแก้ปัญหา   การเสริมสร้างพลังท้องถิ่นมาขับเคลื่อนข้อบัญญัติตำบลเพื่อนำไปสู่การแก้ไขปัญหาการจัดการทรัพยากร  ฯลฯ  ทำให้ได้รับรางวัล “สันติประชาธรรม” ซึ่งถือเป็นรางวัลสำหรับบุคคลผู้อุทิศตนเพื่อสังคม ตามแนวทางของศาสตราจารย์ป๋วย  อึ๊งภากรณ์

159A0141_resize.JPG

ส่วนผู้ประกอบธุรกิจ SMEs  ที่ได้รับรางวัลธรรมาภิบาลดีเด่น ประจำปี 2561 คือ บริษัทเอราวัณฟู๊ด จำกัด (มหาชน) ที่ได้สร้างมูลค่า สร้างงาน  โดยนำวัตถุดิบ และวัสดุต่างๆ ในท้องถิ่นสู่การผลิตภัณฑ์อาหารบรรจุกระป๋อง (ธุรกิจเครื่องกระป๋อง) มีการดูแลพนักงาน และใส่ใจต่อสิ่งแวดล้อม  จึงได้รับรางวัลดังกล่าว     

 

แบ่งปัน
Submit to FacebookSubmit to Google PlusSubmit to Twitter