playlists faocebook CODINew icon_tw Intranet mail
ภาษาไทย english หน้าหลัก

DSC_0339_resize.JPG

เขตบางซื่อ / พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา  นายกรัฐมนตรี  เป็นประธานเปิดโครงการ “สานพลังประชารัฐ  พัฒนาบึงบางซื่อ” ซึ่งเป็นความร่วมมือทั้งภาคเอกชนและรัฐ  โดย SCG. มอบที่ดิน  10 ไร่  เพื่อสร้างบ้านมั่นคงให้ชาวชุมชนแออัดที่อาศัยอยู่รอบบึง 197 ครอบครัว  และพัฒนาพื้นที่รอบบึง 51 ไร่ให้เป็นสถานที่พักผ่อน  พื้นที่สีเขียว  เป็นปอดใหม่ของกรุงเทพฯ  โดยใช้งบประมาณทั้งหมด 600 ล้านบาท  เริ่มโครงการกลางปีนี้และจะแล้วเสร็จภายในปี 2563

พื้นที่บึงบางซื่อมีเนื้อที่ทั้งหมด 61 ไร่  เป็นที่ดินของบริษัทปูนซิเมนต์ไทย หรือ SCG. ขุดดินเอาไปใช้เป็นวัตถุดิบในการผลิตปูนซิเมนต์  จนกลายเป็นบึงหรือบ่อน้ำขนาดใหญ่  ส่วนพื้นที่รอบบ่อ  บริษัทฯ  สร้างบ้านให้พนักงานอยู่อาศัย  ต่อมามีการขยายครอบครัว  รวมทั้งคนจากภายนอกบุกรุกเข้ามาปลูกบ้านเรือนเพิ่มมากขึ้นจนกลายเป็นชุมชนแออัด  บ้านเรือนทรุดโทรม  บริษัท SCG ในฐานะเจ้าของที่ดินจึงมีแผนงานพัฒนาบึงบางซื่อขึ้นมา  โดยร่วมกับสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) ทำโครงการพัฒนาที่อยู่อาศัย ‘บ้านมั่นคง’ เฟสแรก  จำนวน 45 ครัวเรือน  แล้วเสร็จในปี 2558 และจะดำเนินการอีก 197 ครัวเรือน  พร้อมทั้งพัฒนาบึงบางซื่อให้เป็นพื้นที่สีเขียว  โดยความร่วมือของหลายหน่วยงาน

ล่าสุดเมื่อวันที่  9 เมษายน  เวลา 15.00  น. พลเอกประยุทธ์   จันทร์โอชา  นายกรัฐมนตรี  นายสมคิด  จาตุศรีพิทักษ์  รองนายกฯ และคณะ  ได้เดินทางมาเป็นประธานในพิธีเปิดโครงการ “สานพลังประชารัฐ   การพัฒนาบึงบางซื่อ”  ที่บริเวณบึงบางซื่อ  เขตจตุจักร  โดยมีพลเอกอนันตพร  กาญจนรัตน์  รมว.พม.  พล.ต.อ.อัศวิน  ขวัญเมือง  ผู้ว่าฯ กทม.  พลเอกอภิรัชต์  คงสมพงษ์  ประธานกรรมการสลากกินแบ่งรัฐบาล  นายรุ่งโรจน์  รังสิโยภาส  กรรมการผู้จัดการใหญ่บริษัท SCG.  นายสมชาติ  ภาระสุวรรณ  ผอ.สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน  ฯลฯ  ให้การต้อนรับ  โดยมีชาวบ้านรอบบึงบางซื่อและเครือข่ายบ้านมั่นคงเข้าร่วมงานประมาณ  400 คน

DSC_0334_resize.JPG

พลเอกประยุทธ จันทร์โอชา นายกฯ กล่าวว่า โครงการสานพลังประชารัฐ-การพัฒนาพื้นที่บึงบางซื่อเป็นความร่วมมือของภาครัฐ เอกชน  และชุมชนอย่างเป็นรูปธรรม  ช่วยนำไปสู่การพัฒนาคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นให้กับชาวบ้านที่อาศัยอยู่ในชุมชนแออัด  ซึ่งมีปัญหาทั้งในเรื่องของสุขอนามัย ความปลอดภัย  รวมถึงการเข้าถึงระบบบริการของภาครัฐก็เป็นไปด้วยความยากลำบาก  เนื่องจากไม่มีทะเบียนราษฏร์  รัฐบาลจึงเห็นความสำคัญที่จะเข้ามาจัดระเบียบเพื่อให้ประชาชนได้รับสิทธิพื้นฐานที่เท่าเทียมกัน  โครงการนี้จึงถือเป็นต้นแบบที่เป็นไปตามเป้าหมายของรัฐบาลที่จะขับเคลื่อนการดำเนินงานตามโครงการประชารัฐ  พร้อมสนับสนุนการยกระดับคุณภาพชีวิตและความเป็นอยู่ของประชาชนฐานราก รวมทั้งการส่งเสริมด้านอาชีพและสร้างสภาพแวดล้อมที่ดีให้เกิดขึ้นในชุมชน

DSC_0398_resize.JPG

นอกจากนี้พลเอกประยุทธ์ยังกล่าวถึง การพัฒนาคลองที่มีปัญหาน้ำเน่าเสีย  คลองอุดตัน  ทำให้เกิดปัญหาน้ำท่วม  ซึ่งขณะนี้เริ่มทำในคลองลาดพร้าว  ซึ่งมีประชาชนปลูกสร้างบ้านเรือนบุกรุกคลองเพื่อสร้างที่อยู่อาศัย ซึ่งรัฐบาลก็มีความเข้าใจว่าเป็นคนจน  ไม่อยากไล่รื้อ  แต่รัฐบาลก็ต้องทำตามกฏหมาย  ซึ่งจะต้องมีการขยายคลองและจัดหาที่อยู่อาศัยให้แก่ประชาชน  แต่ก็ยังมีประชาที่ยังไม่ให้ความร่วมมือ  อย่างไรก็ตาม  ต่อไปรัฐบาลก็จะต้องทำที่คลองเปรมประชากรด้วย  แต่ถ้าไม่ร่วมมือกันก็ทำไม่ได้

นายรุ่งโรจน์  รังสิโยภาส  กรรมการผู้จัดการใหญ่บริษัท SCG.  กล่าวว่า โครงการนี้เป็นโครงการที่บริษัท SCG หรือบริษัทปูนซิเมนต์ไทย  ร่วมกับหน่วยงานต่างๆ  พัฒนาที่อยู่อาศัยชุมชนรอบบึงบางซื่อ  และพัฒนาบึงบางซื่อให้เป็นปอดใหม่ของชาวกรุงเทพฯ  โดยชุมชนรอบบึงบางซื่อมีทั้งหมด 5 ชุมชน  250 ครอบครัว  ประชากรประมาณ  1,300  คน  ที่ผ่านมา SCG  ได้ร่วมกับสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน)  ทำโครงการบ้านมั่นคงไปแล้วตั้งแต่ปี 2556  รวม 45 ครัวเรือน  รูปแบบเป็นบ้านแบบทาวน์เฮ้าส์  ส่วนโครงการที่กำลังดำเนินการนี้  จะสร้างที่อยู่อาศัยเพิ่มอีก 197  ครัวเรือน  โดย SCG มอบที่ดิน 2 แปลงเนื้อที่ 10 ไร่ให้เป็นที่อยู่อาศัยของชาวชุมชน  โดยมอบให้กรมธนารักษ์ดูแลที่ดิน  และให้ประชาชนเช่าระยะยาวในราคาถูก

นอกจากนี้ยังมีหน่วยงานอื่นๆ  ร่วมโครงการ  เช่น  การรถไฟมอบสัญญาเช่าที่ดินให้ SCG  เพื่อใช้เป็นทางเข้า-ออกของชุมชน  เนื่องจากสภาพเดิมพื้นที่ที่ชุมชนตั้งอยู่เป็นพื้นที่ตาบอด  โดยใช้พื้นที่ของการรถไฟเป็นเส้นทางเข้า-ออกชุมชน  พอช.มอบสัญญาสินเชื่อและงบอุดหนุนก่อสร้างที่อยู่อาศัยให้ชุมชนรวม  48  ล้านบาท  สำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาลมอบเงิน 200 ล้านบาทเพื่อพัฒนาที่อยู่อาศัยและพัฒนาบึงฯ  กรุงเทพมหานครร่วมพัฒนาพื้นที่บึงฯ  ม.ศรีปทุมร่วมออกแบบโครงการ  ฯลฯ

“SCG. มีนโยบายว่า  SCG  ได้ใช้ประโยชน์จากที่ดินบึงบางซื่อมามากพอแล้ว   ควรมอบที่ดินคืนเพื่อให้เป็นประโยชน์ต่อชุมชนและสังคมต่อไป  โดยมีแนวคิดการพัฒนาเป็น 2 ส่วน  คือ  1.พื้นที่ที่เป็นที่อยู่อาศัย  เนื้อที่  10 ไร่    2.พื้นที่บึงสาธารณะ  เนื้อที่ 51 ไร่  เพื่อปรับปรุงและพัฒนาให้เป็นสถานที่พักผ่อนและออกกำลังกายของประชาชน  นอกจากนี้ยังมีแผนพัฒนาให้เป็นแหล่งทำมาหากินของชุมชน  เช่น  การเลี้ยงปลา  รวมทั้งส่งเสริมอาชีพต่างๆ เพื่อให้ชาวชุมชนมีรายได้ เช่น  การเพาะเห็ด  การคัดแยกขยะรีไซเคิ้ลขาย  การนวดแผนไทย”  กรรมการผู้จัดการใหญ่ SCG. กล่าว

 นายสมภพ  พร้อมพอชื่นบุญ  ที่ปรึกษาโครงการ ‘สานพลังประชารัฐ - การพัฒนาบึงบางซื่อ’  กล่าวว่า        ที่ผ่านมา SCG. ได้ส่งเจ้าหน้าที่เข้าไปทำงานร่วมกับชุมชน  เช่น  มีการประชุมชี้แจงโครงการตั้งแต่ปลายปี 2559   มีการจัดตั้งคณะกรรมการในชุมชนต่างๆ เพื่อดำเนินงาน  สำรวจข้อมูลชุมชนเพื่อนำมาวางแผนการพัฒนา   จัดตั้งกลุ่มออมทรัพย์เพื่อเป็นทุนในการพัฒนาที่อยู่อาศัยและอาชีพ   ร่วมกันออกแบบที่อยู่อาศัยให้ตรงกับความต้องการ  วิถีชีวิต  และอาชีพของชาวชุมชน  ฯลฯ

ทั้งนี้ชาวชุมชนที่เข้าร่วมโครงการจะต้องมีคุณสมบัติต่างๆ   เช่น  ต้องเป็นผู้เดือดร้อนจริง  อยู่อาศัยในพื้นที่ SCG  ไม่ต่ำกว่า 5 ปี  ต้องเป็นสมาชิกกลุ่มออมทรัพย์หรือสหกรณ์ฯ  ต้องเข้าร่วมกิจกรรมของชุมชน  ฯลฯ  จึงได้ผู้เดือดร้อนและมีสิทธิ์เข้าร่วมโครงการรวมทั้งหมด 197  ครัวเรือน  (ไม่รวม 45   ครัวเรือนที่ทำโครงการบ้านมั่นคงไปก่อนหน้านี้แล้ว)

โดยแบ่งการก่อสร้างเป็น  1.บ้านแถวหรือทาวน์เฮ้าส์ 2 ชั้น  จำนวน 60  ห้อง  ขนาดห้องละ 56  ตร.ม.  ราคา 481,750  บาท  2.อาคารชุด  4 ชั้น  3 อาคาร  รวม 133  ห้อง  ขนาด 31.5-38 ตร.ม.  ราคา700,182-844,664  บาท   และ 3.บ้านสำหรับผู้สูงอายุ  ไม่มีรายได้  จำนวน 4 ห้อง  ขนาด 12-15  ตร.ม.  รวมทั้งหมด  197 หลัง  ใช้งบประมาณทั้งหมด 129 ล้านบาท  โดยสำนักงานสลากกินแบ่งฯ สมทบเงินจำนวน  71 ล้านบาท  ชุมชนสมทบจากเงินออมหลังละ 30,000 บาท  รวม  5.7 ล้านบาทเศษ  และสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชนให้สินเชื่อรวม 48 ล้านบาท

ส่วนการพัฒนาบึงบางซื่อเนื้อที่ 51 ไร่  ให้เป็นสถานที่พักผ่อน  เป็นพื้นที่สีเขียว  เป็นพื้นที่แก้มลิงเพื่อรองรับน้ำและเป็นปอดใหม่ของกรุงเทพฯ  จะดำเนินการไปพร้อมกับการสร้างที่อยู่อาศัย   โดยจะต้องใช้งบประมาณรวมทั้งหมดประมาณ  600 ล้านบาท  ตามแผนงานโครงการพัฒนาที่อยู่อาศัยและพัฒนาบึงบางซื่อจะเริ่มดำเนินการก่อสร้างประมาณเดือนพฤษภาคมนี้  และจะแล้วเสร็จทั้งหมดภายในปี 2563   

 นายสมชาติ  ภาระสุวรรณ  ผู้อำนวยการสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) กล่าวว่า  การพัฒนาที่อยู่อาศัยชุมชนบึงบางซื่อ  พอช.ได้ร่วมสนับสนุนการพัฒนาที่อยู่อาศัยในระยะแรกตั้งแต่ปี 2556 รวมทั้งหมด  45 ครัวเรือน  ส่วนโครงการใหม่นี้มีทั้งหมด 197 ครัวเรือน  โดย พอช.ให้งบอุดหนุนจำนวน 20,000 บาทต่อหลัง  และสินเชื่อชุมชนหลังละ 250,000 บาท  รวม  48 ล้านบาท  

“โครงการสานพลังประชารัฐครั้งนี้  ทำให้ชาวชุมชนมีที่อยู่อาศัยที่มั่นคง  รวมทั้งมีงบประมาณสนับสนุนจากหลายหน่วยงาน  ทำให้ชาวชุมชนมีภาระในการก่อสร้างบ้านน้อยลง  รวมแล้วชาวชุมชนจะต้องผ่อนส่งต่อครัวเรือนละ 300,000 บาท  หรือผ่อนเดือนละ  2,247  บาท   ระยะเวลา 15 ปี  ส่วนกรรรมสิทธิ์ที่ดิน SCG มอบให้กรมธนารักษ์ดูแล   โดยกรมธนารักษ์จะให้ชาวชุมชนเช่าระยะยาว  อัตราตารางวาละ 4 บาทต่อเดือน”  นายสมชาติกล่าว

ผอ.พอช.กล่าวด้วยว่า  โครงการสานพลังประชารัฐพัฒนาบึงบางซื่อ  ถือเป็นตัวอย่างและเป็นทิศทางสำคัญในการแก้ไขปัญหาที่อยู่อาศัยของผู้มีรายได้น้อย  โดยการมีส่วนร่วมของทุกฝ่าย  ทั้งภาครัฐและเอกชน  และเป็นการพัฒนาทุกมิติ  ไม่ใช่เฉพาะเรื่องที่อยู่อาศัยเพียงอย่างเดียว  แต่ยังมีการพัฒนาคุณภาพชีวิต  พัฒนาเด็กและเยาวชน  ผู้สูงอายุ  คนพิการ  สิ่งแวดล้อม  ส่งเสริมอาชีพและรายได้  ซึ่งเป็นแนวทางการพัฒนาที่ยั่งยืน  และเป็นแก้ไขปัญหาความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจและสังคมซึ่งเป็นนโยบายที่สำคัญของรัฐบาล

“พอช.มีแผนแม่บทระยะ 20 ปี  (พ.ศ.2560-2579) สนับสนุนการแก้ไขปัญหาที่อยู่อาศัยคนจนทั้งในเมืองและชนบททั่วประเทศ  จำนวน 1,053,702 ครัวเรือน  โดย พอช.จะนำแนวทางการพัฒนาที่อยู่อาศัยร่วมกันทั้งเมืองและทุกมิติไปขับเคลื่อนให้เห็นผลต่อไป”  ผอ.พอช.กล่าวทิ้งท้าย

DSC_0375_resize.JPGDSC_0354_resize.JPG

DSC_0442_resize.JPG

DSC_0443_resize.jpg

แบ่งปัน
Submit to FacebookSubmit to Google PlusSubmit to Twitter