playlists faocebook CODINew icon_tw Intranet mail
ภาษาไทย english หน้าหลัก

พอช./ เครือข่ายองค์กรการเงินชุมชนทั้ง 5 ภาคร่วมประชุมเสนอความเห็นแก้ไขเพิ่มเติมร่าง พ.ร.บ.สถาบันการเงินประชาชน พ.ศ..... ยืนยันหลักการร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้ควรจะเป็น พ.ร.บ.ที่สนับสนุนให้เกิดความเข้มแข็งของชุมชน  และควรให้มีสัดส่วนภาคประชาชนเข้าร่วมเป็นคณะกรรมการระดับชาติ  เตรียมประมวลความเห็นจากองค์กรการเงินชุมชนทั่วประเทศเพื่อผลักดันข้อเสนอภาคประชาชนต่อไป

 IMG_5313_resize.JPG

ตามที่คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบอนุมัติหลักการร่างพระราชบัญญัติสถาบันการเงินประชาชน พ.ศ. .... เมื่อวันที่ 6  ก.พ.ที่ผ่านมา   มีสาระสำคัญเป็นการกำหนดให้มีกฎหมายว่าด้วยสถาบันการเงินประชาชนเพื่อรับรองสถานะองค์กรการเงินระดับชุมชนให้มีสภาพเป็นนิติบุคคล  และบูรณาการการทำงานระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในด้านการเงินให้แก่ชุมชนฐานราก  เพื่อช่วยลดความเหลื่อมล้ำทางสังคม  โดยการสร้างโอกาสการเข้าถึงบริการทางการเงินอย่างทั่วถึง  ตามที่กระทรวงการคลังเสนอ  และให้ส่งสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณา  โดยให้รับฟังความเห็นของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต่างๆ   รวมทั้งกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์  

ล่าสุดวันนี้ (25 เม.ย. 2561) สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) ร่วมกับสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง  กระทรวงการคลัง  และขบวนองค์กรชุมชน   จัดประชุมเพื่อร่วมกันพิจารณาและให้ความเห็นต่อร่าง พ.ร.บ.สถาบันการเงินประชาชน  ณ  ห้องประชุมสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน   โดยมีผู้แทนสถาบันการเงินชุมชน  กลุ่มองค์กรการเงินชุมชนทั้ง 5 ภาค  เจ้าหน้าที่ พอช.  เจ้าหน้าที่สำนักงานเศรษฐกิจการคลังเข้าร่วมประชุมประมาณ 40 คน

IMG_5336_resize.JPGนางสาวสมสุข  บุญญะบัญชา  ที่ปรึกษา พอช.  กล่าวแสดงความเห็นว่า  ร่าง พ.ร.บ.สถาบันการเงินประชาชนถือเป็นกฎหมายที่สำคัญมากอีกกฎหมายหนึ่ง   ซึ่งตนอยากให้ชุมชนมีอิสระภาพทางการบริหารจัดการสถาบันการเงิน  นั่นคือ สถาบันการเงินประชาชนนั้นจะต้องมีสถานภาพ  หากไม่มีสถานภาพจะทำให้สถาบันการเงินที่มีอยู่มีปัญหา    จึงอยากให้มี พ.ร.บ.นี้เพื่อยกสถานภาพของสถาบันการเงินของประชาชนที่มีอยู่ขึ้นไปอีกระดับหนึ่ง  ที่เป็นโครงสร้างสำคัญของชุมชนท้องถิ่น สถานภาพดังกล่าวนี้เป็นส่วนที่ทำให้เกิดความถูกต้อง  มีความเข้าใจ   มีความเชื่อมโยงกับระบบใหญ่   เป็นที่ยอมรับ  ซึ่งเราก็ไม่อยากอยู่ในระบบที่ไม่เป็นทางการตลอด

    นางสาวสมสุขกล่าวต่อไปว่า  ร่าง พ.ร.บ. ฉบับนี้น่าจะมีปัญหาเชิงโครงสร้างในอนาคต  จึงชวนพวกเรามาคิดเพื่อให้มีความถูกต้อง  และสัมพันธ์กับ พ.ร.บ.ที่ร่างขึ้นมา   แต่ในร่าง พ.ร.บ.ดังกล่าว  ไม่มีสัดส่วนของภาคประชาชนอยู่ในนั้นเลย  ก็ต้องยอมรับว่าในปัจจุบันชุมชนท้องถิ่นมีองค์กรการเงินเยอะเกินไป ที่ทำให้เกิดกองทุนและหนี้สินเป็นจำนวนมาก   เป็นระบบการเงินที่ไม่มีการจัดการ  ถ้าการตั้งสถาบันการเงินใหม่ขึ้นมาเพื่อมาช่วยจัดความสัมพันธ์ให้ดีขึ้นก็จะถือว่าเป็นสิ่งที่ดี  แต่หากเป็นอีกหนึ่งคู่แข่งกัน  เพื่อเป็นสถาบันการเงินเพื่อหวังผลกำไรเป็นหลักก็จะกลายเป็นสาขาของสถาบันการเงินหลัก  ดังนั้นจึงควรมีการถ่วงดุลทางสังคม  ใช้ความร่วมมือกับท้องถิ่น  เพื่อไม่ให้ระบบทุนนั้นเข้ามาบริหารจัดการสถาบันการเงิน   และควรเป็นกองทุนระดับตำบล เมือง และภูมินิเวศน์  คือระดับที่จะเป็นร่มให้กับกลุ่มองค์กรการเงินของประชาชนในพื้นที่

“เรื่องนี้พวกเราภาคประชาชนถือเป็นผู้เชี่ยวชาญ และทำเรื่องสถาบันการเงินมาเป็นเวลายาวนานพอสมควร ที่สามารถใช้ระบบการเงินฐานรากเป็นเครื่องมือการพัฒนา  ซึ่งพวกเราควรมีการเสนอเนื้อหาของภาคประชาชนขึ้นไป   เพื่อนำไปสู่ความเปลี่ยนแปลงที่ดี   ทำอย่างไรให้วิธีคิดนี้เป็นเรื่องการเงินการคลังเพื่อสังคม ไม่ใช่การเงินการคลังเพื่อค้ากำไร  ซึ่งเชื่อว่าอย่างน้อยพวกเรามีระบบการบริหารสถาบันการเงิน  ที่ไม่ใช่การค้ากำไรของเพื่อนสมาชิก   แต่เป็นการสร้างทุนในท้องถิ่น  เชื่อมทุนในครอบครัว   พัฒนาแบบครบวงจร  เช่น  การจัดสวัสดิการ  การจัดการที่ดิน ที่อยู่อาศัย  เป็นต้น  เป็นการผสมผสานการเงินการคลังของชุมชนท้องถิ่นในแนวราบ เงินที่พวกเราบริหารกองทุนดังกล่าวอยู่ในพื้นที่   เป็นของพวกเรา   ฉะนั้นเราต้องยังคงเอาไว้  แต่เสนอเนื้อหาให้ชัดเจน  ไม่ใช่สถาบันการเงินที่ปล่อยให้กู้เพียงเท่านั้น”  ที่ปรึกษา พอช.ให้ความเห็น

ทั้งนี้ที่ประชุมได้ร่วมแลกเปลี่ยนความเห็นกันอย่างกว้างขวาง   ในประเด็นและมาตราต่างๆ  เช่น  เสนอให้มีนิยามของ

“สถาบันการเงินประชาชน”  หมายความว่า  องค์กรการเงินที่จัดตั้งในระดับท้องถิ่น ตำบล เมือง หรือภูมินิเวศน์ โดยอาจมีสมาชิกเป็นกลุ่มองค์กรการเงินระดับชุมชน  หรือสมาชิกรายบุคคล  ซึ่งได้จดทะเบียนตามพระราชบัญญัตินี้   เสนอให้แก้ไขนิยามของ “บริการการเงินระดับชุมชน”  หมายความว่า การรับฝากเงิน การให้สินเชื่อ การให้เช่าซื้อ ธุรกิจชุมชนที่มิใช่เป็นธุรกิจการเงินเพื่อค้ากำไรสูงสุด และการเช่าซื้อกับสมาชิก

 IMG_5324_resize.JPGIMG_5330_resize.JPGIMG_5314_resize.JPG

             เสนอให้เพิ่มเติมในรายละเอียด   เช่น    สัดส่วนของคณะกรรมการพัฒนาระบบสถาบันการเงินประชาชน (ในระดับชาติ)   เสนอให้มีตัวแทนจากกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิจากองค์กรการเงินชุมชนจาก  5 ภาค  รวม 5 คน  ที่มีความรู้  ประสบการณ์ และเป็นที่ยอมรับ,  กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ จำนวน 3 คน,  กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ 3 คน , มีปลัดกระทรวงการคลังเป็นประธานกรรมการ  และในระดับจังหวัด   เสนอให้มีคณะกรรมการระดับจังหวัด  ให้เป็นเวทีเชื่อมโยงเครือข่าย  โดยมีองค์ประกอบ    จำวน 19  คน   โดยมีรองผู้ว่าราชการจังหวัด 1 คน เป็นประธาน   , มีตัวแทนจากองค์กรท้องถิ่น 2 คน เช่น  อบจ., ตัวแทนท้องที่ 2 คน เช่น กำนัน   ผู้ใหญ่บ้าน  , ตัวแทนธนาคารที่เกี่ยวข้องและภาคเอกชน รวม 3 คน , ตัวแทนหน่วยงาน  กรมพัฒนาชุมชน สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน และอื่นๆ รวม 3 คน , ตัวแทนสถาบันการเงินชุมชน หรือกลุ่มองค์กรการเงินในจังหวัด รวม 5 คน , ผู้ทรงคุณวุฒิและเลขาที่ประชุม 3 คน เป็นต้น  โดยมีกระบวนการสรรหาอย่างโปร่งใส  มีตัวแทนจากหลายฝ่ายเพื่อร่วมเป็นคณะกรรมการสรรหา  เสนอให้มีวาระการดำรงตำหน่งของกรรมการ  คราวละ 2 ปี   และมีการปรับเปลี่ยนคณะกรรมการคนใหม่ ตามสัดส่วน 1/3

         ในมาตรา 12 ให้ธนาคารผู้ประสานงานมีอำนาจหน้าหน้าที่ เสนอให้เพิ่มข้อความ “ประสานงานและสนับสนุนการจัดตั้ง และการทำงานของคณะกรรมการพัฒนาสถาบันการเงินประชาชนจังหวัด จัดทำรายงานภาพรวมผลงานสถาบันการเงินของประชาชนของจังหวัด” , “รับคำขอจัดตั้ง เลิก หรือเพิกถอนจากสถาบันการเงินประชาชนเพื่อนำเสนอคณะกรรมการพัฒนาสถาบันการเงินจังหวัด เพื่อพิจารณาดำเนินการและให้ความเห็น เพื่อนำเสนอต่อคณะกรรมการ ทั้งนี้ตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่คณะกรรมการประกาศกำหนด”

                มาตรา 15 เสนอให้มีสถาบันการเงินประชาชนระดับตำบล  เมือง  และภูมินิเวศน์”  ให้เพิ่มข้อความ “การเกิดขึ้นของสถาบันการเงิน  ให้มาจากความเห็นชอบของชุมชนท้องถิ่น  และเกิดจากการรับรองในพื้นที่  นอกจากการความเห็นชอบของคณะกรรมการแล้ว” ควรกำหนดวาระการทำงานของสถาบันการเงินมีการดำเนินงานไม่น้อยกว่า 5 ปี ก่อนขึ้นทะเบียนเป็นนิติบุคคล

                มาตรา 17 เพิ่มที่มาของคณะกรรมการระดับตำบล เมือง และภูมินิเวศน์ ให้เป็นไปตามระเบียบหรือเกณฑ์ของสถาบันการเงินในท้องที่นั้นๆ และคณะกรรมการมีการผลัดเปลี่ยนทุก 2 ปี ตามสัดส่วน 1 ใน 3

                เสนอให้เพิ่มเติมข้อความ “ให้มีการสร้างฐานข้อมูลสถาบันการเงินประชาชนในระดับจังหวัด และมีการทำรายงานภาพรวมในระดับจังหวัดปีละครั้ง และรายงานให้กับคณะกรรมการระดับจังหวัดทราบ เพื่อใช้ประโยชน์เกี่ยวข้องสำคัญอื่นๆ เพื่อการวางแผนพัฒนาเกี่ยวเนื่องต่างๆ ในมาตรา 23

          เสนอให้แก้ไขข้อความใน มาตรา 29 เป็น “ให้ธนาคารผู้ประสานงานนำเสนอต่อคณะกรรมการจังหวัด เพื่อพิจารณาหาทางแก้ปัญหาร่วมกัน หรือตัดสินใจลงมติเพื่อเสนอกรรมการให้เพิกถอนสถาบันการเงินประชาชน”

        เสนอให้การยกเลิกสถาบันการเงินประชาชน  จากเดิมที่มีจำนวนสมาชิกน้อยกว่า 10   คน  เป็น “มีสมาชิกน้อยกว่า 100 คน”   ฯลฯ

            ในตอนท้ายของการประชุมครั้งนี้   ที่ประชุมได้มีข้อเสนอให้ตัวแทนองค์กรการเงินชุมชนทั้ง 5   ภาค  นำข้อคิดเห็นต่อร่าง พ.ร.บ.ดังกล่าวกลับไปเพื่อหารือและเสนอข้อคิดเห็นเพิ่มเติมในพื้นที่  หลังจากนั้นจึงจะมีการประมวลข้อคิดเห็นของภาคประชาชนทั้งหมด  เพื่อนำไปเป็นแนวทางในการประชุมร่วมกับ ดร.กอบศักดิ์  ภูตระกูล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีด้านเศรษฐกิจที่รับผิดชอบเรื่องนี้ต่อไป  

            ทั้งนี้เครือข่ายองค์กรการเงินชุมชนยืนยันหลักการว่า  ร่าง พ.ร.บ.สถาบันการเงินประชาชนควรจะเป็น พ.ร.บ.ที่สนับสนุนให้เกิดความเข้มแข็งของชุมชน  และควรให้มีสัดส่วนภาคประชาชนเข้าร่วมเป็นคณะกรรมการระดับชาติ หรือ “คณะกรรมการพัฒนาระบบสถาบันการเงินประชาชน” ที่มาจากตัวแทนผู้ทรงคุณวุฒิองค์กรการเงินชุมชนทั้ง 5 ภาคด้วย

แบ่งปัน
Submit to FacebookSubmit to Google PlusSubmit to Twitter