playlists faocebook CODINew icon_tw Intranet mail
ภาษาไทย english หน้าหลัก

                                                                                                                                                                                                                                     โดย พอช.สำนักงาานภาคเหนือ

ปัจจุบันไม่อาจปฏิเสธได้ถ้าผู้คนส่วนใหญ่หันมาให้ความสำคัญกับสุขภาพตนเอง จะพบว่าคนให้ความสำคัญกับปัญหาของสุขภาพมากขึ้น เช่น การออกกำลังกาย อาหารการกิน ที่ควนเลือกสรรอาหารที่ปลอดภัย ปราศจากสารเคมี แต่ช่องทางการได้มาของอาหารที่ปลอดภัยเหล่านั้นยังมีจำกัด (ยกเว้นอาหารที่หาได้เองตามธรรมชาติ)การควบคุมคุณภาพของอาหารที่เกษตรกรทำมาจำหน่าย

ตำบลปางหมู อำเภอเมือง จังหวัดแม่ฮ่องสอนเป็นอีกตำบลซึ่งเป็นแหล่งผลิตอาหารในจังหวัดแม่ฮ่องสอน อาทิเช่น ข้าว  กระเทียม งา  ถั่ว และ ผัก ต่าง ๆ เกษตรกรส่วนมากมักปลูกพืชเชิงเดี่ยวและใช้สารเคมีกำจัดศัตรูพืช  เป็นสาเหตุของการเกิดโรคมะเร็ง ซึ่งเป็นสาเหตุของการเสียชีวิตอันดับต้นๆของตำบลปางหมู เป็นเหตุให้เกษตรกรจำนวนหนึ่งยอมปรับเปลี่ยนไปปลูกพืชผสมผสาน และ เกษตรอินทรีย์  ที่สั่งสมประสบการณ์ภูมิปัญญามาตั้งแต่อดีต ได้รวบรวมตัวกันเป็นวิสาหกิจชุมชน เช่น เครือข่ายวิสาหกิจวิถีแม่ฮ่องสอน วิสาหกิจเกษตรอินทรีย์บ้านไม้แงะ วิสาหกิจเกษตรกลุ่มแปรรูปงาบ้านปางหมู ฯลฯ

สภาองค์กรชุมชนตำบลปางหมู ได้มองเห็นสภาพปัญหาของเกษตรกร ไม่ว่าจะเป็นการใช้สารเคมีที่ไม่ถูกสุขลักษณะ จนเป็นปัญหาสาเหตุการเสียชีวิตอันดับต้นๆของตำบลปางหมู จึงจัดทำโครงการเกษตรพอเพียงเพื่อการพึ่งตนเองจนเป็นเกษตรอินทรีย์ โดยขับเคลื่อน 4 ประเด็นดังนี้

  1. สนับสนุนการสร้างความเข็มแข็งของระบบเศรษฐกิจและทุนชุมชนในพื้นที่
  2. การเชื่อมโยงเครือข่าย และและเชื่อมประสานภาคีเครือข่าย
  3. การพัฒนาระบบข้อมูล
  4. การพัฒนาระบบสนับสนุน

โดยสถานการณ์เมื่อก่อนปี 2555 มีการปลูกกระเทียมและงา เพื่อการบริโภคในครัวเรือน โดยใช้ปุ๋ยคอก ปุ๋ยหมัก ปลูกเพื่อทำพันธุ์และใช้แรงงานในครัวเรือน มีการช่วยลงแขก ซึ่งเป็นการผลิตพันธุ์กระเทียมที่ดีที่สุดในแม่ฮ่องสอน เพราะได้ราคาสูงตลาดรองรับและเกษตรกรสามารถเป็นผู้กำหนดราคาเองได้ แต่เมื่อประมาณระหว่างปี 2555-2559 มีการเปลี่ยนแปลงเป็นการปลูกเพื่อการค้า ใช้สารเคมี/สารกำจัดวัชพืชใช้เคมี ทำให้มีการจ้างงาน จนก่อให้เกิดการขาดทุนและประสบภาวะหนี้สิน รวมถึงสถานการณ์กระเทียมมีราคาตกต่ำและไม่มีคุณภาพ ราคาไม่แน่นอน ต้นทุนในการเพาะปลูกสูงและหนี้สินต่าง ๆ ผลประโยชน์ไปตกที่นายทุน

ดังนั้นในปี 2561 ได้มีจุดเปลี่ยนเกิดขึ้นโดยเปลี่ยนจากการใช้สารเคมี เพื่อกลับไปสู่อินทรีย์ อันมีสาเหตุจาก

  1. 1. พบสารเคมีในกระแสโลหิต ของเกษตรกร
  2. 2. เกษตรกรที่ใช้สารเคมี เป็นโรคมะเร็ง โรคตับแข็ง โรคปอด ฯลฯ
  3. 3. เป็นหนี้เพิ่มมากขึ้น จากราคาสารเคมี ปุ๋ยเคมี เมล็ดพันธุ์

          การดำเนินงานพัฒนาพื้นที่การเกษตรเพื่อปรับเปลี่ยนเข้าสู่ตลาดกระเทียมอินทรีย์ ใช้การปรับ/ลด การใช้สารเคมี โดยหันมาใช้สารชีวพันธุ์ทดแทน และลดการเพาะปลูกเกษตรเชิงเดี่ยวมาทำการเกษตรผสมผสาน อาศัยการรวมกลุ่มเกษตรกรที่ลดการใช้สารเคมี จากการขึ้นทะเบียนรัฐวิสาหกิจชุมชนให้มีการเชื่อมโยงเครือข่ายระดับ หมู่บ้าน ตำบล และ จังหวัด 

          จากที่กล่าวจึงได้มีการจัดตั้งเครือข่ายรัฐวิสาหกิจชุมชนพื้นที่ 1,2,3,4,8 จำนวนสมาชิก 40 คน และดำเนินงานการแปรรูปสินค้าการเกษตรเพื่อเพิ่มมูลค่าพืชผลทางการเกษตร ต่อยอดให้เกิดแผนการขับเคลื่อนกลุ่มเครือข่ายเพื่อเชื่อมโยงระบบตลาด

          กระบวนการ เริ่มจากการตรวจสอบสารเคมีในร่างกาย และชักชวนพี่น้องใน 5 หมู่บ้านมาทำกระบวนการเพื่อแลกเปลี่ยนหาข้อมูลผลกระทบ จากนั้นกำหนดแผนใหม่แก้ปัญหาร่วมกับตำบล โดยสภาองค์กรชุมชนประสานความร่วมมือและจัดตั้งวิสาหกิจชุมชนสร้างเวทีแลกเปลี่ยนความรู้ นำสู่การพัฒนาระบบบริหารจัดการแปลง พร้อมทั้งมีการจัดตั้งทีมตรวจ/รับรองแปลงเกษตรอินทรีย์ และมีเวทีติดตามประเมินผลและสรุปผลการขับเคลื่อน

          โดยกระบวนการดังกล่าวนั้นใช้ข้อมูลปัญหา จากการตรวจพบสารเคมีในการสร้างความตระหนักให้คนหันมาทำเกษตรอินทรีย์เพื่อสร้างระบบสมัครใจในการเข้าร่วมและปรับแนวความคิดผ่านกลไกการทำงาน ดังนี้

        (1) กลุ่มวิสาหกิจเกษตรอินทรีย์ บ้านในสอย ม.4 ตำบลปางหมู

          - การผลิตพืชผลทางการเกษตรอินทรีย์

          - การวางแผนการผลิตในแต่ละฤดูการผลิต

          - การเสนอแผนงาน/โครงการที่ต้องการความช่วยเหลือ

       (2) สภาองค์กรชุมชนตำบลปางหมู

          - การจัดตั้งทีมตรวจ/รับรองแปลง

          - การประสานงานเครือข่ายวิสาหกิจในจังหวัดเพื่อเชื่อมตลาด

          - การประสานงานกับหน่วยงานราชการเพื่อขอรับการสนับสนุน

       (3) องค์กรปกครองท้องถิ่น (อบจ./อบต.)

          - การให้การสนับสนุนงบประมาณ และวิชาการ

       (4) มหาวิทยาลัยแม่โจ้ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ และวิลัยแม่ฮ่องสอน

         - การสนับสนุนงานวิชาการ และงบประมาณ

       (5) ส่วนราชการในจังหวัด

         - การสนับสนุนงบประมาณ และวิชาการ

          เป้าหมายของการเปลี่ยนแปลงก็เพื่อสร้างระบบสุขภาพชุมชน สร้างความตระหนัก รู้ลดการใช้สารเคมี ให้เกิดการพื้นฟูพื้นที่เกษตรเคมีให้เป็นเกษตรอินทรีย์ใน 5 ปี และสร้างผลผลิตเกษตรอินทรีย์ ซึ่งได้มีผลของการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญ

  

  

ด้าน

การเปลี่ยนแปลงด้านคุณค่า

การเปลี่ยนแปลงด้านมูลค่า

ด้านเศรษฐกิจ

เกิดการปรับพฤติกรรมการผลิตตลาด

เกษตรเคมี เป็นเกษตรปลอดภัย เพื่อมุ่งสู่เกษตรอินทรีย์

- การลดรายจ่าย

- การเพิ่มรายได้

- การจัดตั้งบริษัทแม่ฮ่องสอน

- กลุ่มเกษตรกร จำนวน 50 ครัวเรือย

- พื้นที่การเกษตร (การลดการใช้สารเคมี) จำนวน 500 ไร่

- พืชผลทางการเกษตร จำนวน 50 ชนิด

- ทุนจดทะเบียน 1,000,000 บาท

ด้านสิ่งแวดล้อม

- กลุ่มวิสาหกิจชุมชน

- กองทุนสวัสดิการชุมชน

เครือข่ายสนับสนุนงบประมาณและวิชาการ

- เครือข่ายวิสากิจ จำนวนสมาชิก 200 คน

- มหาวิทยาลัยแม่โจ้ ในการสนับสนุนสารชีวพันธุ์

- มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ในการสนับสนุนนงบประมาณ

- มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่ ในการสนับสนุนการแปรรูปผลิตภัณฑ์

ด้านทรัพยากร

- ที่ดินทำกินของชุมชน/หมู่บ้าน อุดมสมบูรณ์มากขึ้น

- แหล่งอาหารธรรมชาติเพิ่มมากขึ้น

- มีกลุ่มอนุรักษ์พันธุ์ต้นน้ำ

- จำนวน 500 ไร่

- จากการตรวจดินจำนวน 50 แปลง

- พื้นที่เขตอนุรักษ์สัตว์น้ำจำนวน 10 แห่ง

- พื้นที่ปวดป่า/ป่าชุมชน จำนวน 10 แห่ง

ด้านนโยบาย

มีหน่วยงานให้การสนับสนุนให้การสนับสนุนมากขึ้น

1 งบประมาณจาก กรมการค้าภายในสนับสนุนการจัดพื้นที่ของ

แปลงเกษตรอินทรีย์จำนวน 1,600,000 บาท

2 งบประมาณจาก พอช. จำนวน 40,000 บาท

3 งบประมาณจาก อบต. จำนวน 50,000 บาท

(มีแผนงาน/โครงการที่จะสนับสนุนต่อเนื่อง)

4 มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ สนับสนุนงบประมาณและวิชาการ

5 มหาวิทยาลัยแม่โจ้ สนับสนุนงบประมาณและวิชาการ

6 มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่ สนับสนุนงบประมาณและวิชาการ

           

แบ่งปัน
Submit to FacebookSubmit to Google PlusSubmit to Twitter