playlists faocebook CODINew icon_tw Intranet mail
ภาษาไทย english หน้าหลัก

ศตจ.ปชช. จังหวัด ภาคอีสานเร่งทำข้อมูลแก้ปัญหาที่ดิน

     การจัดสัมมนาแก้ปัญหาความยากจนด้านที่ดินภาคตะวันออกเฉียงเหนือเมื่อวันที่ 23-24 กรกฎาคม 2549 ณ โรงแรมริมปาว จ.กาฬสินธุ์ มีผู้เข้าร่วมสัมมนากว่า 400 คน ได้แก่ ผู้แทนจากหน่วยงานระดับจังหวัดใน 19 จังหวัด นายอำเภอ นายก อบต. กำนัน และผู้แทนองค์กรชุมชนที่มีปัญหาด้านที่ดิน เนื้อหาของการสัมมนาเน้นการสร้างความเข้าใจเรื่อง “ ทีมผสม ” ระดับอำเภอที่ประกอบด้วย นายอำเภอ กำนัน นายก อบต. ผู้ใหญ่บ้าน และชาวบ้านผู้เดือดร้อนจำนวน 65 อำเภอ 96 ตำบล รวมทั้งทำความเข้าใจงานของ ศตจ.ปชช. กับ ศตจ.จังหวัด ที่ต้องทำงานแก้ไขปัญหาที่ดินร่วมกัน โดยมีพื้นที่เป้าหมาย 200 อำเภอทั่วประเทศ

 

     พลเอกสุรินทร์ พิกุลทอง ประธานคณะอนุกรรมการแก้ปัญหาที่ดินทำกิน ศตจ.ชาติ ได้กล่าวว่า การแก้ไขปัญหาที่ดินมีการคิดกันมานานแล้วในทุกๆ ส่วนทั้งที่ป่าสงวน อุทยาน เขตต้นน้ำ ป่าไม้ ที่ราชพัสดุ สาธารณะประโยชน์ แต่อาจยังไม่สำเร็จ เพราะลำพังส่วนราชการไม่สามารถดำเนินการได้เอง และส่วนราชการเองยังไม่เอื้ออำนวยต่อการแก้ปัญหาในพื้นที่ด้วย การแก้ไขปัญหาเรื่องนี้หากรัฐบาลดำเนินการตามแนวทางเดิม จะไม่มีทางแก้ไขได้ถ้าไม่เปิดโอกาสให้ภาคประชาชนเข้ามาร่วม ดังนั้น ผอ.ศตจ.(พลเอกชวลิต) จึงได้ให้ภาคประชาชนมาเป็นหลักในการแก้ไขปัญหา เป็นศูนย์กลางในการแก้ไข โดย ศตจ.จะเป็นผู้ประสานเชื่อมโยให้ส่วนต่างๆ คิดและทำไปในทางเดียวกัน รวมทั้งมีการกระจายอำนาจการตัดสินใจไปที่จังหวัดและอำเภอ โดยหลักการแก้ปัญหา คือ 1 ) ต้องเชื่อมั่นปัญหาที่ดินแก้ไขปัญหาได้ 2 ) ให้ประชาชนมีส่วนร่วม 3 ) ภาครัฐมีส่วนสนับสนุน 4. ) การแก้ปัญหาที่เป็นภาพรวมไม่ใช่รายคน

     นายสังคมเจริญทรัพย์ ประธานร่วม ศตจ.ปชช. กล่าวว่า การแก้ปัญหาในภาคประชาชน คนที่เกี่ยวข้อง คือ คนที่มีปัญหาที่ดินต้องลุกขึ้นมาเป็นคนแก้ไขเอง การให้คนเป็นศูนย์กลางในการแก้ปัญหานั้น ต้องมีสถานะที่ชัดเจน ดังนั้น จึงมี ศตจ.ปชช.ขึ้นมาเป็นสถานะสำคัญ โดยประชาชนมาเป็นแกนหลักในการคิด หาข้อมูล และมีรูปธรรมที่ชัดเจน เน้นกระบวนการทำงานร่วมกัน ที่สำคัญต้องมีการพูดคุยบนพื้นฐานข้อมูลที่เป็นจริง หลักการแก้ไขปัญหาที่ดินของ ศตจ.ปชช. คือ 1 ) ชาวบ้าน / ขบวนองค์กรชุมชนต้องมาเป็นแกนหลัก เป็นเจ้าของการแก้ไขปัญหา เป็นผู้บริหารจัดการ 2 ) การแก้ไขปัญหาควรเป็นทีมผสม ทั้งในส่วนของภาครัฐและประชาชน และมีการทำงานเชื่อมโยงกัน 3 ) มีข้อมูลผู้เดือดร้อนที่ชัดเจน และ 4 ) มีงบประมาณและการจัดการที่ยืดหยุ่น

     ในการสัมมนา ผู้ร่วมสัมมนาที่เป็นเจ้าของปัญหา ได้มาร่วมกันทำข้อมูลโดยสำรวจข้อมูลที่เป็นรายเอียดของปัญหา เช่น ขนาดที่ดิน การครอบครอง ระยะเวลาครอบครอง และการใช้ประโยชน์ เป็นต้น รวมทั้งได้ใช้เครื่องมือสำคัญคือ แผนที่ภูมิประเทศ มาตราส่วน 1:50 ,000 เพื่อลงตำแหน่งแปลงที่ดินที่มีปัญหา จากนั้นกรมพัฒนาที่ดินไปจะนำข้อมูลนี้ไปเทียบเคียงกับภาพถ่ายทางอากาศมาตรส่วน 1 :4 ,000 ซึ่งมีรายละเอียดใหญ่พอที่จะนำไปสำรวจเป็นรายแปลงที่ดินได้ (1 ซม.บนภาพ เท่ากับ 40 เมตรบนพื้นที่จริง) โดยจะนำภาพถ่ายดังกล่าวมาให้ประชาชนที่มีปัญหา เพื่อนำไปสำรวจและทำแนวเขตบนภาพถ่ายให้ตรงกับความเป็นจริงทุกตำบล ตามที่ภาคประชาชนทำข้อมูลมาแล้วในแผนที่ 1: 50,000 กระบวนการนี้ จะทำไปพร้อมๆ กับการปรับปรุงแนวเขต (Reshape ) ของหน่วยงานภาครัฐที่กำลังดำเนินการอยู่ (จังหวัดเลยเป็น 1 ในจังหวัดนำร่อง) ก่อนที่จะประกาศใช้อย่างเป็นทางการ

      จากการการระดมความเห็นของประชาชนผู้ประสบปัญหา โดยแบ่งเป็น ปัญหาที่ดินในเขตป่า และปัญหาที่ดินนอกเขตป่า พบว่า สภาพปัญหาพื้นที่นอกเขตป่า อันได้แก่ ที่สาธารณประโยชน์, ที่ราชพัสดุ, ที่รถไฟ, ที่ สปก., ที่นิคมฯ จะเกี่ยวข้องประเด็นต่างๆ เช่น แนวเขตพื้นที่ไม่ชัดเจน การทับซ้อนระหว่าง 2 กฎหมาย 2 หน่วยงาน การบุกรุกที่สาธารณะและป่าชุมชน ความต้องการเอกสารสิทธิ (ส่วนบุคคล) ในที่ดินที่ครอบครอง (สิทธิบุคคลหรือสิทธิการเช่า) การขอสิทธิซื้อที่ดิน สปก. 401 ก. การพิสูจน์สิทธิที่ดินที่ครอบครอง ความขัดแย้งระหว่างกลุ่มที่ครอบครองกับองค์การบริหารส่วนท้องถิ่น และภาครัฐ เป็นต้น ส่วนปัญหาในเขตป่าที่สำคัญคือ การซ้อนทับกันระหว่างที่ดินทำกินของชาวบ้านกับพื้นที่อุทยานและพื้นที่ป่าสงวน ซึ่งเป็นประเด็นที่ทำให้เกิดความขัดแย้งและข้อพิพาทระหว่างชาวบ้านกับหน่วยงานเรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน

     ผลของการสัมมนาที่สำคัญคือ ได้มีการสร้างความเข้าใจเรื่องแก้ปัญหาที่ดินแบบบูรณาการโดยยึดพื้นที่เป็นตัวตั้ง และมีทุกภาคส่วนมาทำงานร่วมกัน เรียนรู้กระบวนการทำงานของอนุกรรมการแก้ปัญหาความความยากจนด้านที่ดิน รวมถึงขั้นตอนการปฏิบัติการของโครงการบูรณาการแก้ไขปัญหาที่ดินระดับอำเภอ 200 อำเภอ ที่ต้องเชื่อมโยงกับ ศตจ.ปชช.จังหวัด และ ศตจ.ปชช.โดยเน้นการพัฒนาข้อมูลจากพื้นที่ เรียนรู้การจัดการที่ดินในระบบกรรมสิทธิ์รวมหมู่ซึ่งมีระบบการป้องกันการเปลี่ยนมือที่ดินโดยแนวทางของชาวบ้าน

      แผนงานลำดับต่อไปของภาคประชาชน คือ การเร่งตรวจสอบพื้นที่ที่มีปัญหา โดยลงแนวเขตในภาพถ่ายทางอากาศมาตราส่วน 1: 4,000 ให้ตรงกับความเป็นจริง รวมทั้งเชื่อมโยงบทบาทของ ศตจ.ปชช.จังหวัดกาฬสินธุ์ กับคณะทำงานประเด็นที่ดินในอำเภอที่มีปัญหา ให้ทำงานได้อย่างสอดคล้องและหนุนเสริมซึ่งกันและกัน ส่วนในระดับนโยบายนั้น คณะอนุกรรมการแก้ปัญหาด้านที่ดินทำกิน ของ ศตจ.ชาติ ซึ่งมี พลเอกสุรินทร์ พิกุลทอง เป็นประธาน จะเร่งประสานความเข้าใจกับ ศตจ.ชาติ และขยายผลสู่พื้นที่ภาคอื่นต่อไป

 

แบ่งปัน
Submit to FacebookSubmit to Google PlusSubmit to Twitter